บช.ก. เปิดปฏิบัติการ ‘Operation Nominee Sweep’ ล้างบางเครือข่ายนอมินีต่างชาติในภูเก็ต อายัดทรัพย์สินกว่า 1,000 ล้านบาท
เมื่อเวลา 10.20 น. วันที่ 31 พฤษภาคม ที่กองบัญชาการสอบสวนกลาง พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผบช.ก., นายบุญธรรม หอไพบูลย์สกุล รองอธิบดีกรมที่ดิน, พล.ต.ต.พุฒิเดช บุญกระพือ ผบก.ปอศ., พ.ต.อ.วิจักขณ์ ตารมย์ รอง ผบก.ปอศ. และ พ.ต.อ.กริช วรทัต ผกก.4 บก.ปอศ. ร่วมกันแถลงปฏิบัติการล้างบางเครือข่ายนอมินีต่างชาติในภูเก็ต อายัดอสังหาฯ มูลค่ากว่า 1,000 ล้าน โดยยึดของกลางเป็นเอกสารถือครองที่ดิน 245 รายการ แบ่งเป็นห้องชุด 196 ห้อง มูลค่ากว่า 1,000 ล้านบาท และโฉนดที่ดิน 43 แปลง เนื้อที่ 24 ไร่ มูลค่าไม่รวมสิ่งปลูกสร้างกว่า 200 ล้านบาท, เอกสารและข้อมูลการจัดตั้งบริษัท 800 บริษัท, ตราประทับบริษัทต่างๆ 1,601 บริษัท, เอกสารใบอนุญาตทำงาน 108 เล่ม และหนังสือเดินทาง 196 เล่ม และจับกุมผู้ต้องหาได้ 231 ราย แบ่งเป็นฐานะ นิติบุคคล 96 ราย และในฐานะบุคคล 135 คน ในจำนวนนี้เป็นชาวต่างชาติ 98 ราย ประกอบด้วย รัสเซีย 67 ราย, จีน 4 ราย, ยูเครน 3 ราย, อินเดีย 3 ราย และสัญชาติอื่นๆ ส่วนอีก 37 ราย และสัญชาติอื่นๆ อีก 21 ราย และเป็นชาวไทย 37 ราย โดยพนักงานสอบสวนได้ออกหมายเรียกให้ผู้ต้องหาชาวต่างชาติ 85 คนเข้ารับทราบข้อกล่าวหาในช่วงบ่ายวันนี้ ในความผิดฐาน “คนต่างด้าวประกอบธุรกิจโดยหลีกเลี่ยงหรือฝ่าฝืนบทบัญญัติของกฎหมาย, คนต่างด้าวยินยอมให้ผู้มีสัญชาติไทย หรือนิติบุคคลที่ไม่ใช่คนต่างด้าวให้ความช่วยเหลือหรือสนับสนุนหรือร่วมประกอบธุรกิจที่กำหนดไว้ในบัญชีท้ายพระราชบัญญัตินี้ ) โดยคนต่างด้าวนั้นไม่ได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจดังกล่าว” ตามมาตรา 37 แห่งพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงหนึ่งล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
และฐานความผิด “ผู้มีสัญชาติไทย หรือนิติบุคคลที่ไม่ใช่คนต่างด้าว ร่วมกันให้ความช่วยเหลือ หรือสนับสนุนหรือร่วมประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว อันเป็นธุรกิจที่กำหนดไว้ในบัญชีท้ายพระราชบัญญัตินี้โดยคนต่างด้าวนั้นมิได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจดังกล่าว หรือร่วมประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวโดยแสดงออกว่าเป็นธุรกิจของตนแต่ผู้เดียวหรือถือหุ้นแทนคนต่างด้าวในห้างหุ้นส่วน หรือบริษัทจำกัด หรือนิติบุคคลใดๆ เพื่อให้คนต่างด้าวประกอบธุรกิจโดยหลีกเลี่ยง หรือฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้ฯ” ตามมาตรา 36 แห่งพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงหนึ่งล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนที่เหลือจะทยอยออกหมายเรียกมาดำเนินการภายหลัง
ด้าน พ.ต.อ.กริชกล่าวว่า สืบเนื่องจากในกรณีดังกล่าวมีประชาชนมาร้องเรียนว่ามีชาวต่างชาติมาประกอบธุรกิจและกว้านซื้อที่ดินใน จ.ภูเก็ต เพิ่มขึ้นอย่างผิดปกติ ตำรวจจึงเข้าไปตรวจสอบพบว่าตั้งแต่ปี 2562 ถึงเดือนมีนาคม 2567 มีชาวรัสเซียเดินทางเข้ามาใน จ.ภูเก็ตสูงถึง 92,764 คน คิดเป็น 81% เมื่อเทียบกับชาวรัสเซียที่เดินทางเข้ามาในจังหวัดอื่นๆ แค่เพียง 3 เดือนแรกของปี 2567 ก็มียอดชาวรัสเซียเข้ามาในภูเก็ตถึง 59,717 คน และช่วง 1 ปีที่ผ่านมา ชาวรัสเซียจดทะเบียนบริษัทเพิ่มสูงขึ้นถึง 1,603 บริษัท สูงกว่าปีอื่นๆ ที่ผ่านมากว่า 50 เท่าตัว
เมื่อวิเคราะห์ข้อมูลก็พบว่ามีชาวรัสเซีย ชื่อ นางยาน่า (สงวนนามสกุล) อายุ 45 ปี ซึ่งเข้ามาในไทยพร้อมครอบครัวเมื่อปี 2555 มีชื่อเป็นกรรมการและผู้ถือหุ้นร่วมกับคนไทยในจังหวัดภูเก็ตหลายบริษัท เป็นธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ 7 บริษัท, ธุรกิจบริการ 1 บริษัท, และธุรกิจนำเที่ยว 1 บริษัท รวมทุนจดทะเบียน 38 ล้านบาท และยังพบว่าถือครองอสังหาริมทรัพย์คอนโดมิเนียมและอพาร์ตเมนต์หรูในภูเก็ตรวม 3 โครงการ 176 ห้อง มูลค่ากว่า 900 ล้านบาท
เมื่อขยายผลก็พบว่ามีนางสาวตรีทิพ (สงวนนามสกุล) ซึ่งเป็นคนไทย เข้ามาถือหุ้นร่วมกับนางยาน่า และนางสาวตรีทิพยังมีชื่อเป็นกรรมการและผู้ถือหุ้นบริษัทอื่นๆ อีก 272 บริษัท แบ่งเป็นบริษัทที่คนไทยถือหุ้นล้วน 142 บริษัท และบริษัทที่มีชาวต่างชาติถือหุ้นร่วม 130 บริษัท ทั้งธุรกิจค้าที่ดิน, ท่องเที่ยว, และอื่นๆ รวมมูลค่าหุ้นกว่า 268 ล้านบาท ซึ่งผิดปกติ ตำรวจจึงได้นำกำลังเข้าตรวจค้นสำนักงานบัญชีของนางสาวตรีทิพ และบริษัทที่เกี่ยวข้อง จนพบว่านางสาวตรีทิพ จะใช้ชื่อของตนเอง เครือญาติ และลูกจ้างของตนเองเข้าไปถือหุ้นร่วมกับชาวต่างชาติในสัดส่วนของคนไทยเพื่อหลบเลี่ยงข้อกฎหมาย ลักษณะเป็นนอมินี ไม่ได้มีการจ่ายเงินค่าหุ้นจริง และได้รับผลตอบแทนจากการนำชื่อไปใส่เป็นกรรมการ 3,000 บาทต่อปีต่อบริษัท และนางสาวตรีทิพจะได้ส่วนแบ่งจดทะเบียนบริษัท 30,000-50,000 บาทต่อบริษัท และหากเป็นนอมินีในการซื้อขายที่ดิน ก็จะได้ส่วนแบ่ง 3%
ส่วนบริษัทที่คนไทยถือหุ้นล้วน ก็ไม่ได้มีการประกอบธุรกิจจริงๆ เพียงแต่เปิดไว้เพื่อใช้ในการขอวีซ่าธุรกิจ, ใบอนุญาตทำงาน และใช้ในการยื่นขอเปิดบัญชีธนาคารให้ชาวต่างชาติ 5 คน และถูกนำไปใช้ในการหลอกลวงคนไทยให้ร่วมลงทุนผ่านระบบคอมพิวเตอร์และ Romance scam ซึ่งได้มีการแจ้งความไว้แล้ว
โดย พล.ต.ท.จิรภพกล่าวว่า หลังจากนี้เจ้าหน้าที่จะขยายผลตรวจสอบชาวต่างชาติที่ประกอบธุรกิจและกว้านซื้อที่ดินอย่างผิดปกติในจังหวัดอื่นๆ เพิ่มเติมด้วย





