บุกร้องดีเอสไอ เหยื่อแชร์ลูกโซ่ ‘คอร์ส สัมมนา เรียนรู้ลงทุน’มูลค่าเสียหายกว่า 2 พันล.

เหยื่อแชร์คอร์สสัมมนากว่า 200 คน บุกร้องดีเอสไอ ถูกหลอกลงทุนเสียหายกว่า 2 พันล้านบาท

เมื่อเวลา 10.30 น.วันที่ 9 พฤษภาคม  ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) นายสามารถ เจนชัยจิตรวนิชกุล ประธานสมาพันธ์ต่อต้านแชร์ลูกโซ่แห่งประเทศไทย นำผู้เสียหายจากการลงทุนกับบริษัทเดอะซิสเตม ปลั๊ก แอนด์ เพลย์ จำกัด (TSPP) และบริษัทอินโนวิชั่น โฮลดิ้ง จำกัด เกือบ 200 คน ที่ถูกหลอกให้ร่วมลงทุนซื้อแพคเกจคอร์สสัมมนาเพื่อการเรียนรู้และการลงทุน ซึ่งมีผู้เสียหายรวม 40,000 คนทั่วประเทศ มูลค่าความเสียหาย 2,000 ล้านบาท เดินทางเข้ายื่นคำร้องขอให้ดีเอสไอรับคดีดังกล่าวเป็นคดีพิเศษ โดยมี ร.ต.อ.วิษณุ ฉิมตระกูล ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะคุ้มครองผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม ดีเอสไอ รับเรื่อง

นายสามารถกล่าวว่า บริษัทเดอะซิสเตมฯ และบริษัทอินโนวิชั่นฯ มีนายภูดิศ กิตติธราดิลก เป็นกรรมการผู้มีอำนาจทั้งสองบริษัท และเป็นผู้ชักชวนประชาชนให้ลงทุน โดยสัญญาว่าจะจ่ายเงินค่าตอบแทนให้ในอัตราร้อยละ 30 ต่อเดือน โดยแผนการตลาดจะให้ประชาชนสมัครสมาชิกบริษัทในรูปแบบแพคเกจต่างๆ 5 แพคเกจ ประกอบด้วยแพคเกจวีไอพี ราคา 108,000 บาท แพคเกจพรีเมียมราคา 36,000 บาท แพคเกจแสตนดาร์ค 18,000 บาท แพคเกจมินิ 9,000 บาท แพคเกจไมโครราคา 4,500 บาท แต่ไม่มีสินค้าและแหล่งที่มาของเงิน ซึ่งหลังจ่ายเงินซื้อแพคเกจแล้ว จากนั้น 30 วัน จะจ่ายเงินปันผลให้ตามสัญญาเป็นระยะเวลา 1 ปี โดยจะจ่ายให้ทุกสัปดาห์ อัตราร้อยละ 7

นายสามารถกล่าวต่อว่า นอกจากนี้ นายภูดิศยังโฆษณาว่า หากชักชวนคนอื่นมาร่วมซื้อแพคเกจด้วยจะได้รับค่าแนะนำร้อยละ 5 และจะได้รับค่าแนะนำเพิ่มมากขึ้นตามลำดับตามอัตราที่ชักชวนมาได้มาก จึงทำให้ประชาชนหลงเชื่อจำนวนมาก เนื่องจากการลงทุนในระยะแรกมีสมาชิกได้รับผลกำไรตามที่บริษัทโฆษณาจริง อีกทั้ง นายภูดิศยังหลอกให้สมาชิกซื้อคอร์สสัมมนา เพื่อมีสิทธิเป็นผู้ถือใบหุ้นบุริมสิทธิ์ โดยหลอกสร้างความมั่นใจเพิ่มเป็น 2 เท่า ด้วยการให้ซื้อแพคเกจเหมือนเดิมและจะจ่ายเงินปันผลทุก 7 วัน ตลอด 1 ปี โดยอ้างว่าเป็นการจ่ายเงินปันผลที่ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งมีผู้หลงเชื่อร่วมลงทุนประมาณ 4 หมื่นคนทั่วประเทศ มูลค่าการลงทุนกว่า 2,000 ล้านบาท จนเดือน ก.ค. 2559 บริษัทประกาศหยุดจ่ายเงินปันผลให้แก่สมาชิก

ด้าน นางกัญญา (สงวนนามสกุล) อายุ 56 ปี เจ้าของธุรกิจส่วนตัว กล่าวว่า ตนรู้จักบริษัทดังกล่าวจากการชักชวนของเพื่อน จึงมาปรึกษากับทางบ้าน แต่ทางบ้านไม่เชื่อว่าจะได้เงินตอบแทนจริง กระทั่งตนได้ไปร่วมฟังสัมภาษณ์นายภูดิศ ที่มีดอกเตอร์ท่านหนึ่งจัดขึ้น โดยนายภูดิศอ้างว่าเป็นหมอและมีแนวคิดจะทำบริษัทเพื่อช่วยเหลือประเทศ ประกอบกับเพื่อนที่ชักชวนได้รับเงินปันผลจริง จึงเกิดความเชื่อถือและร่วมลงทุนในระยะแรก 2 แสนบาท เมื่อผ่านไป 1 สัปดาห์ ก็ได้รับเงินปันผลคืน 7,500 บาท จึงลงทุนเพิ่มเป็นเงินรวม 1.2 ล้านบาท และลงทุนต่อเนื่องจนยอดเงินลงทุนรวมทั้งสิ้น 5 ล้านบาท

นางกัญญากล่าวต่อว่า อีกทั้งยังให้ลูก 2 คน และหลานมาร่วมลงทุนด้วย แต่ไม่ได้ชักชวนคนอื่น จนเดือน พ.ค. 2559 ทางบริษัทได้แจ้งขอลดอัตราดอกเบี้ยปันผลลดลงเป็นระยะ และต้นเดือน ก.ค. 2559 ทางบริษัทได้แจ้งหยุดจ่ายเงินปันผล เมื่อสอบถามไปก็เงียบหาย อย่างไรก็ตาม ตนได้รับเงินปันผลคืนแล้วประมาณ 2 ล้านกว่าบาท ดังนั้น ถือว่ายังได้รับความเสียหายจากการร่วมลงทุนกว่า 3 ล้านบาท


ขณะที่ ร.ต.อ.วิษณุกล่าวว่า เบื้องต้นดีเอสไอจะรับเรื่องดังกล่าวไว้ตรวจสอบข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น โดยคดีมีมูลความผิดเกี่ยวกับแชร์ลูกโซ่ แต่อยู่ระหว่างดำเนินการสอบสวนพฤติการณ์การกระทำความผิด มูลค่าความเสียหาย และความซับซ้อนของคดีว่าเข้าข่ายรับไว้เป็นคดีพิเศษหรือไม่ โดยพฤติการณ์ของผู้ต้องหาคดีแชร์ลูกโซ่จะใช้วิธีการเดิมคือขายสินค้าบังหน้า แต่ไม่มีสินค้าจริง ซึ่งต่างจากธุรกิจขายตรง ทั้งนี้ หากดีเอสไอรับไว้เป็นคดีพิเศษในการสอบสวนก็จะพิจารณาตั้งแต่การเข้าร่วมลงทุนเพื่อแยกผู้เสียหายและแม่ข่าย เนื่องจากแม่ข่ายมักจะอ้างว่าตนเป็นผู้เสียหายทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าการชักชวนผู้อื่นมาร่วมลงทุนโดยไม่มีสินค้าเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งจะถือเป็นตัวการร่วมกระทำผิดกับบริษัทด้วย

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon