พระสุทินทำผิดขั้นปฐมปาราชิกเป็นคนแรก จึงได้ชื่อว่าเป็น “อาทิกัมมิกะ” แปลตามศัพท์ว่า ผู้กระทำคนแรก หมายถึงผู้เป็นต้นบัญญัติหรือเป็นต้นเหตุให้บัญญัติสิกขาบทคนแรกไม่ถูกจับสึก แต่ต่อไปถ้าภิกษุรูปใดทำผิดอย่างพระสุทินจะต้องถูกจับสึก
ถึงสุทินเธอจะไม่ถูกสึก เธอก็ไม่มีความสุขในการดำรงเพศสมณะ มีแต่ความเศร้าหมองหม่นไหม้จนสิ้นชีวิต มิหนำซ้ำยังเป็น “ตัวอย่างในทางชั่ว” ให้อ้างถึงตลอดเวลา แม้บัดนี้พระพุทธศาสนาจะล่วงเลยมาถึงสองพันกว่าปีมาแล้ว “ชื่อเสีย” (ไม่ได้ตกตัว “ง” นะครับ) ของสุทินเธอก็ยัง “หึ่ง” อยู่จนกระทั่งบัดนี้
เล่ากันว่า ภิกษุรูปหนึ่งอยู่ในป่ามหาวัน เอาเหยื่อล่อลิงตัวเมียตัวหนึ่งจนมันคุ้นเคย แล้ววันดีคืนดีเธอก็ทำมิดีมิร้ายกับนางลิงตัวนั้น ก็คงทำเป็นกิจวัตรต่อเนื่องกันมานานพอสมควร “ความลับไม่มีในโลก” พระพุทธองค์ตรัสไว้อย่างนั้น
วันหนึ่งพระอาคันตุกะจำนวนหนึ่งเดินทางมาอาศัยอยู่ที่ป่ามหาวัน เดินผ่านไปยังกุฏิที่พระพิเรนทร์รูปนั้นอาศัยอยู่ บังเอิญขณะนั้นเจ้าของกุฏิไม่อยู่ นางลิงคู่ขาพระรูปนั้นเห็นภิกษุเหล่านั้นก็วิ่งเข้าไปหา ทำท่าทางแปลกๆ เช่น ยกสะเอวบ้าง โก่งหางบ้าง แอ่นตะโพกบ้าง ทำนิมิต (คือแสดงท่าเสพเมถุน) บ้าง ต่อหน้าพวกเธอ พวกเธอก็สงสัย จึงพากันแอบดูอยู่ใกล้ๆ ภิกษุเจ้าของกุฏิกลับมาจากบิณฑบาต นางลิงก็วิ่งเข้าไปหาแล้วทั้งคนทั้งลิงก็เสพเมถุนอย่างมันอารมณ์
ยังมิทันจะถึงจุดหมาย ก็มีคนมาขัดจังหวะ พระคุณเจ้าทั้งหลายแอบดูอยู่หลังพุ่มไม้นั่นแหละครับ สุดจะทนดูเหตุการณ์อันบัดสีบัดเถลิงต่อไปได้ จึงกรูเข้าไปจับแขนเธอนำไปเฝ้าพระพุทธองค์
พระพุทธเจ้ารับสั่งให้ประชุมสงฆ์ ทรงซักถามภิกษุพิเรนทร์รูปนั้นว่า “ได้ข่าวว่าเธอเสพเมถุนกับนางลิงจริงหรือ”
“จริง พระเจ้าข้า” เธอรับสารภาพ
พระพุทธองค์ตรัสว่า เราได้บัญญัติไว้แล้วมิใช่หรือมิให้ภิกษุเสพเมถุนธรรม เธอก็เถียงข้างๆ คูๆ ว่า ก็พระองค์ทรงห้ามเฉพาะกับมนุษย์ผู้หญิงเท่านั้น มิได้รวมถึงสัตว์เดรัจฉานด้วยนี่
เห็นไหมครับ ขนาดตราเป็นข้อห้ามไว้แล้ว ยังมีคน “หัวหมอ” หาช่องว่างจนได้ พระพุทธองค์จึงทรงบัญญัติเพิ่มเติมอีกว่า “ภิกษุใดเสพเมถุนธรรม โดยที่สุดแม้กับสัตว์เดรัจฉานตัวเมีย เป็นปาราชิก หาสังวาสมิได้”
เป็นว่าไม่ว่าจะเสพคนเสพสัตว์ปาราชิกลูกเดียว เพราะพระพุทธองค์ไม่ทรงอนุญาต ใครที่ “หัวหมอ” ยกมือไหว้ขออนุญาตพระพุทธองค์ก่อนแล้วเสพเมถุนก็ไม่ได้เหมือนกันนะครับ จะเอาอะไรก็ให้เอาสักอย่าง เมียก็จะมี พระก็จะเป็น มันได้เสียที่ไหน
เรื่องของปาราชิกทั้ง 4 ข้อ (อีก 3 ข้อจะกล่าวในลำดับถัดไป) ถ้าภิกษุรูปใดละเมิดเข้าขาดจากความเป็นพระทันที ไม่ว่าจะมีผู้รู้เห็นหรือไม่ ไม่ว่าจะมีผู้โจทก์หรือไม่ก็ตาม ถ้ารู้ว่าคนผิดพลาด ยังมีหิริโอตตัปปะอยู่บ้าง ก็จะสละเพศทันที ไม่จำต้องให้คนอื่นมาจับศึก
แต่เท่าที่ปรากฏมักจะไม่ยอมสึกกันง่ายๆ เมื่อด้านทำได้ ก็ด้านอยู่ต่อไปได้ กว่าจะเอาออกจากพระศาสนาได้ก็เล่นเอาเหนื่อย
พระวินัยปิฎกเล่มที่ 1 ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับปฐมปาราชิกไว้มาก อ่านแล้วได้ความกระจ่างและเห็นได้ชัดว่า พระพุทธองค์ทรงรอบคอบอย่างยิ่ง ปิดทางไว้หมด เพื่อมิให้พวก “หัวหมอ” อ้างเลศหาช่องโหว่ทำผิดได้ เช่น แต่งกายเป็นคฤหัสถ์แล้วเสพเมถุนก็ผิด แก้ผ้าเสพก็ผิด แต่งกายเป็นฤๅษีเสพก็ผิด เป็นต้น และยังอธิบายขั้นตอนของการกระทำ ทั้งกระทำเองและถูกข่มขืนให้กระทำ ว่าอย่างไหนผิด อย่างไหนไม่ผิด
ถ้าจะนำมาแปลให้ฟังในที่นี้ก็กลัวไม่ผ่านเซ็นเซอร์เพราะเฉียดๆ เรื่องโป๊เปลือยเชียวแหละครับ
ถ้าถามว่า คัมภีร์พระศาสนาทำไมจึงอธิบายเรื่องนี้อย่างละเอียดลออ ก็ขอเรียนว่า เพื่อประโยชน์แก่การตัดสินอธิกรณ์ ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นภายหลัง และอธิกรณ์บางอย่างอาจซับซ้อนซ่อนเงื่อนมากขึ้นตามลำดับ ถ้าไม่ตีความ ไม่อธิบายให้ละเอียดไว้ ก็จะไม่มี “หลัก” ที่จะนำมาตัดสินได้
การตัดสินอธิกรณ์โดยไม่มีหลัก ไม่ยึดพระวินัย เอาแต่อคติส่วนตัวนำหน้า ก็อาจเป็นการทำลายผู้บริสุทธิ์ หรืออุ้มอลัชชี ไว้ในพระศาสนาก็ได้ จะขอยกตัวอย่างกรณีภิกษุณีนางหนึ่งตั้งครรภ์ในสมัยพุทธกาล ภิกษุณีนั้นอยู่ในความดูแลของพระเทวทัต พระเทวทัตสั่งให้สึกทันที ตัดสินว่าเธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว ภิกษุณีเธอยืนยันความบริสุทธิ์ของตน พระพุทธเจ้าจึงรับสั่งให้พระอุบาลีเป็นประธานใหม่ พระอุบาลีได้ขอความร่วมมือจากอนาถบิณฑิกเศรษฐี และนางวิสาขาให้ช่วยสอบสวนด้วย
นางวิสาขาได้สอบถามถึงวันที่ประจำเดือนหมด วันที่นางเข้ามาบวชเป็นภิกษุณี ตรวจดูความเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย ดูอะไรอื่นที่เกี่ยวข้องสำหรับคนมีท้อง ในที่สุดก็รายงานว่า ภิกษุณีเธอตั้งครรภ์ก่อนที่จะมาบวช และแล้วนางก็เป็นผู้บริสุทธิ์
หลงความบ้าว่าศีลธรรม
เมื่อกิเลส ไหลนอง ยึดครองโลก
มันสุดแสน โสโครก ที่โกรกไหล
เมื่อกระแส ไฟตัณหา ไหม้พาไป
ทิ้งซากไว้ ระเกะระกะ นิจจัง
กลับยกย่อง ว่านั้นสิ่ง ศิวิไลซ์
ยั่วความใคร่ เพิ่มเหยื่อ แก่เนื้อหนัง
เป็นเครื่องล่อ กามา บ้าติดตัง
ทั่วโลกคลั่ง ก็ยิ่งคล้าย อบายภพ
ทั้งแก่เฒ่า สาวหนุ่ม ล้วนจมกาม
เกลียดศีลธรรม เห็นเป็นหนาม ระคายขบ
อาชญากรรม ลุกลาม สงครามครบ
ร้อนตลบ โลกกิเลส สังเวชจริงฯ
พุทธทาส อินทปัญโญ
