ตั้งกก.สอบ เกาหลีฝึกงานนศ.โหด-เจ้าของฟาร์มยัน ไม่ได้อนาจารนศ.สาว โอบกวดตามธรรมเนียม

เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้ากรณีนักศึกษาจากวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีเชียงราย จำนวน 8 คน เป็นชาย 5 คนและหญิง 3 คน อายุตั้งแต่ 16-22 ปี ประกอบด้วย น.ส.สุชาดา กมลาสน์บูชา น.ส.วันทนา นิรันดรคีรี นายสุทิน อนุชิตวรการ นายสมชาย ศรีวาณิชย์ นายสมพงษ์ เยอซิ่ง น.ส.อัมพร เต๊นคำ นายอนุวัติ อาเค่ยกู่ และนายพลพล ลีจา นักศึกษาสาขาสัตวศาสตร์ สาขาพืชสวน และสาขาช่างกลศาสตร์ ได้ขอความช่วยเหลือให้ส่งตัวกลับประเทศและเข้าร้องทุกข์ต่อศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดเชียงราย ว่าถูกเจ้าของฟาร์มในเกาหลีใช้แรงงานหนักและมีการทำอนาจารในขณะเดินทางไปฝึกงาน และอาจมีการถูกฉ้อโกงค่าทำงานจากผู้ประสานและทางวิทยาลัยว่า
ล่าสุด นายเจริญ เชื้อเมืองพาน ผอ.วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีเชียงราย พร้อมคณะอาจารย์ของวิทยาลัยฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ได้ชี้แจงถึงกรณีที่เกิดขึ้นว่า การไปฝึกงานของนักเรียนทั้ง 8 คนเป็นไปตามโครงการความร่วมมือการศึกษาวิจัยและถ่ายทอดองค์ความรู้ในการพัฒนาอาชีพการเกษตรเริ่มมาตั้งปี 2558 โดยมีตัวแทนของประเทศเกาหลีมาทำวิจัยเกษตรอินทรีย์ที่วิทยาลัย จึงได้มีการชวนคณะผู้บริหารของวิทยาลัยไปศึกษาดูงานที่ประเทศเกาหลี จากนั้นก็กลับมาทำเอ็มโอยูระหว่าง 3 หน่วยงานแบบไตรภาคีระหว่างกระทรวงเกษตร กระทรวงศึกษาธิการ และทางมูลนิธิทางประเทศเกาหลี ปีแรกส่งนักศึกษา 2 คนไปดูงานก่อน 1 เดือน ปีที่ 2 ส่งนักศึกษาอีก 4 คน ไปฝึกงานอย่างจริงจังประมาณ 2 เดือนกว่าเกือบ 3 เดือน โดยกระจายไปอยู่ตามฟาร์มต่างๆ ที่ตกลงกันไว้ โดยการฝึกงานเป็นความสมัครใจซึ่งตกลงกันว่าจะไม่มีค่าตอบแทนใดๆ แต่ทางฟาร์มจะมีการออกค่าใช้จ่าย ค่าเดินทาง และค่าอยู่กินให้ทั้งหมด ซึ่งทางวิทยาลัยเห็นว่าเป็นโครงการที่ดีจึงจัดส่งไป ซึ่งทั้ง 2 รุ่นทางองค์กรนิติบุคคลที่ประสานงานก็ให้ทุนการศึกษากับเด็กที่ไปฝึกงานเสร็จรายละ 20,000 บาท ซึ่งหลายคนก็ได้ประสบการณ์มา บางคนได้ทำงานต่อที่ในวิทยาลัย ไม่มีปัญหาอะไร กระทั่งปีนี้มีการส่งไป 8 คน เป็นการไปฝึกประสบการณ์ประมาณ 3 เดือน โดยจะครบกำหนดในวันที่ 22 มิถุนายนที่จะถึงนี้ แต่ปรากฎว่าเกิดเรื่องเสียก่อน โดยทางวิทยาลัยยังไม่ทราบข้อเท็จจริงที่ชัดเจนเพราะยังไม่ได้พุดคุยกับกลุ่มนักศึกษาทั้งหมด แต่ก่อนหน้านี้มีการแจ้งจากนักศึกษามาแล้วว่ามีการใช้งานหนัก มีการทำอนาจาร ซึ่งได้มีการประสานไปยังองค์กรทราบเบื้องต้นว่าเป็นการใช้งานตามปกติ เพื่อเด็กได้เรียนรู้ ซึ่งงานอาจหนักเบาบ้างแล้วแต่บุคคล ซึ่งอาจหนักไปสำหรับเด็กแต่หากเป็นผู้ใหญ่หรือคนเกาหลีอาจไม่หนัก ส่วนการทำอนาจารทางเจ้าของฟาร์มได้ชี้แจงว่า ไม่ได้ล่วงละเมิดแต่เป็นการรักและเอ็นดู ซึ่งตามธรรมเนียมเกาหลีหากชอบเด็กก็จะมีการโอบกอดบ้างแต่ทางเขายืนยันไม่ได้มีเจตนาที่จะล่วงละเมิดหรือทำอนาจาร

ส่วนกรณีค่าตอบแทนนั้น อาจเป็นการตีความผิดของเด็กซึ่งไม่เข้าใจในภาษา ส่วนมากจะใช้แอพแปลภาษาช่วย ซึ่งในการตรวจสอบเบื้องต้นทราบว่าทางฟาร์มแจ้งว่า หากคนไหนเก่ง เมื่อกลับมาเรียนจบก็จะมีการจ้างทำงานที่ฟาร์มรายได้วันละ 1,000-3,000 บาท ซึ่งทางฟาร์มไม่ได้จะจ่ายเป็นค่าฝึกงาน ซึ่งทางวิทยาลัยและคณะประสานงานไม่ได้รับเงินค่าแรงงานของเด็กแต่อย่างใด แต่ทั้งนี้ ทางวิทยาลัยก็เข้าใจนักศึกษา หลังจากเกิดเรื่องและเด็กแจ้งว่าทนไม่ไหวแล้วในวันที่ 12 มิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งเป็นก่อนถึงกำหนดระยะเวลาก็ให้กลับมาก่อน โดยยังไม่ทราบว่าทางฟาร์มจะยังให้ทุนการศึกษาหรือรับนักศึกษาเข้าไปฝึกใหม่อีกหรือไม่ แต่เมื่อเกิดเรื่องทางวิทยาลัยก็จะต้องมีการตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริงและทางสถาบันการอาชีวะเกษตรภาคเหนือจะมีการตั้งกรรมการสอบขึ้นมาอีกชุด โดยจะเรียกเด็กทั้งหมดมาให้ข้อมูลอีกครั้ง คาดว่าภายใน 1 เดือนจะแล้วเสร็จส่วนจะมีการดำเนินการเอาผิดกับองค์กรประสานและทางฟาร์มหรือไม่ ต้องศึกษาด้านกฎหมายและข้อเท็จจริงก่อน เพราะเป็นเรื่องระหว่างประเทศ

ด้านนายอาผ่อ อาเคอะกู่ อายุ 23 ปี นักศึกษาวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีเชียงราย ที่เคยไปฝึกงานในประเทศเกาหลีรุ่นที่ 2 และปัจจุบันได้ทำงานรับจ้างจากฟาร์มของประเทศเกาหลีในการทดลองเพาะปลูกพืชสตรอเบอรี่ภายในวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีเชียงราย เปิดเผยว่า ตนเป็นหนึ่งในกลุ่มที่ไปฝึกงานรุ่น 2 โดยเข้าไปฝึกอยู่ประมาณ 2 ปี 7 เดือน โดยฝึกทุกอย่างทั้งการเพาะปลูกพืชและการสร้างโรงเรือน ซึ่งจะบอกว่างานหนักไหมก็หนักเพราะเป็นงานด้านการเกษตร ซึ่งก็ทำเหมือนคนอื่นๆ แต่ไม่ได้เป็นการทำงานเกินเวลาหรือถูกกลั่นแกล้ง โดยเข้างานตั้งแต่ 8 โมงถึง 5 โมงเย็น มีการเลี้ยงอาหารครบ 3 มื้อ ที่ตนไม่หนักเพราะตนอยู่ที่บ้านก็ทำงานหนักอยู่แล้ว ส่วนกรณีนักศึกษารุ่นน้องบางคนอาจไม่เคยทำงานหนัก เมื่อเจองานแบบนี้ก็อาจมองว่าหนักไป อย่างไรก็ตาม ตนเห็นว่าโครงการนี้เป็นโครงการที่ดีเพราะทำให้ได้ประสบการณ์ในอาชีพและได้เดินทางไปต่างประเทศ เพราะลำพังตนจะไปเองคงไม่มีปัญญาเพราะฐานะทางบ้านยากจน

บทความก่อนหน้านี้บล.กรุงศรีปรับกลยุทธ์ มุ่งเป็นโบรกเกอร์ระดับภูมิภาค
บทความถัดไปแจ้งความเสี่ยนำช้าง 5 เชือกโชว์ยุโรป ไม่นำกลับไทย คลอดลูกเพิ่มอีก 5