เชื่อมต่อกัน โดย ชุมฉันท์ ชำนิประศาสน์

คอลัมน์ สถานีคิดเลขที่ 12

พฤษภาคมผ่านมาครึ่งเดือน เกิดเหตุการณ์ใหญ่ๆ ในโลกให้ได้ติดตามแบบติดๆ กันหลายเรื่อง

ฝรั่งเศสมีประธานาธิบดีใหม่วัยหนุ่มไปแล้ว ส่วนเกาหลีใต้ก็ได้ผู้นำใหม่ที่เปลี่ยนจากขวามาซ้าย

ส่วนที่กำลังเครียดๆ กันอยู่ก็คือการระบาดของมัลแวร์เรียกค่าไถ่ที่สร้างความปั่นป่วนจากโลกไซเบอร์มาสู่โลกภายนอกกว่า 150 ประเทศ เผยให้เห็นผลกระทบอีกด้านของการที่โลกเชื่อมต่อกัน

ภัยที่เกิดขึ้นนี้เป็นเรื่องที่ผู้เชี่ยวชาญต้องหาทางรับมือกันไป แต่ไม่ได้บอกว่าโลกเราต้องเลิกเชื่อมต่อกัน เพราะตามสภาพความเป็นจริงแล้ว ก็คงจะทำอย่างนั้นไม่ได้แล้ว มีแต่จะเชื่อมต่อกันมากขึ้น

ดูได้จากอภิมหาโครงการเชื่อมต่อการค้าอย่างน้อย 3 ทวีป ผ่านเครือข่ายคมนาคมอันน่าตื่นตะลึงของจีน ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เพิ่งจะประกาศผลักดันอย่างเต็มกำลังด้วยงบประมาณการลงทุนกว่า 4.3 ล้านล้านบาท ในเวทีการประชุมเส้นทางสายไหม เบลต์ แอนด์ โรด ไปเมื่อสองวันก่อนนี้

แน่นอนว่ากลุ่มประเทศอาเซียนอยู่บนเส้นทางสายไหมเส้นใหม่แห่งศตวรรษที่ 21 จากการที่นายสีเอ่ยถึงโครงการรถไฟที่จีนลงทุนร่วมกับลาวและกับอินโดนีเซีย ส่วนที่ยังไม่เอ่ยถึงไทยด้วยนั้น คาดว่าน่าจะมาจากการเจรจาที่ยังไม่ลงตัว จึงข้ามไปก่อน

การใช้คำว่า เส้นทางสายไหม หรือ Silk Road สำหรับการเชื่อมต่อครั้งใหม่ ทำให้ชาวตะวันตกนึกภาพออกได้ทันที จากประวัติศาสตร์ของเส้นทางการค้าและวัฒนธรรมเดิมที่เชื่อมเอเชียถึงยุโรปและคาบสมุทรอาหรับ ด้วยความยาว 6,437 กิโลเมตร

ในขณะที่สี จิ้นผิง ถูกตั้งข้อสังเกตว่าใช้ถ้อยคำที่คงทำให้สหรัฐอเมริกาสะดุ้งไม่มากก็น้อย ว่าจะสร้างการค้าเสรีที่เป็นธรรมสำหรับทุกประเทศ พร้อมเรียกร้องให้ผู้นำ 29 ประเทศที่ร่วมเวทีนี้ต่อต้านลัทธิกีดกันการค้า

ขณะเดียวกันยังมีถ้อยคำที่อาจกระทบไปถึงยุโรปว่า ความร่วมมือทางการค้าที่จีนผลักดันนี้จะไม่เลือกปฏิบัติ และไม่แทรกแซงกิจการภายในของประเทศอื่น

การเชื่อมต่อโลกด้วยการค้าที่ว่านี้จึงจะไม่มีเงื่อนไขว่าด้วยประชาธิปไตยหรือสิทธิมนุษยชนแบบชาติตะวันตก

แต่จะเป็นไปในทิศทางใดก็ต้องติดตาม เพราะในส่วนของสหภาพยุโรป การเชื่อมต่อด้วยประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนเดินหน้าไปไกลจนไม่น่าจะยุติได้ง่ายๆ

ยิ่งเมื่อผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศสล่าสุดที่สายกลางชนะฝ่ายขวาจัดแบบขาดลอย บ่งบอกว่าประชาชนส่วนใหญ่ยังเชื่อว่าฝรั่งเศสต้องเป็นหลักให้ยุโรปและอียูต่อไปแบบเดียวกับเยอรมนี แม้ว่าจะมีภาระใหญ่โตและต้องปฏิรูปกันขนานใหญ่

สำหรับประเทศไทย เดือนพฤษภาฯนี้ รัฐบาลเตรียมแถลงผลงาน 3 ปี ที่ทำมาตั้งแต่รัฐประหาร ซึ่งโพลสำรวจว่าประชาชนอยากรู้เรื่องเศรษฐกิจมากที่สุด

ก่อนจะไปถึงวันนั้น สัปดาห์นี้เป็นช่วงเวลาของการรำลึกโศกนาฏกรรมในเดือนพฤษภาฯ เมื่อ 7 ปีก่อน แม้จะมีฝ่ายที่ไม่อยากให้รำลึกเท่าใดนัก แต่จะห้ามได้อย่างไรในเมื่อความตายเกิดขึ้นแล้วในเหตุสลายการชุมนุมปี 2553

และในเมื่อสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตนั้นเชื่อมต่อกับปัจจุบันและทอดยาวไปถึงอนาคตด้วย

บทความก่อนหน้านี้ว่าที่คู่หมั้นเจ้าหญิงมาโกะ ให้สัมภาษณ์สื่อ ขอรอให้ถึงเวลาเหมาะสม จึงจะพูดอะไรได้มาก
บทความถัดไปลูกหนี้แท็กทีมยื่นหนังสือค้านประกันตัว ‘เจ๊สุ’ นายทุนโหด