“ทีดีอาร์ไอ”ชี้รัฐอุ้มผู้ประกอบการโทรคมนาคมซุกใต้ปีกทีวีดิจิทัลไม่ต่างทักษิณ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 19 มีนาคม นายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ)ได้เผยแพร่บทความเรื่อง “คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กับการช่วยเหลือผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลและผู้ประกอบการ 4จี” ว่า เกิดความเคลื่อนไหวอย่างขันแข็งในคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) และคสช. เมื่อศาลปกครองกลางมีคำตัดสินในคดีไทยทีวีฟ้องกสทช.โดยให้ กสทช.คืนหนังสือค้ำประกันการประมูลแก่ไทยทีวี ซึ่งจะมีผลให้ไทยทีวีไม่ต้องจ่ายค่าประมูลให้ กสทช. อีกต่อไป โดยให้เหตุผลว่ากสทช.ดำเนินการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบทีวีดิจิทัลอย่างล่าช้า ไม่เป็นไปตามแผนงานและประชาสัมพันธ์การเปลี่ยนผ่านไม่ทั่วถึง ทำให้ไทยทีวีได้รับความเสียหาย

ในช่วงเดียวกันก็มีความเคลื่อนไหวที่จะเสนอให้หัวหน้าคสช.ใช้คำสั่งตามมาตรา 44 ให้ผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลทุกรายพักชำระค่าใบอนุญาตทีวีดิจิทัลเป็นเวลา 3 ปี โดยให้จ่ายเฉพาะดอกเบี้ย 1.5% ต่อปี และลดค่าเช่าโครงข่ายลง 50% เป็นเวลา 2 ปี ที่สำคัญจะมีมาตรการ “ผสมโรง” เพื่อ “ช่วยเหลือ” ผู้ประกอบการโทรคมนาคม 2 รายที่ประมูลคลื่น 4G คือ เอไอเอสและทรู โดยจะให้ผ่อนผันการจ่ายค่าประมูลคลื่นงวดที่ 4 ซึ่งเป็นงวดสุดท้าย จากเดิมที่ต้องจ่ายให้เสร็จในปี 2563 เป็นการทยอยจ่ายไปอีก 5 งวดไปจนถึงปี 2567 จึงขอวิเคราะห์ความสมเหตุสมผลของการดำเนินนโยบายช่วยเหลือผู้ประกอบการทั้ง 2 กลุ่ม ดังนี้

กรณีทีวีดิจิทัล ผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลส่วนใหญ่ประสบปัญหาการขาดทุน จากสาเหตุสำคัญ 3 ประการคือ 1.การเพิ่มจำนวนผู้ประกอบการอย่างรวดเร็ว เนื่องจากมีการออกใบอนุญาตเพิ่มถึง 24 ใบ 2.การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็วมาก (technological disruption) ทำให้การชมโทรทัศน์ลดลงอย่างฮวบฮาบ และ 3. ความบกพร่องของกสทช.ตามที่ศาลปกครองกลางชี้ไว้

ซึ่งการประสบปัญหาจากการขาดทุนจาก 2 สาเหตุแรกนั้น รัฐบาลและกสทช.ไม่ควรต้องรับผิดชอบใดๆ เพราะเป็นความเสี่ยงทางธุรกิจโดยปรกติ (normal business risk) อีกทั้งผู้ประกอบการทุกรายควรคาดหมายได้อยู่แล้ว ในขณะที่การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็วนั้น แม้จะคาดหมายได้ยากกว่าแต่ก็ยังถือว่าเป็นความเสี่ยงทางธุรกิจโดยปกติในโลกปัจจุบันที่ทุกคนต้องแบกรับ ส่วนผลการขาดทุนที่เกิดขึ้นจากความบกพร่องของกสทช. นั้น ผู้ประกอบการควรได้รับการช่วยเหลือเยียวยาจากรัฐบาลตามสมควร โดยระดับการช่วยเหลือควรได้สัดส่วนกับความเสียหายที่เกิดขึ้นจากรัฐ ไม่ควรด่วนสรุปว่า การที่กสทช.มีความบกพร่องบางอย่างเป็นเหตุให้กสทช. ต้องคืนเอกสารค้ำประกันแก่ผู้ประกอบการ หรือรัฐบาลต้องหามาตการช่วยเหลือโดยไม่พิจารณาถึงระดับความเสียหายก่อน นอกจากนี้ก่อนที่จะดำเนินการอย่างไร คสช.ควรรอคำตัดสินของศาลปกครองสูงสุดให้คดีสิ้นสุดเสียก่อน ซึ่งน่าจะใช้เวลาอีกไม่นานหลังจากที่ กสทช.อุทธรณ์คดีต่อศาล ซึ่งคณะรัฐมนตรี (ครม.) เอง ก็เคยมีมติว่าในกรณีที่หน่วยงานของรัฐถูกฟ้องร้องคดี จะต้องยื่นอุทธรณ์จนกว่าคดีจะถึงที่สุด รัฐบาลและคสช. จึงยังไม่สมควรรีบร้อนช่วยเหลือผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลโดยเฉพาะการช่วยเหลือที่ไปไกลเกินขอบเขตที่เหมาะสม

อีกประเด็นหนึ่งที่ควรพิจารณาเพิ่มเติมคือ การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีมีผลทำให้พฤติกรรมการเสพสื่อของประชาชนเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว จากการเสพสื่อสิ่งพิมพ์ วิทยุและโทรทัศน์ ไปสู่การเสพสื่อออนไลน์เป็นหลัก โดยเฉพาะการเสพผ่านอุปกรณ์ไร้สายต่างๆ ดังนั้น คลื่นความถี่ที่ใช้กับวิทยุและโทรทัศน์ ซึ่งได้รับความนิยมน้อยลง ควรถูกนำมาจัดสรรใหม่เพื่อใช้ในบริการโทรคมไร้สายแทน หากรัฐบาลเห็นว่า การปล่อยให้ผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลถือครองคลื่นไว้ จะทำให้คลื่นไม่ถูกใช้ประโยชน์อย่างคุ้มค่า เพราะประชาชนเปลี่ยนพฤติกรรมการเสพสื่อไปแล้ว ก็ควรพิจารณานำเอาคลื่นทีวีดิจิทัลมาประมูลใหม่เพื่อใช้กับบริการโทรคมนาคม โดยเมื่อประมูลเสร็จ รัฐบาลก็สามารถยินยอมให้ผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลคืนใบอนุญาตและคลื่นความถี่ที่ครอบครองอยู่ได้ เช่นเดียวกับที่มีการดำเนินการในสหรัฐฯ ซึ่งทำให้ทั้งคลื่นความถี่ถูกใช้อย่างคุ้มค่า รัฐมีรายได้เพิ่มขึ้น และผู้ประกอบการมีทางออก

ส่วนในกรณีการประมูลคลื่น 4จี มีความแตกต่างจากการประมูลคลื่นทีวีดิจิทัลมาก เพราะไม่ปรากฏชัดเจนว่าหน่วยงานรัฐ โดยเฉพาะกสทช. ทำอะไรบกพร่อง นอกจากปล่อยให้แจส โมบาย ซึ่งชนะการประมูลแล้วทิ้งใบอนุญาตได้ง่ายๆ จนรัฐบาลต้องไปเชิญชวนให้เอไอเอส มารับใบอนุญาตแทน นอกจากนี้การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีในอุตสาหกรรมนี้ ก็ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างรุนแรงจนส่งผลต่อผู้ประกอบการมากเท่ากับอุตสาหกรรมโทรทัศน์ เพราะแม้จะเสียรายได้จากบริการบางอย่างไป เช่น บริการเสียง แต่ก็มีรายได้จากการให้บริการข้อมูลมากขึ้น ผู้ประกอบการโทรคมนาคมส่วนใหญ่จึงยังมีกำไร แม้จะลดลงกว่าเดิมไปบ้าง

การกล่าวอ้างว่าการที่แจส โมบาย เข้าร่วมประมูลแล้ว ทำให้ราคาสูงขึ้นนั้น อาจทำให้เรารู้สึกสงสารผู้ประกอบการทั้งสองคือเอไอเอส และทรู แต่เราต้องไม่ลืมว่า ทั้ง 2 รายได้พิจารณาแล้วว่า ราคาที่ตนประมูลได้ไปนั้นมีความคุ้มค่า และเงื่อนไขการจ่ายค่าประมูล รวมทั้งการจ่ายเป็นงวด 4 งวดตามที่กำหนดเป็นสิ่งที่ยอมรับได้ มิฉะนั้นก็คงถอนตัวจากการประมูลไปแล้ว ตนจึงไม่มีความสงสารผู้ประกอบการทั้ง 2 แต่หากจะมีความเห็นใจเล็กๆ บ้างก็คือเอไอเอส ซึ่งถูกรัฐบาลเชิญชวนให้มารับใบอนุญาตแทน แจส โมบาย ในราคาที่สูงกว่าที่ เอไอเอสเคยประมูลไว้ แต่เอไอเอสก็รับไว้ โดยไม่ปรากฏว่าได้ต่อรองกับรัฐบาลในเรื่องงวดการจ่ายค่าประมูลเลย

ดังนั้นจึงไม่มีเหตุผลใดๆ ที่ คสช. จะต้องเข้ามาอุ้มผู้ประกอบการทั้ง 2 แถมจะดำเนินการล่วงหน้า 2 ปี ก่อนถึงปี 2563 ก่อนที่คสช. จะหมดอำนาจออกคำสั่งตามมาตรา 44 อันที่จริงระยะเวลาในการผ่อนชำระค่าประมูลของกสทช.นั้น ถือได้ว่าไม่เข้มงวด เพราะให้จ่าย 3 งวดแรกน้อยมากคือเพียง 1.7 หมื่นล้านบาท แล้วค่อยให้จ่ายที่เหลือประมาณ 6.4 หมื่นล้านบาทในงวดที่ 4 ซึ่งแตกต่างจากการประมูลคลื่นความถี่โดยทั่วไปในต่างประเทศ และการประมูลคลื่น3จี ที่ผ่านมาในประเทศไทยเอง ที่ให้จ่ายค่าประมูลเกือบหมดตั้งแต่ช่วงแรกๆ แน่นอนว่าเพื่อป้องกันปัญหาการเบี้ยวกันภายหลัง การที่คสช.จะยินยอมให้เอไอเอสและทรู เปลี่ยนการจ่ายค่าประมูลงวดสุดท้ายรวดเดียวกลายเป็นการทยอยจ่ายใน 5 ปี จึงเป็นการยกประโยชน์ให้แก่ผู้ประกอบการทั้ง 2 โดยแม้จะให้มีการจ่ายดอกเบี้ย แต่ดอกเบี้ยที่จะต้องจ่ายกันนั้นก็ต่ำมากคือ 1.5% ต่อปี ทั้งที่ตามเงื่อนไขการประมูล การจ่ายค่าประมูลล่าช้านั้น ต้องคิดดอกเบี้ยถึง 15% ต่อปี ส่วนต่างดอกเบี้ยนี้เองที่เป็นผลประโยชน์มากมายมหาศาล

เมื่อคิดมูลค่าผลประโยชน์ที่คสช. จะยกให้เอไอเอสและทรูนั้น จากส่วนต่างดอกเบี้ยดังกล่าว จะพบว่าสูงถึงรายละเกือบ 1.5 หมื่นล้านบาท หรือรวมกันเกือบ 3 หมื่นล้านบาทเลยทีเดียว จะมากหรือน้อยกว่านี้ ก็ขึ้นอยู่กับอัตราดอกเบี้ยที่ใช้คิดลด (discount rate) ทั้งนี้หากเชื่อว่า ผู้ประกอบการทั้งสองสามารถระดมทุนมาจ่ายค่าประมูล จากทั้งการกู้และการเพิ่มทุน โดยมีต้นทุนทางการเงินเฉลี่ย (WACC) ที่ประมาณ 9% ต่อปี ตามที่นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ใช้กับบริษัทเหล่านี้ ผลประโยชน์ที่คสช.จะยกให้ผู้ประกอบการทั้งสองก็ยังจะสูงถึงระดับ 1.6 หมื่นล้านบาท ดังนั้นหากคสช. จะมีมติยกผลประโยชน์ให้แก่ผู้ประกอบการทั้ง 2 รายตามที่เป็นข่าวจริง ก็คงทำให้ประชาชนอดตั้งข้อสังเกตไม่ได้ว่า แม้ว่าคสช.และรัฐบาลพลอ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะแตกต่างจากรัฐบาลทักษิณ 1 เพราะไม่ได้มีครม.ที่เต็มไปด้วยนายทุนโทรคมนาคมและนายทุนโทรทัศน์ จนเป็นที่มาของการเกิด “คอรัปชั่นเชิงนโยบาย” แต่นโยบาย “อุ้ม” นายทุนโทรคมนาคมก็แทบจะไม่ได้แตกต่างกันเลย

ความแตกต่างเล็กๆ หากจะมีก็คือ รัฐบาลทักษิณออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) เก็บภาษีสรรพสามิตเพื่อเอื้อผู้ประกอบการโทรคมนาคมในสมัยนั้น โดยแอบซุกไปกับภาษีสรรพสามิตบริการอื่นๆ อาทิ สนามกอล์ฟ ในขณะที่ผู้มีอำนาจรัฐในปัจจุบันกำลังจะอุ้มผู้ประกอบการโทรคมนาคมโดยซุกไปกับการอุ้มผู้ประกอบการทีวีดิจิทัล

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon