คนรวยและคนจนในประเทศไทย โดย สมหมาย ภาษี

ประเทศไทยเราช่วงนี้มีการพูดถึงคนรวยและคนจนกันมาก เพราะคนไทยยุคหลังนี้รวยเร็วและเพิ่มจำนวนมากขึ้น สามารถประกอบธุรกิจใหญ่โตได้ ทำธุรกิจข้ามชาติก็ได้ เข้าไปทำธุรกิจที่แปลกๆ ใหม่ๆ ก็มาก ขณะเดียวกันเรื่องของคนจนก็ยังมีพูดกันตลอดทุกวันว่าคนไทยที่จนยังลืมตาอ้าปากไม่ได้ มีแต่เพิ่มจำนวนขึ้น คนจนยังขาดการดูแลที่ทั่วถึงจากรัฐ โดยเฉพาะในด้านสาธารณสุขและด้านสังคมโดยทั่วๆ ไป แทบทุกด้าน การดูเรื่องคนจนดูง่ายมาก ขอให้ดูการลักขโมย การค้ายาเสพติด การค้ามนุษย์ และการทุจริตของข้าราชการล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องของคนจนทั้งนั้น

ในช่วงเดือนมีนาคม 2561 นี้ ข่าวที่โซเชียลออนไลน์สนใจมากในเรื่องนาฬิกาหรูเงียบไปคล้ายคลื่นกระทบฝั่ง แต่ปรากฏว่ามีข่าวที่เกี่ยวกับคนรวยออกมาตามหน้าสื่ออีกมาก ข่าวใหญ่ชิ้นสำคัญคือข่าวการล่าและฆ่าเสือดำของประธานบริษัทก่อสร้างยักษ์ใหญ่ของไทย แค่นั้นยังไม่พอยังมีข่าวว่าประธานคนดังกล่าวพร้อมลูกน้องคนขับรถยังโดนข้อหาการให้สินบนแก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งขณะนี้ข้อเท็จจริงยังไม่ปรากฏออกมา แต่ทำให้คิดถึงการกระทำลักษณะเช่นนี้ของคนรวยหรือบริษัทใหญ่ๆ ที่เป็นคนไทยในประเทศนี้ที่มีให้ได้ยินค่อนข้างบ่อย ทำให้อดคิดไม่ได้ว่าคนรวยในเมืองไทยนั้นโดยเฉพาะบริษัทใหญ่มีมากมายที่ติดสินบนให้แก่นักการเมืองและข้าราชการเลวๆ ในทุกยุคทุกสมัย เพราะมิฉะนั้นอันดับคอร์รัปชั่นของไทยคงไม่สูงเกินอันดับ 100 ในโลกนี้

ตัวผมเองมีเพื่อนที่รักกันมากคนหนึ่ง ชอบพอกันตั้งแต่เขายังปากกัดตีนถีบ แต่ต่อมาได้ร่วมกับรุ่นน้องสร้างบริษัทก่อสร้างขึ้นมาและภายในช่วง 25 ปี บริษัทก่อสร้างที่ตั้งขึ้นโตวันโตคืน จนติดอันดับหนึ่งในสิบในปัจจุบันนี้ ความเป็นเพื่อนสนิทก็ได้ถามกับเขาตรงๆ ว่า ที่ทำงานก่อสร้างจนใหญ่โตและมั่นคงขนาดนี้มีการให้สินบนนักการเมืองหรือข้าราชการเหมือนบริษัทก่อสร้างส่วนใหญ่อื่นๆ บ้างไหม เขาตอบผมทันทีว่าเท่าที่รู้จักเขามาเคยเห็นเขารับงานก่อสร้างของราชการหรือรัฐวิสาหกิจบ้างไหมนี่ จริงๆ รับแต่งานเอกชนทั้งนั้น อย่างดีรับงานของวัดธรรมกาย ทั้งนี้ทั้งนั้นเพราะจ่ายใต้โต๊ะไม่เป็นและรังเกียจคนจ่ายใต้โต๊ะด้วย

เห็นไหมครับ คนที่รวยไม่ติดสินบนในการทำมาหากินยังพอมีอยู่ โดยที่รัฐบาลไม่ต้องเที่ยวตามจับมาอยู่ในมาตรการละเว้นคอร์รัปชั่นแต่อย่างใด

นอกจากเรื่องติดสินบนที่คนรวยส่วนใหญ่คุ้นเคยกันดีแล้ว มีเรื่องหนึ่งที่แพลมออกมาจากองค์กรอิสระระดับใหญ่และสำคัญมากคือ จากคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือที่รู้จักกันดีว่า กสทช. ซึ่งเมื่อวันที่ 15 มีนาคมที่ผ่านมา ท่านเลขาธิการ กสทช.ได้เปิดเผยข่าวว่า จากการนำผู้ประกอบการโทรทัศน์ดิจิทัลเข้าหารือกับท่านรองนายกรัฐมนตรีที่ดูแลด้านกฎหมาย ที่ประชุมได้เห็นร่วมกันในการออกมาตรการพักชำระค่าธรรมเนียมใบอนุญาตแก่ผู้ประกอบการเป็นเวลา 3 ปี โดยต้องจ่ายอัตราดอกเบี้ยตามนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่องนี้ฟังดูก็พอรับได้และมีเหตุผลที่พอสนับสนุนได้เพื่อแก้ความเดือดร้อนให้ผู้ประกอบการเป็นการทั่วไป

แต่ในการแถลงข่าวครั้งที่ว่านี้ ท่านเลขาธิการ กสทช.ได้กล่าวว่า นอกจากเรื่องข้างต้นแล้วยังมีมาตรการช่วยผู้ประกอบการที่ประมูลคลื่นความถี่ 900 เมกะเฮิรตซ์ หรือ 4จี ที่เป็นปัญหาการต้องชำระเงินงวดที่ 4 จำนวน 5.9 หมื่นล้านบาทในปี 2563 ของบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (เอไอเอส) ซึ่งเข้าใจว่ามีกองทุนเทมาเส็กของสิงคโปร์ถือหุ้นใหญ่อยู่ และอีกจำนวนประมาณ 6 หมื่นกว่าล้านของบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น (ทรูมูฟ) ซึ่งทั้งสองบริษัทนี้เป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ในประเทศไทย โดยเฉพาะบริษัททรูมูฟนั้น เจ้าของใหญ่คือตระกูลเจียรวนนท์ ซึ่งติดอันดับมหาเศรษฐีท็อป 20 ของประเทศไทยถึง 6-7 คน (ตามรายงานในหนังสือ Forbes Asia ฉบับ March 2018)

ตามข่าวฟังได้ความว่า จะมีการยืดการชำระเงินงวดที่เหลือที่บริษัทยักษ์ใหญ่ทั้งสองต้องจ่ายออกไปอีก 5 ปี พร้อมดอกเบี้ย

ทั้งนี้ ตามข่าวบอกว่าจะต้องนำข้อเสนอนี้เข้าที่ประชุม ครม.และ คสช. เพื่อพิจารณาการใช้มาตรการ 44 แก้ปัญหานี้ให้บริษัททั้งสองให้ครบถ้วนกระบวนการ

ได้ฟังเรื่องนี้แล้วให้เป็นห่วงว่าท่านนายกรัฐมนตรีผู้ซึ่งเป็นทั้งหัวหน้า คสช.และนายกรัฐมนตรี เพราะเรื่องรัฐบาลและ คสช.จะใช้มาตรา 44 ไปช่วยคนรวยระดับยอดของประเทศแบบนี้จะหาเหตุผลมาอ้างชี้แจงอย่างไรให้ประชาชนเข้าใจคงจะยากยิ่งกว่าเข็นครกขึ้นภูเขา เพราะประการแรก โครงการนี้เกิดจากการประมูลทั่วไป ประการที่สอง โครงการนี้ได้ไปโดยคนรวยซึ่งเป็นเจ้าของบริษัทยักษ์ใหญ่สุดของประเทศ ยามที่คนรวยประมูลอะไรที่ดีๆ ได้ไม่เห็นเคยเอาค่าสัมปทานหรือค่าภาษีมาจ่ายให้รัฐบาลก่อนเลย

ประการที่สาม เงินที่ต้องจ่ายให้รัฐที่จะขอผ่อนผันนี้มีจำนวนถึง 130,000 ล้านบาท มากกว่างบประมาณของหลายกระทรวง ไม่ใช่จิ๊บจ๊อย และจะครบชำระในปี 2563 แล้วทำไมจะรีบผ่อนผันกันตั้งแต่เดี๋ยวนี้ และประการที่สี่ ที่สำคัญยิ่งกว่าและกระทบกับคนทั้งประเทศก็คือ ฐานะการคลังที่ง่อนแง่นของประเทศไทยในขณะนี้ ตอนนี้รัฐบาลเพิ่มงบกลางปีสำหรับปีนี้อีก 150,000 ล้านบาท และปีหน้าคือปีงบประมาณ 2562 รัฐบาลจะต้องกู้เงินชดเชยการขาดดุลอีก 450,000 ล้านบาท อีกทั้งงบประมาณปีหน้าที่กำลงจัดสรรอยู่นี้ก็อยู่ในภาวะชักหน้าไม่ถึงหลัง

แล้วยังจะมาทำใจดีและเห็นใจพวกซุปเปอร์เสี่ยทั้งหลาย มันน่าสลดใจจริงๆ นะครับ

คราวนี้ขอพูดถึงคนจนบ้าง คนจนที่เป็นคนไทยนั้นเป็นสิ่งเดียวในประเทศนี้ที่ผมเห็นว่า “มีความยั่งยืน” คือ ยิ่งทำมาหากินยิ่งจน รัฐยิ่งช่วยเหลือมาก ยิ่งจนมาก เห็นได้ชัดๆ จากมาตรฐานการครองชีพของคนระดับรากหญ้า ไม่ว่าเรื่องกินอยู่หลับนอน เรื่องสุขภาพอนามัย ที่เป็นอะไรทีก็ลำบากยากแค้น ตั้งแต่การไปหาโรงพยาบาล หาที่รักษาได้ก็อยู่กันอย่างอนาถาแบบไหนก็แบบนั้น

เรื่องคนจนของไทยนั้นไม่ใช่จะมีเฉพาะ “ความยั่งยืน” เท่านั้น แถมยังมี “การบูรณาการ” อย่างดีเยี่ยมอีกด้วย บูรณาการอย่างไรหรือ ก็ที่ไหนที่มีงบช่วยคนจนในหน่วยงานภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นของกระทรวงมหาดไทยหรือของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ หรือกระทรวงอื่น แทบทุกงบที่รัฐบาลได้จัดสรรช่วยคนจนผ่านส่วนราชการของรัฐ จะถูกทำการบูรณาการมาเป็นงบเพื่อสนองการโกงกินของเหล่าข้าราชการทั้งน้อยและใหญ่อย่างหน้าตาเฉยอยู่เรื่อยไป ไม่ใช่เฉพาะในรัฐบาลนี้ แต่เป็นมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว

จากข่าวหนังสือพิมพ์เมื่อประมาณกลางเดือนมีนาคมรายงานว่า จากงบของงานศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งทั่วประเทศ 76 จังหวัด เป็นเงิน 123.16 ล้านบาท นั้นได้ตรวจพบว่ามีการทุจริตแล้ว 44 จังหวัด จากเงินงบประมาณ 97.84 ล้านบาท หรือคิดเป็น 80% ของงบงานศูนย์คุ้มครองทั้งหมด ยังมีอีก 32 จังหวัดที่กำลังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ คาดว่าคงทยอยเจอไปเรื่อยๆ

ที่น่าเป็นห่วงคือในงบประมาณประจำปี 2561 ที่รัฐบาลได้จัดงบให้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์นั้น เป็นงบเงินอุดหมุนเงินสงเคราะห์ผู้มีรายได้น้อยและผู้ไร้ที่พึ่งทั้งหมดถึง 500 ล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นเงินที่จัดสรรให้ศูนย์คุ้มครองผู้คนไร้ที่พึ่งจำนวน 123.16 ล้านบาท ซึ่งมีการโกงแบบวินาศสันตะโรขนาดนี้ แล้วส่วนที่เหลืออีก 377 (500-123) ล้านบาท ที่อยู่ในงานงบเงินอุดหนุนสงเคราะห์ผู้มีรายได้น้อยและผู้ไร้ที่พึ่ง จะมีการใช้ไปในเรื่องใดบ้าง และจะมีการโกงกันอีกหรือไม่ ขณะนี้ยังไม่มีใครทราบ

ท่านผู้อ่านที่เคารพทุกท่าน ท่านคงได้เห็นแล้วว่าประเทศไทยเรานี้มีทั้งปัญหาของคนรวย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นลักษณะใช้ยุทธวิธีและใช้เงินหลอกล่อ ออดอ้อนและปะเหลาะ ถือโอกาส สารพัดวิธีเพื่อเอาเงินหรือผลประโยชน์จากรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลที่ฉลาด หรือที่ไม่ฉลาด หรือที่แกล้งทำเป็น
โง่ อย่างเรื่องโทรคมนาคมตามที่มีการดำเนินการเตรียมข้อเสนอไว้ให้ ครม.และ คสช.
เพื่อพิจารณาออกมาตรการมาอุ้มไว้ล่วงหน้าตั้ง 2 ปี ก่อนครบกำหนดชำระเงินค่างวดนั้น

ก็พอเห็นชัดว่าเขามีการชงอย่างนี้เตรียมไว้เสนอรัฐบาลที่มีปัญญาแบบไหนกัน

ส่วนปัญหาคนจนที่ได้หยิบยกเรื่องโครงการอุดหนุนเงินสงเคราะห์ผู้มีรายได้น้อยและผู้ไร้ที่พึ่งขึ้นมาพูดให้ฟังนั้น ท่านผู้อ่านคงสามารถมองเห็นทะลุปรุโปร่งแล้วว่า โครงการแบบนี้มีการโกงกินแฝงเข้ามาได้ทุกรูปแบบ และรัฐบาลเองก็ไม่มีกลไกที่จะตรวจสอบดูแลได้หรอก ที่หลุดออกมาเป็นข่าว เช่นโครงการสงเคราะห์ผู้มีรายได้น้อยและผู้ไร้ที่พึ่งนี้ เป็นเพียงส่วนน้อยนิดที่สามารถคว้ามาได้จากโครงการที่มีการโกงกันลักษณะทำนองนี้เป็นร้อยเป็นพันโครงการ

โดยสรุปแล้วเรื่องที่ยกมาเล่าสู่กันฟังนี้ หวังว่าจะสามารถชี้ให้เห็นเนื้อแท้ของสิ่งที่ผู้นำของรัฐบาลย้ำนักหนาว่าการบริหารและพัฒนาประเทศนั้นต้องให้เกิดความมั่นคงและยั่งยืน และต้องมีการบูรณาการอย่างถูกต้อง นี่แหละคือตัวอย่างการบูรณาการแบบยั่งยืนของไทยแท้ละครับ

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้ติดตามชมศึกรักบี้ฟุตบอลประเพณี ‘จุฬาฯ-ธรรมศาสตร์’ 31 มี.ค.นี้
บทความถัดไปต่อยอดปาฐกถาของ ดร.เสกสรรค์ ประเสริฐกุล โดย กลิ่นบงกช