ขายทอดตลาด!! สนง.บังคับคดีประกาศขายที่ดินสวนยาง หลังศาลยึดมรดก ‘ลูก-หลาน’ เนรคุณคืนพ่อ

 

จากกรณีนายปลอด รักษาสัตย์ อายุ 106 ปี อยู่บ้านเลขที่ 3 หมู่ที่ 10 ต.ถ้ำใหญ่ อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายชินภณ หรือปลอบ รักวรกิจภาคิน หรือรักษาสัตย์ บุตรชาย และนายพิชิตศักดิ์ หรือหม่อง หรือนายศุภณิช รักษาสัตย์ หลานชาย ศาลจังหวัดทุ่งสง เพื่อขอให้เพิกถอนการให้ ทั้งนี้ ในเอกสารแนบท้ายได้ระบุคำฟ้องว่า นายปลอดเป็นบิดา ได้มอบที่ดินให้กับลูก 5 คน โดย 3 คนแรก มอบให้คนละ 100 ไร่ ส่วน 2 คนหลัง จำนวน 49 ไร่ เมื่อ 30 ปีที่แล้ว โดยไม่หวังอะไรจากลูก ขอให้รู้จักทำมาหากิน และดูแลพ่อบ้าง ส่วนนายปลอดไปประกอบอาชีพหมอยาแผนโบราณ โดยอาศัยที่บ้านลูกชายคนเล็ก กระทั่งเวลาผ่านไป นายปลอดแก่ชราไม่สามารถประกอบอาชีพได้ ลูกชาย 2 คนสุดท้องมีปัญหากับนายชินภณ และนายศุภนิช จนต้องขึ้นโรงขึ้นศาล ทรัพย์สินที่มีต้องจ่ายเป็นค่าทนาย ในที่สุดต้องโทษอยู่ในเรือนจำ นายปลอดต้องอาศัยกับลูกสะใภ้ดูแลตามมีตามเกิด โดยนายปลอดได้ไปขอความช่วยเหลือจากลูกทั้ง 3 คน แต่ไม่ได้รับความช่วยเหลือ ทั้งขู่ทำร้ายนายปลอด จนนายปลอดต้องฟ้องชินภณ และนายศุภนิช ในที่สุดศาลได้มีคำสั่งประนีประนอม เมื่อวันที่ 19 เมษายน 2560 โดยให้นายชินภณ ชำระค่าเลี้ยงดูแก่นายปลอดเดือนละ 5,000 บาท เข้าทางบัญชีธนาคาร ธกส.ของนายปลอด รักษาสัตย์ ตั้งแต่วันที่ 19 พฤษภาคม ที่ผ่านมา หากนายชินภณขาดการชำระติดต่อกัน 2 งวด ยินยอมให้บังคับคดีทันที 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราละ 7.5 ต่อปี ไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น และหากนายปลอดถึงแก่ความตาย จะต้องชำระเงินค่าปลงศพ จำนวน 150,000 บาท ส่วนนายศุภนิชชำระค่าเลี้ยงดูแก่นายปลอดเดือนละ 3,000 บาท เข้าทางบัญชีธนาคาร ธกส.ของนายปลอด ตั้งแต่วันที่ 19 พฤษภาคม ที่ผ่านมา หากว่านายศุภนิชขาดการชำระติดต่อกัน 2 งวด ยินยอมให้บังคับคดีทันที 100,000 บาท หลังจากจำเลยเซ็นยินยอม ได้ชำระเงินเพียงไม่กี่งวด ทางสำนักงานบังคับคดีจึงประกาศขายทอดตลอดที่ดินสวนยางเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม ที่ผ่านมา

เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม นายปลอด เปิดเผยว่า ไม่ได้ตั้งใจทำร้ายลูก มีลูก 5 คน เป็นลูกภรรยาคนแรก 3 คน ชาย 1 คน หญิง 2 คนๆ ได้ยกที่ดินให้คนละ 100 ไร่ ส่วนลูกชายอีก 2 คน เป็นลูกของภรรยาอีกคน ได้ยกที่ดินให้ 49 ไร่ โดยตนอาศัยอยู่กับลูก 2 คนเล็ก ช่วงหลังลูกชายแม่แรกมาอาละวาด ทะเลาะกับน้องชาย 2 คนเล็ก ทำให้ต้องโทษเข้าเรือนจำ เหลือแต่ลูกสะใภ้ดูแล ตนจึงขอให้ลูกส่งเสียเลี้ยงดูบ้าง ลูกให้เงินครั้งละ 20 บาท มันน่าน้อยใจ ส่วนลูกชายก็มาทะเลาะกับตนเอง แถมขู่ฆ่าตนอีก ตนไม่เคยด่าทอลูก พูดดีดี แต่ลูกมาทำร้ายน้อง แถมทะเลาะฟ้องร้องขอยึดทรัพย์คืน ตนสอนให้ลูกทำมาหากินจากที่ดินแปลงที่ยกให้ แต่ลูกไม่เคยคิดสร้างให้เป็นทรัพย์สินที่มีค่าเพิ่มขึ้น มีแต่ทำลาย จึงตัดสินใจฟ้องลูกชาย และหลานชาย คือ นายชินภณ บุตรชาย และนายศุภณิช หลานชาย โดยศาลสั่งให้ลูกชายจ่ายค่าเลี้ยงดูเดือนละ 5,000 บาท หลานชายจ่ายค่าเลี้ยงดูเดือนละ 3,000 บาทเท่านี้เอง หวังว่าจะได้เงินมาเพื่อประทังชีวิตตัวเองในยามที่ชราภาพเท่านั้น

ผู้สื่อข่าวถามว่า ใครบอกให้ไปฟ้องร้อง นายปลอบ กล่าวว่า ตนคิดเองว่าในเมื่อลูกไม่ดูดำดูดี แถมเกลียดตนเองถึงขั้นเปลี่ยนนามสกุล ตนถือว่าใช้ไม่ได้ และไม่ได้คิดว่าจะออกมาในรูปนี้ ตนยังไม่รู้ว่าศาลจะขายทอดตลาดอย่างไร หากได้เงินมาจริง ตนจะเอาไว้ใช้ก่อนที่ตนจะตาย แล้วลูกชายยังจะมาข่มขู่ฆ่าลูกสะใภ้ตนอีก อยากบอกว่าอย่ามาทำร้ายลูกสะใภ้เลย มาทำร้ายตนเองจะดีกว่า ตนเป็นต้นเหตุ ขอให้หยุดเถอะอย่าทำร้ายกันอีกเลย

นายธนาชัย เกตุโรจน์ กรรมการสภาทนายความ ภาค 8 กล่าวว่า กรณีนี้ไม่ใช่เพิ่งเกิดมีมานานแล้ว แต่สามารถยอมความกันได้ ในทางกฎหมายกรณีบุตรเนรคุณบิดา มารดา บุพการี หรือผู้มีพระคุณก็แล้วแต่ สามารถฟ้องต่อศาลเพื่อถอนคืนการให้ได้ แต่กรณีเช่นนี้จะต้องมีการเจรจายอมความกันก่อน และเมื่อยังคงเพิกเฉยทั้งๆ ที่พึงสามารถให้การช่วยเหลือบุพการีได้ ภาษากฎหมายเรียกว่าเนรคุณ ส่วนมากคดีแบบนี้จะจบที่ยอมความกัน ไม่ถึงกับถอนคืนการให้

ผู้สื่อข่าวถามอีกว่า กรณีเช่นนี้มีการฟ้องร้องมากหรือไม่ นายธนาชัย กล่าวว่า มีมากพอสมควร ส่วนมากจะเกิดกับบุคคลในครอบครัว พ่อ หรือแม่ มอบทรัพย์ให้กับลูกหลาน หลังจากมอบแล้วก็ไม่ได้เลี้ยงดูแต่อย่างใด โดยการฟ้องต้องอยู่ในเงื่อนไขของกฎหมายที่กำหนด

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon