ขณะที่กำลังวางเค้าโครงการบรรยายในหัวข้อ “กฎหมายวัฒนธรรม และสังคมไทยยุค 4.0” ให้วิชา “กฎหมายกับสังคม” ของคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คำถามนี้ก็วาบปรากฏสอดแทรกขึ้นมาในความคิด
ส่งผลให้ต้องยกรื้อเรียบเรียงโครงสร้างการบรรยายใหม่ทั้งหมด เพื่อให้สอดคล้องต่อคำถามดังกล่าว
ก็ในเมื่อกฎหมายนั้น เป็นปัจจัยหรือเครื่องมือสำคัญ ในการควบคุมความประพฤติของผู้คนในสังคมให้อยู่ร่วมกันอย่างสงบและสันติ ขจัดซึ่งสภาพอนาธิปไตยแบบใครใหญ่ใครอยู่ และแบ่งปันผลประโยชน์ซึ่งกันและกันตามควรเท่าที่ยอมรับได้ระหว่างผู้มีอำนาจมากและผู้มีอำนาจน้อย
เช่นนี้ การ “ปฏิบัติตามกฎหมาย” หากพิจารณาในเชิงอรรถประโยชน์แล้ว
จึงเป็นการกระทำที่มีแต่ทางได้หากทุกคนในสังคมถือปฏิบัติร่วมกัน หรือแม้แต่ตัดเรื่องผลประโยชน์ออกไป การปฏิบัติตามกฎหมายในบางเรื่องนั้นก็สอดรับกับความรู้สึกทางศีลธรรมที่มีอยู่ในตัวมนุษย์ เช่นการไม่ล่วงละเมิดสิทธิในชีวิตทรัพย์สินหรือเสรีภาพของผู้อื่น
ดังนั้นแล้วการปฏิบัติตามกฎหมายจึงเป็นเรื่องที่สอดคล้องกับความรู้สึกผิดชอบชั่วดีของผู้คนเสียในส่วนใหญ่
เช่นนี้แล้วทำไมจึงมีการละเมิดกฎหมาย หรือแม้แต่ไม่แยแสกฎหมาย โดยเฉพาะในสังคมไทย ที่มีคำพูดเสียดสีแบบเจ็บเพราะมันจริงว่า “ในประเทศไทยเรานี้ทุกอย่างศักดิ์สิทธิ์ ยกเว้นกฎหมาย”
เพราะกฎหมายนั้น เป็นทั้งข้อห้าม และข้อปฏิบัติ อันมีสภาพบังคับโดยอำนาจรัฐ ดังนั้น การกระทำต่างๆ ของผู้คนในสังคมจึงจะถูกกำหนดหรือควบคุมด้วยกฎหมาย กฎหมายที่มีลักษณะเป็นข้อห้ามนั้นได้แก่กฎหมายอาญา ที่ได้แก่การที่รัฐบัญญัติไว้ว่าสิ่งใดที่ห้ามกระทำบ้างในบ้านในเมืองนี้ และทำแล้วมีโทษอย่างไร ส่วนกฎหมายประเภทข้อปฏิบัติสำหรับราษฎรนั้นคือกฎหมายแพ่งซึ่งรวมถึงกฎหมายพาณิชย์และกฎหมายธุรกิจด้วย กฎหมายประเภทนี้กำหนดไว้ว่า สิทธิในทางใดของเอกชนนั้นจะพึงได้รับการคุ้มครองต่อเมื่อกระทำตามที่กฎหมายกำหนดไว้
สำหรับระหว่างรัฐกับเอกชนแล้ว กฎหมายทำหน้าที่เป็นต้นสายความชอบธรรมของการใช้อำนาจรัฐ การที่รัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐจะกระทำการอะไรได้นั้น ก็ต้องมีกฎหมายให้อำนาจไว้อย่างชัดแจ้ง และจะต้องเคารพต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชนที่ได้รับการคุ้มครองไว้ตามรัฐธรรมนูญด้วย
นี่คือบทบาทเบื้องต้นของกฎหมายที่มีต่อสังคม
เพราะกฎหมายเป็นทั้ง “ข้อห้าม” และ “ข้อปฏิบัติ” นี้เอง ทำให้เกิดสภาวะสองขั้ว คือ การทำตามกฎหมาย กับการไม่ทำตามกฎหมาย หรือ ความชอบด้วยกฎหมาย กับความไม่ชอบด้วยกฎหมาย
การที่คนทำตามกฎหมายนั้นเห็นจะไม่ใช่ปัญหาอะไรนัก ดังได้กล่าวไว้แล้วว่า การทำตามกฎหมายนั้น “โดยส่วนใหญ่” จะเป็นประโยชน์มากกว่า หรือสอดคล้องต่อความรู้สึกทางศีลธรรมจริยธรรมมากกว่า
แล้วเหตุผลใดเล่าที่ผู้คนนั้นล่วงละเมิดกฎหมาย หรือไม่กระทำตามกฎหมาย
เมื่อลองไล่เรียงดู ก็เห็นเหตุผลต่างๆ ดังนี้ โดยแยกเป็นสองระดับ คือระดับแรก คือการไม่ทำตามกฎหมายโดยไร้เจตจำนง ซึ่งได้แก่ การกระทำเพราะไม่รู้กฎหมาย กับการกระทำโดยไม่รู้ตัว
ส่วนระดับที่สองนั้น คือการไม่ทำตามกฎหมายโดยมีเจตจำนง ได้แก่ การจงใจละเมิดกฎหมาย เพราะคิดว่าจะไม่ได้รับผลร้าย ต่อมาคือการละเมิดกฎหมาย เพราะคิดว่าผลร้ายที่กฎหมายจะลงแก่ตนนั้นคุ้มค่าแล้วกับประโยชน์ที่ตนจะได้รับ และในอีกระดับหนึ่ง คือระดับที่ไม่สนใจกฎหมายอีกแล้ว กับในระดับที่รู้ข้อเท็จจริงทุกอย่าง แต่ฝ่าฝืนกฎหมายเพราะว่ากฎหมายนั้นไม่เป็นธรรม ไม่สอดคล้องหรือขัดต่อศีลธรรมหรือจิตสำนึกของตน
การไม่ทำตามกฎหมายหรือฝ่าฝืนกฎหมายระดับไร้เจตจำนงประการที่หนึ่ง คือการกระทำเพราะไม่รู้กฎหมายนั้น เป็นสาเหตุที่เป็นไปได้ แม้ว่าจะมีวาทกรรมทางกฎหมายว่า บุคคลทุกคนที่เป็นพลเมืองของรัฐจะต้องรู้กฎหมาย หรือจะกล่าวให้เคร่งครัดตามถ้อยคำของกฎหมาย คือ
“บุคคลจะแก้ตัวว่าไม่รู้กฎหมายเพื่อให้พ้นจากความรับผิดในทางอาญาไม่ได้” ซึ่งเป็นหลักที่ได้รับการรับรองไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 64 ของไทยด้วย
ซึ่งแม้เป็นหลักที่เข้าใจได้ตามธรรมดา กล่าวคือถ้าให้ใครๆ อ้างว่าไม่รู้กฎหมายจึงกระทำความผิดแล้วเป็นข้อแก้ตัวที่ฟังขึ้น ก็จะกลายเป็นว่ากฎหมายเป็นเรื่องอัตวิสัยของแต่ละคน แต่กระนั้นในทางความเป็นจริงนั้นก็เป็นไปไม่ได้ที่บุคคลจะรู้กฎหมายได้ทุกบททุกมาตรา เพราะกฎหมายหลายเรื่องนั้นมีรายละเอียดปลีกย่อย กฎหมายบางเรื่องนั้นเป็นความผิดเพราะกฎหมายบัญญัติว่าสิ่งนั้นเป็นความผิด ไม่ใช่ความผิดที่สอดคล้องกับสำนึกและความเข้าใจทางศีลธรรมจริยธรรม (อันเป็นเรื่องที่ในทางทฤษฎีแยกความผิดทางอาญาออกเป็น ความผิดโดยแท้ หรือ mala in se กับความผิดที่กฎหมายห้าม หรือ mala prohibita) หรือในทางกฎหมายแพ่ง ที่กฎหมายนั้นเป็นเครื่องมือหรือแบบแผนแห่งนิติกรรมนิติเหตุต่างๆ ดังนั้น แบบแผนดังกล่าวนั้นจึงเป็นเรื่องที่ยากจะเข้าใจหยั่งทราบได้เอง
เช่นนี้ ในมาตรา 64 ของประมวลกฎหมายอาญา จึงมีท่อนต่อท้ายด้วยว่า “แต่ถ้าศาลเห็นว่า ตามสภาพและพฤติการณ์ ผู้กระทำความผิดอาจจะไม่รู้ว่ากฎหมายบัญญัติว่าการกระทำนั้นเป็นความผิด ศาลอาจอนุญาตให้แสดงพยานหลักฐานต่อศาล และถ้าศาลเชื่อว่า ผู้กระทำไม่รู้ว่ากฎหมายบัญญัติไว้เช่นนั้น ศาลจะลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเพียงใดก็ได้”
ตัวอย่างของการละเมิดหรือไม่ทำตามกฎหมาย เพราะไม่รู้กฎหมาย ในทางอาญา ก็เช่นการกระทำความผิดตามกฎหมายพิเศษบางเรื่อง กรณีศึกษาที่ดีที่สุด คือการกระทำความผิดฐานประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำนำภาพยนตร์ ที่อยู่ในรูปอุปกรณ์สื่อ เช่นในแผ่น CD หรือ DVD อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 54 ประกอบมาตรา 82 หรือที่เรารู้จักกันในคดี “คนเก็บขยะขาย VCD มือสอง”
เราจะเห็นได้ว่า ความผิดตามกฎหมายนี้ เป็นความผิดเชิงเทคนิคของกฎหมาย ที่กฎหมายนั้นห้ามผู้ใดประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายวีดิทัศน์โดยทำเป็นธุรกิจหรือได้รับประโยชน์ตอบแทน
เว้นแต่ได้รับใบอนุญาตจากรัฐ และกำหนดโทษทางอาญาไว้สูงถึงปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงห้าแสนบาท และปรับอีกไม่เกินวันละหนึ่งหมื่นบาทตลอดระยะเวลาที่ฝ่าฝืนอยู่
ความผิดตามกฎหมายดังกล่าวนั้น ขัดต่อความรู้สึกหรือความเข้าใจโดยสุจริตของผู้คนทั่วไป ที่ว่า ของที่ตนเองซื้อมา หรือได้รับมาโดยถูกต้องแล้ว และสิ่งนั้นก็ไม่ใช่ของร้ายหรือของผิดในตัวเอง ก็น่าที่จะขายสิ่งนั้นได้โดยเสรี (ซึ่งจะแตกต่างจากกรณีการขายสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ที่น่าจะหยั่งรู้ได้ว่าเป็นความผิดหรือสิ่งไม่ถูกต้อง) ดังนั้น การที่ใครสักคนนำเอาแผ่นภาพยนตร์ที่มีลิขสิทธิ์ถูกต้องมาจำหน่ายต่อ จึงน่าที่จะไม่มีเจตนาละเมิดต่อกฎหมาย แต่เพราะไม่รู้ว่า แม้แต่จะเป็นแผ่นแท้ กฎหมายก็ห้ามขายแบบเปิดเผยตั้งร้าน จนกว่าจะได้รับอนุญาตจากทางบ้านเมืองก่อน
ดังนั้น เมื่อมีผู้ถูกลงโทษตามกฎหมายนี้อย่างรุนแรง โดยเฉพาะคนที่มีฐานะทางเศรษฐกิจไม่ดี หรือน่าจะเพราะไม่รู้กฎหมายจริงๆ สังคมก็มักจะเห็นด้วยตรงกันว่าเรื่องนี้มีปัญหาบางอย่างที่ไม่เป็นธรรม
ส่วนในทางกฎหมายแพ่ง พาณิชย์ หรือกฎหมายธุรกิจ การไม่ทำตามกฎหมายเพราะไม่รู้ ก็อาจจะได้แก่เรื่องการทำนิติกรรมผิดแบบจนเป็นโมฆะ เพราะได้ทำนิติกรรมนั้นๆ ไปตามความเข้าใจว่าทำได้ เช่น การกู้ยืมเงินกันที่มีอสังหาริมทรัพย์เป็นหลักประกันนั้นกฎหมายกำหนดแบบไว้สองแบบคือการจำนองหรือขายฝาก แต่ในทางปฏิบัติก็ยังปรากฏว่ามีผู้ใช้วิธีการเอาโฉนดไปวางไว้กับเจ้าหนี้ หรือใช้วิธีเสี่ยงกว่านั้นเช่นการเซ็นโอนลอยเอาไว้ ซึ่งหลายเรื่องนั้นก็เป็นกรณีที่มาจากเป็นเพราะไม่รู้กฎหมายจริงๆ หรือรู้แต่จงใจเลี่ยงกฎหมายเพราะไม่อยากให้เกิดความยุ่งยากหรือมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น
นอกจากนี้ บรรดากฎหมายพิเศษต่างๆ ที่เป็นกฎหมายที่มีไว้เพื่อความปลอดภัยของสังคม ก็มีข้อกำหนดหลายๆ เรื่อง ที่คนอาจจะไม่ทราบ เช่น การขายสินค้าบางอย่าง เช่น ของเล่นเด็ก สีเทียน ผงซักฟอก ไฟแช็ก ฯลฯ ต้องได้รับการรับรองมาตรฐานจาก มอก. ตามกฎหมายมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม หาไม่แล้วก็จะมีโทษทั้งจำและปรับตามกฎหมาย
หรือแม้แต่การขายอุปกรณ์โทรศัพท์มือถือเล็ก ๆ น้อย เช่น เคสโทรศัพท์ ก็ยังจะต้องมีสลากแสดงรายละเอียดที่มาหรือวิธีการใช้สินค้าตามกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค ซึ่งเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่คนอาจจะทำผิดกฎหมายหรือไม่ทำตามกฎหมายเพราะไม่รู้ว่ามีกฎหมายกำหนดไว้ แต่อย่างกรณีหลังนี้ถึงไม่รู้กฎหมาย แต่วิญญูชนในระดับหนึ่งก็น่าจะพึงหยั่งทราบได้ว่า การขายสินค้าที่เกี่ยวข้องกับสุขอนามัยหรือความปลอดภัยของผู้คนนั้น น่าจะต้องได้รับการตรวจสอบจากหน่วยงานของรัฐ
การไม่ทำตามกฎหมายอีกเรื่องหนึ่ง ในกลุ่มสาเหตุที่ขาดเจตจำนง ได้แก่ การกระทำผิดกฎหมายโดยไม่รู้ตัว หรือไม่รู้สำนึก ในกรณีนี้เป็นไปได้ว่า ผู้กระทำนั้น “รู้” กฎหมาย แต่ไม่ “รู้ตัว” ในการกระทำที่ผิดกฎหมาย เช่น กระทำความผิดเพราะไม่รู้ตัวโดยสิ้นเชิง เช่นกรณีละเมอเดินหรือละเมอกระทำกิจกรรมต่างๆ หรือกระทำความผิดเพราะความเจ็บป่วยหรืออาการทางจิตทางสมองในระดับไม่รู้สำนึกแห่งการกระทำ เช่นกรณีของผู้วิกลจริตแบบสิ้นเชิง หรือที่เคยได้ยินกันเช่น ขับรถอยู่แล้วเกิดเป็นโรคลมชัก จึงขับรถพุ่งเข้าชนคนเดินถนนหรือรถคันอื่น
กับในอีกกรณี คือการกระทำโดยสำคัญผิด โดยเข้าใจว่าการกระทำของตัวเองนั้นไม่เป็นความผิดเพราะมีอำนาจกระทำได้ เช่น ยิงคนเพราะคิดว่าเป็นสัตว์หรือไม่ทราบว่าเป็นคน หรือการละเมิดทางเพศต่อบุคคลเพราะเข้าใจว่าตนเองมีสิทธิ เช่นเป็นคู่รักหรือคู่ครอง กรณีหลังนี้อาจจะสุดโต่งไปหน่อย แต่ก็เป็นเรื่องที่อาจเกิดขึ้นได้ รวมถึงการละเมิดทางเพศเพราะเข้าใจผิดเรื่องอายุหรือความยินยอม
การกระทำผิดกฎหมายในรูปแบบนี้ ในทางอาญาถือว่าเป็นการกระทำที่ขาดเจตนา ในระดับที่อาจจะไม่ถือว่าเข้าองค์ประกอบความผิดเลย หรือระดับรองลงมา คือถือว่าเป็นความผิดอยู่แต่มีเหตุควรลดหย่อนหรือไม่ลงโทษ รายละเอียดในเรื่องนี้หากให้อธิบายก็ค่อนข้างมีรายละเอียดยืดยาว ผู้สนใจอาจหาอ่านได้จากคำอธิบายวิชากฎหมายอาญา ภาค 1 โดยครูอาจารย์นักวิชาการด้านกฎหมายอาญาชั้นครูหลายท่านในประเทศไทย
ที่ได้นำเสนอไปนี้ คือสาเหตุของการที่คนเราไม่ทำตามกฎหมายเพราะไม่มีเจตจำนง อาจจะด้วยไม่รู้กฎหมายหรือขาดเจตนาในทางอาญา ส่วนสาเหต ที่สองนั้นน่าสนใจกว่า คือการไม่ทำตามกฎหมายด้วยเจตจำนงของตัวเองในแต่ละระดับ ตั้งแต่ขับรถเร็วเกินที่กฎหมายกำหนด ล่าสัตว์หายากในเขตป่าสงวน เลือกฆ่าคนเพื่อปิดปาก หรือแม้แต่การใช้อำนาจรัฐโดยไม่ยำเกรง ไปจนถึงการดื้อแพ่งต่อกฎหมาย
ซึ่งขออนุญาตยกไปเขียนขยายความในตอนต่อ ๆ ไป

