แต่ไหนแต่ไร คนหนุ่มสาวเป็นพลังขับเคลื่อนการเมืองสมัยใหม่ในแทบทุกประเทศ คำถามที่ตามมาคือนักศึกษากลายเป็นแกนนำประท้วงหรือผู้นำการเปลี่ยนแปลงสังคมได้อย่างไร เหตุใดเราจึงเห็นบทบาทผู้นำของนักศึกษาในการต่อต้านรัฐบาลหรือความฉ้อฉลในสังคม มากกว่าประชาชนธรรมดา นั่นอาจจะเป็นเพราะว่าการเป็นนักศึกษาถูกนำไปผูกอยู่กับคำว่า “ปัญญาชน” และคือการเรียนเพื่อนำความรู้มาปรับใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อสังคม ประกอบกับที่พวกเขาเป็น “angry young men” ที่เต็มไปด้วยแรงใจใฝ่ฝัน
นอกจากนี้ นักศึกษาทั่วโลกตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 19 ล้วนได้แนวคิดจากฝ่ายซ้าย คือการตรวจสอบอำนาจของรัฐ และมุ่งทำตามตั้งใจเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคมให้มีความเท่าเทียม ในประเทศไทย เราเพิ่งจะเห็นบทบาทอันโดดเด่นของนักเรียนนิสิตนักศึกษาในเหตุการณ์ 14 ตุลา เมื่อปี 1973 (พ.ศ.2516) แต่สำหรับประเทศอดีตอาณานิคมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ขบวนการชาตินิยมถือกำเนิดขึ้นด้วยความช่วยเหลือจากขบวนการนักศึกษาทั้งสิ้น

(ภาพจาก Myanmar Literature Project)
ขบวนการนักศึกษาในพม่าเกิดขึ้นรวดเร็วมาก แทบจะในทันทีที่มหาวิทยาลัยย่างกุ้งถือกำเนิดขึ้นในปี 1920 (พ.ศ.2463) จากการควบรวม Judson College วิทยาลัยในฝั่งศาสนา (ศาสนาคริสต์นิกายแบปติสต์) กับ University College วิทยาลัยฝั่งฆราวาส ควบรวมกันหลังรัฐบาลอาณานิคมออกกฎหมายมหาวิทยาลัยขึ้นในปีเดียวกันนั้น นักศึกษากลุ่มหนึ่งมองว่าการควบรวมมหาวิทยาลัยจะทำให้ค่าใช้จ่ายในการเรียนสูงขึ้น
นอกจากนี้ นักศึกษายังประท้วงที่มหาวิทยาลัยย่างกุ้งยืนยันใช้ภาษาอังกฤษในการเรียนการสอนทั้งหมด และกฎอื่นๆ อีกมากมายที่ผู้นำนักศึกษามองว่าไม่เท่าเทียม จึงเกิดการนัดหยุดเรียนครั้งแรกในประวัติศาสตร์พม่าขึ้น
อย่างไรก็ดี การนัดหยุดเรียนในครั้งแรกมีอิทธิพลน้อยมาก เพราะขบวนการชาตินิยมในพม่าเพิ่งเริ่มตั้งไข่ เท่ากับว่านักศึกษายังไม่มีแบ๊กที่จะมาสนับสนุนข้อเรียกร้องของตน
แต่เมื่อขบวนการชาตินิยมในประเทศเข้มแข็งขึ้นในทศวรรษ 1930 เมื่อมีการก่อตั้งขบวนการ GCBA (General Council of Burmese Associations) และกบฏผู้มีบุญในนามกบฏสะยา ซานขึ้นในเวลาไล่เลี่ยกัน ตามมาด้วยการนัดหยุดงานของคนงานในบริษัทสำคัญๆ หลายแห่ง และการก่อตั้งสโมสรนักศึกษาแห่งมหาวิทยาลัยย่างกุ้งขึ้น ด้วยเงินบริจาคจากนายแพทย์และคหบดีผู้หนึ่ง ในปี 1931 (พ.ศ.2474) และต่อมาไม่นานก็จะมีกองหนุนเป็นสโมสรนักศึกษาระดับชาติขึ้น การรวมตัวของนักศึกษาทั่วประเทศ ภายใต้การนำของผู้นำนักศึกษาหัวกะทิอย่างออง ซาน และอู นุ ขับเคลื่อนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับการเรียกร้องเอกราชของชาติ
ผู้นำนักศึกษาหลายคนเข้าไปเป็นสมาชิกขบวนการชาตินิยมระดับชาติ หรือขบวนการ “โด้ะ บะหม่า” (ขบวนการเราชาวพม่า)
ด้วย ในปี 1938 (พ.ศ.2481) สโมสรนักศึกษาแห่งชาติเรียกร้องให้นักศึกษาทั่วประเทศนัดหยุดเรียนเพื่อประท้วงรัฐบาลอาณานิคม การประท้วงครั้งนี้มิใช่เป็นการนัดหยุดเรียนเหมือนก่อน แต่เป็นการเดินขบวนประท้วงครั้งใหญ่ของทั้งนักศึกษา พระสงฆ์ และประชาชนที่ต้องการเอกราช เป็นการประท้วงที่เกิดขึ้น 1 ปีหลังพม่าแยกออกจากปกครองในฐานะส่วนหนึ่งของอินเดีย การประท้วงปี 1938 ยังมีความสำคัญตรงที่มีนักศึกษาที่เสียชีวิตคนแรก จากเหตุการณ์ปะทะกันระหว่างฝูงชนกับตำรวจปราบจลาจล นักศึกษาหนุ่มนามว่า “อ่อง จอ” (Aung Kyaw) ถูกตำรวจซ้อมจนเสียชีวิต หน้าอาคารสำนักงานเลขาธิการ (The Secretariat เป็นอาคารเดียวกับที่นายพลออง ซาน ถูกลอบสังหาร) ในปัจจุบัน
ถนนสายที่อ่อง จอปะทะกับตำรวจหน้าสำนักงานเลขาธิการ รัฐบาลพม่าก็ตั้งชื่อให้เป็นเกียรติว่าถนน “โบ อ่อง จอ” (Bo Aung Kyaw Street ก่อนหน้านี้ชื่อว่าถนน Sparks)
ความตายของอ่อง จอในครั้งนั้นเรียกว่าสร้างรอยร้าวถาวรระหว่างนักศึกษารวมทั้งขบวนการชาตินิยมอื่นๆ กับรัฐบาลอาณานิคม แม้รัฐบาลอาณานิคมจะรู้ดีว่าขบวนการนักศึกษาในพม่าเข้มแข็งและปลุกเร้าประชาชนได้มาก แต่ก็ไม่เคยคิดจะทำลายสโมสรนักศึกษา ระหว่างปี 1938-1948 อันเป็นปีที่พม่าได้รับเอกราช มีการนัดหยุดเรียนประท้วงทั้งมหาวิทยาลัยและรัฐบาลอาณานิคมต่อมาอีกหลายครั้ง แต่เมื่อถึงในปลายยุคอาณานิคม การประท้วงของนักศึกษาหลอมรวมเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการต่อต้านระบอบอาณานิคมระดับชาติแล้ว
เมื่อพม่าได้รับเอกราช ขบวนการนักศึกษายังคงมีอิทธิพลสูงอยู่มาก ทั้งในเชิงจิตวิญญาณและเชิงนโยบาย ระบบราชการในพม่าให้ความสำคัญกับมหาวิทยาลัยไม่ต่างจากกระทรวงอื่นๆ ทำให้อธิการบดีมหาวิทยาลัยย่างกุ้งมีอิทธิพลต่อนโยบายการศึกษาระดับประเทศ และในทางกลับกัน รัฐบาลก็มีอิทธิพลต่อกระบวนการตัดสินใจของมหาวิทยาลัยด้วย ทำให้ในเวลาต่อมา ผู้บริหารมหาวิทยาลัยมักมีปัญหากับรัฐบาลบ่อยครั้ง
ในยุคนายกรัฐมนตรีอู นุ ผู้นำคนแรกหลังพม่าได้รับเอกราช รัฐบาลที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา เป็นไม้เบื่อไม้เมากับอธิการบดีหนุ่มไฟแรงผู้หนึ่งนามว่า หล่ะ มยิ้น วันหนึ่งเมื่อมีผู้นำความไปกราบเรียนนายกรัฐมนตรีว่าอธิการบดีหนุ่มจู้จี้ไม่เข้าเรื่อง และตั้งมาตรฐานการเรียนการสอนและการสอบไว้สูงจนเกินไป จนทำให้มีผู้สำเร็จการศึกษาในแต่ละปีน้อย แต่หล่ะ มยิ้นปฏิเสธเพราะมองว่าการศึกษาในพม่าจะคงคุณภาพที่ดีไว้ได้เหมือนกับในยุคอาณานิคมได้ มหาวิทยาลัยต้องเข้มงวดกับการสอบ และต้องใช้ภาษาอังกฤษในการเรียนการสอนเป็นหลักเท่านั้น
หล่ะ มยิ้นคงเล็งเห็นว่านักศึกษาในมหาวิทยาลัยย่างกุ้งสนใจเรื่องการเมืองและการทำกิจกรรมกันมากจนละเลยเรื่องการเรียน
แม้พม่าจะได้รับเอกราชไปแล้ว แต่กิจกรรมทางการเมืองของนักศึกษายังดำรงอยู่ และจะกลับมามีบทบาทสูงสุดอีกครั้งหลังรัฐประหารของนายพลเน วิน ที่ล้มล้างระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา และนำระบอบสังคมนิยมสไตล์พม่าเข้ามาใช้ บทบาททางการเมืองของมหาวิทยาลัยสร้างความหนักใจให้กับสภาปฏิวัติของเน วินไม่น้อย เขาจึงนำกฎระเบียบที่เข้มงวดมาใช้ในมหาวิทยาลัย เช่น การประกาศเคอร์ฟิวปิดประตูหอพักในเวลา 20.00 น. เพื่อป้องกันไม่ให้นักศึกษาทำกิจกรรมใดๆ เพื่อต่อต้านรัฐบาลทหาร
ความบาดหมางระหว่างรัฐบาลกับนักศึกษาในมหาวิทยาลัยย่างกุ้งกินเวลาหลายเดือนจนนำไปสู่การเดินขบวนประท้วง แต่การประท้วงในครั้งนี้แตกต่างออกไป เพราะรัฐบาลเลือกตอบโต้ด้วยความรุนแรง ตำรวจและทหารอาวุธครบมือพร้อมปะทะกับนักศึกษาอยู่นอกรั้วมหาวิทยาลัยย่างกุ้ง การปะทะกันระหว่างนักศึกษาและกองกำลังของรัฐบาลทำให้มีนักศึกษาเสียชีวิตจำนวนหนึ่งและบาดเจ็บ มีอีกหลายพันคนที่ถูกจับ
เน วินตอบโต้นักศึกษาโดยการสั่งปิดสโมสรนักศึกษาในทุกระดับ และขุดรากถอนโคนวิญญาณปฏิวัติของนักศึกษาโดยการระเบิดอาคารสโมสรนักศึกษาทิ้งในปีเดียวกันนั้นเอง
แม้สัญลักษณ์การต่อสู้ของนักศึกษาจะหายไปแล้ว แต่จิตวิญญาณของการปฏิวัติและการต่อสู้กับความฉ้อฉลในสังคมยังมีอยู่ต่อไปแม้จะเป็นในวงจำกัดและถูกควบคุมอย่างหนัก แต่ก็ยังคงมีการเรียนการสอนต่อไป แม้หลังปี 1962 การเรียนการสอนในมหาวิทยาลัยทั่วพม่าจะไม่เหมือนเดิม อาจารย์ชาวตะวันตกและชาวอินเดียถูกอัปเปหิออกไป และคุณภาพการเรียนการสอนในมหาวิทยาลัยในพม่าตกต่ำลงไปมาก
ในปัจจุบันนักศึกษา หรือพูดรวมๆ คือพลังคนหนุ่มสาวในพม่ายังเป็นกำลังหลักของการสร้างประชาธิปไตย จริงอยู่ว่าระบบการศึกษาในพม่าแม้จะมีความพยายามปฏิรูปมาตั้งแต่ปี 2012 (พ.ศ.2555) หลังพม่ากลับมาเปิดประเทศยังต้องเผชิญกับระบอบราชการที่อุ้ยอ้าย และกับคนหัวเก่าที่ต่อต้านความเปลี่ยนแปลง ไม่ต้องกล่าวถึงปัญหาทางการเมืองที่ยังคงเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาการศึกษาทั้งในระดับต้น ระดับกลาง และระดับสูงในพม่า

