บอร์ดกสทช.แถลงแย้งคำตัดสินศาลคดีเจ๊ติ๋ม เตรียมอุทธรณ์ มั่นใจที่ทำมาถูกทาง

พันเอกนที ศุกลรัตน์ รองประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กสทช.) เปิดเผยว่า มติที่ประชุมคณะกรรมการ(บอร์ด) กสทช. เมื่อวันที่14 มีนาคม 2561 ไม่เห็นด้วยต่อคำพิพากษาของศาลปกครองกลาง กรณีบริษัท ไทยทีวี จำกัด ยื่นฟ้องต่อสำนักงาน กสทช. และ กสทช. ดังนั้น กสทช.จะยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุด ซึ่งเตรียมร่างคำอุทธรณ์ ภายใน 3 สัปดาห์จากนี้

โดยมี 3 ประเด็น ที่มีความคลาดเคลื่อน ได้แก่ ประเด็นที่ 1.การอนุญาตดำเนินการช่องทีวีดิจิทัลของ กสทช. เป็นการออกใบอนุญาตให้ผู้ประกอบการ ไม่ใช่เป็นลักษณะสัมปทานร่วมกับผู้ประกอบการ ซึ่งเป็นหน่วยงานกำกับดูแลไม่ใช่หน่วยงานให้บริการ ดังนั้น เมื่อผู้ประกอบการได้รับใบอนุญาต ต้องชำระค่าใบอนุญาตตามกฎหมาย

ประเด็นที่ 2 กสทช. ทำตามแผนแม่บทในการขยายโครงข่ายการเข้าถึงทีวีดิจิทัล ที่ระบุว่า เดือนมิถุนายน 2560 จะครอบคลุมโครงข่าย 95% ของพื้นที่ และในขณะนี้ได้ครอบคลุม 95.5-95.6% แล้ว ซึ่งผู้ฟ้องคดี ก็รับทราบก่อนการเข้าสู่กระบวนการประมูลแล้ว

และประเด็นที่ 3 ตามพ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการ วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม. พ.ศ. 2553 กำหนดว่า เมื่อผู้ประกอบการได้รับใบอนุญาต ต้องชำระใบอนุญาต ทั้งนี้ การแบ่งชำระเงินค่าประมูลช่องทีวีดิจิทัล ออกเป็นงวดๆ เพื่อให้สะดวกต่อดำเนินการ และช่วยให้ผู้ประกอบกิจการมีเงินทุนในการพัฒนาบริการ ซึ่งไม่ได้หมายความว่า ผู้ประกอบกิจการไม่ต้องชำระเงินเมื่อต้องการเลิกกิจการ

สำหรับคำพิพากษาของศาลปกครองกลาง กรณีบริษัท ไทยทีวี จำกัด จะกลายเป็นบรรทัดฐานให้ผู้ประกอบกิจการทีวีดิจิทัลรายอื่นคืนใบอนุญาตให้กับ กสทช. ซึ่งมองว่าไม่ใช่ประเด็นที่ต้องกังวล เนื่องจาก การตัดสินคดียังไม่สิ้นสุด และผู้ประกอบการส่วนใหญ่ชำระค่าใบอนุญาตกว่า 70 % แล้ว จึงไม่สมเหตุสมผล หากจะเลิกกิจการตอนนี้

“ ศาลวินิจฉัยว่าโครงข่าย (การเข้าถึงทีวีดิจิทัล) ไม่ครอบคลุม ซึ่งเราไม่เห็นด้วย อีกทั้ง กสทช. ไม่ใช่คู่สัญญากับผู้ประกอบกิจการทีวีดิจิทัล ดังนั้นจึงไม่สามารถบอกเลิกสัญญาได้”

พันเอกนที กล่าวว่า ที่ผ่านมา กสทช. ได้ดำเนินการตามขั้นตอนถูกต้องทุกประการแล้ว ซึ่งการไม่ประสบความสำเร็จของผู้ประกอบกิจการทีวีดิจิทัล มาจากความสามารถในการแข่งขัน ภายใต้ตลาดเสรีที่เป็นธรรม และในกรณีบริษัท ไทยทีวี จำกัด เข้าประมูลช่องทีวีดิจิทัล ในหมวดรายการเด็ก ซึ่งเป็น 1 ใน 2 กลุ่ม คือ กลุ่มรายการเด็ก และรายการข่าว ที่สร้างผลกำไรน้อย และผู้ประกอบการที่เข้าประมูลก็รับทราบ

ทั้งนี้ ปัจจุบัน กสทช. แจกคูปองเพื่อแลกกล่องเซตท็อปบ็อกซ์ เพื่อรับชมช่องทีวีดิจิทัลไปแล้ว17,531,296 ใบ โดยมีผู้เข้ามาแลกแล้ว 10,145,032 ใบ มองว่าการที่ไม่มีผู้เข้ามาใช้สิทธิเพื่อแลกกล่องเป็นสิ่งที่ กสทช.ควบคุมไม่ได้

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon