ต่อยอดปาฐกถาของ ดร.เสกสรรค์ ประเสริฐกุล โดย กลิ่นบงกช

การแสดงปาฐกถาในงานคล้ายวันเกิด ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ มีนัยที่น่าสนใจอย่างลึกซึ้ง แต่สำนวนที่ท่านเขียน เป็นสำนวนระดับสูง ที่ชาวดินอ่านแล้วไม่กระจ่าง ทั้งที่ดูเหมือนองค์ปาฐก ท่านมุ่งช่วยเหลือชาวดินโดยแท้ ผู้เขียนจึงขอขยายความแบบลูกทุ่ง ตามที่ผู้เขียนเข้าใจ ในความหมายขององค์ปาฐก หากว่าการขยายความของผู้เขียน ผิดเจตนาขององค์ปาฐก ผู้เขียนขออภัยในความผิดพลาดนั้นมา ณ ที่นี้ด้วย

คำว่าความขัดแย้งทางการเมือง 2 ขั้ว คือ ฝ่ายอนุรักษนิยม และฝ่ายก้าวหน้า คำว่าอนุรักษนิยม ชาวดินฟังไม่รู้ว่าคืออะไร? ฝ่ายก้าวหน้ามันก็เป็นภาษาไทยนี่เอง แต่เขาก็นึกไม่ออกว่ามันคืออะไร? จึงขอขยายความตามที่ผู้เขียนเข้าใจดังต่อไปนี้

ในสังคมมนุษย์ ไม่ว่าชนชาติใด ประเทศไหน ล้วนประกอบไปด้วยประชาชน 4 กลุ่มตามอาชีพ คือ กลุ่มที่หนึ่ง ได้แก่ ชนชั้นปกครอง ชนกลุ่มนี้มีหน้าที่ดูแลประชาชน ตามบัญชาของประมุขของประเทศ ได้รับเงินจากรัฐเลี้ยงชีพ สมัยโบราณประเทศอินเดียเรียกว่าวรรณะกษัตริย์ ไทยเรียกว่าข้าราชการ กลุ่มที่สอง ได้แก่ ชนชั้นที่มีหน้าที่อบรมสั่งสอนประชาชน เลี้ยงชีวิตโดยศรัทธาของชาวบ้าน โดยสรุปสำหรับประเทศไทย คือกลุ่มพระสงฆ์ ประเทศอินเดียเรียกชนกลุ่มนี้ว่าวรรณะพราหมณ์ กลุ่มที่สาม ได้แก่ กลุ่มพ่อค้า อินเดียเรียกวรรณะไวศยะ หรือวรรณะแพศย์ เลี้ยงชีพด้วยการค้าขายสั่งสมเงิน กลุ่มที่สี่ ได้แก่ กลุ่มที่ใช้แรงงาน ทำงานหนักเลี้ยงชีพ อินเดียเรียกวรรณะศูทร

ชนทั้ง 4 กลุ่มนั้น แต่เดิมวรรณะกษัตริย์ หรือชนชั้นปกครอง ได้อำนาจในการปกครองบ้านเมืองตลอดมา ทั้งนี้ เพราะประชาชนยอมรับอำนาจนั้น อีกทั้งชนชั้นปกครองต้องมีอาวุธในการปกครองบ้านเมือง ดังนั้น ชนชั้นปกครองจึงมีอาวุธเป็นฐานอำนาจ บางคราวผู้ถืออาวุธเป็นอาชีพนั้น ก็ใช้อาวุธยึดอำนาจการปกครองจากประมุขมาเป็นของตน ที่เรียกว่ากบฏ

กาลต่อมา เมื่อทางยุโรปเปลี่ยนระบบการปกครองจากระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาเป็นระบอบประชาธิปไตย โดยให้ประชาชนเลือกผู้ปกครองขึ้นมาเอง ระบบนี้เป็นที่นิยมกันทั่วโลก ไทยก็เอากับเขาด้วยเมื่อปี 2475 แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะถูกชนชั้นที่มีอาวุธเป็นฐานอำนาจ ยึดอำนาจการปกครองเสียเป็นส่วนใหญ่

นับแต่ปี 2514 เป็นต้นมา คนรุ่นใหม่มีความคิดเห็นทางการเมืองมากขึ้น และเห็นว่าการปกครองบ้านเมืองที่ได้จากการใช้กำลังอาวุธ ไม่ดีแน่นอน จึงกล่าวโจมตีระบบเผด็จการ แต่คนรุ่นเก่ายังชอบระบบเผด็จการอยู่ ก็หาทางทำลายคนรุ่นใหม่

นั่นคือ! การขัดแย้งทางการเมืองเริ่มขึ้น

แล้วนั่นคือ ที่คนรุ่นใหม่เรียกคนที่ชอบระบบเผด็จการแบบเก่าว่า กลุ่มอนุรักษนิยม แล้วเรียกกลุ่มของพวกตนว่า กลุ่มก้าวหน้า

ก้าวหน้าอย่างไร ก็คือก้าวหน้าแบบมีการเลือกตั้ง แบบยุโรปแบบที่ชาวโลกเขาทำกัน โดยในขณะนั้น กลุ่มที่เรียกตัวเองว่ากลุ่มก้าวหน้านั้น หาได้ทราบไม่ว่าประชาธิปไตยแบบยุบโรบนั้น เป็นการได้อำนาจรัฐของกลุ่มพ่อค้า ที่ทางอินเดียเรียกว่าวรรณะไวศยะ หรือวรรณะแพศย์ หรือที่ไทยเราเรียกว่าระบบนายทุน เพราะคนกลุ่มนี้มีเงินเป็นฐานอำนาจ จึงใช้เงินเพื่อให้ได้อำนาจ

โดยขั้นแรกเมื่อจะสมัครเป็น ส.ส. ก็ต้องจ่ายเงินเป็นค่าสมัครก่อน นี่คือระบบของนายทุน แล้วจากนั้นเมื่อมีการหาเสียง นายทุนก็หาเงินมาล่อ บางครั้งก็ซื้อกันเลย บางท่านไม่มีเงินหรือเงินน้อย ก็เอาสากให้ก่อน ต่อเมื่อตัวได้เป็น ส.ส.ก็ให้ครก เป็นเรื่องที่น่าขำนัก เมื่อระบบแบบนี้เกิดขึ้น มันก็ไม่ต่างจากการใช้อาวุธยึดอำนาจ เพราะอาศัยปมด้อยของมนุษย์เป็นเงื่อนไข กล่าวคือทุกคนกลัวตาย เมื่อคนมีอาชีพทางการใช้อาวุธ ถืออาวุธมาโดยไม่ได้ทำอะไรเลย บอกเพียงว่า พวกคุณออกไปเสียเท่านั้นเอง คนถืออำนาจอยู่ก็ยอมยกอำนาจให้อย่างรนราน อีกทั้งมนุษย์ทุกคนมีความโลภ เมื่อพ่อค้าผู้มีเงินเป็นฐานอำนาจ ใช้เงินแลกคะแนน จะโดยวิธีใดก็ตาม แล้วได้ ส.ส.มา

แล้วนั่นคือ สิ่งที่องค์ปาฐกเรียกว่า พรรคการเมืองกลายเป็นอวตารใหม่ของงระบบอุปถัมภ์ สิ่งอุปถัมภ์ใหม่คือเงินของนายทุนนั่นเอง

ขณะนี้ดูเหมือนความรู้สึกที่ถวิลหาการเลือกตั้งแบบตะวันตกของกลุ่มก้าวหน้าเดิมน่าจะหมดไปแล้ว และกำลังก้าวหน้าไปสู่คนส่วนใหญ่ของประเทศ ที่ถูกเอาเปรียบ ความรู้สึกดังกล่าวเกิดขึ้นเพราะอาการหวงอำนาจรัฐของกลุ่มที่กำลังเสวยอำนาจอยู่ ทำให้ผู้อยู่ใต้อำนาจการปกครองมองเห็น เมื่อเขามองเห็นและรู้การเอาเปรียบของกลุ่มมีอำนาจอยู่ จึงเกิดความคิดแย่ง เพราะโดยความจริงแล้วชนวรรณะต่ำ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มพ่อค้า ไม่ว่าจะเป็นวรรณะศูทร ที่เคยยอมสยบชนชั้นปกครองที่มีอาวุธเป็นฐานอำนาจ ไม่หาญคิดใฝ่สูงเลย

แต่เมื่อถูกเอาเปรียบมากขึ้น มองเห็นอาการหวงอำนาจของชนกลุ่มนี้มากขึ้น อีกทั้งกลุ่มของตนถูกคนกลุ่มดังกล่าวด่าบ้าง ถูกประณามบ้างว่า โง่ จน เจ็บ สิ่งที่ไม่เคยคิดจึงได้คิดขึ้น ซึ่งความจริงแล้วกลุ่มคนด้อยโอกาสแถมเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศด้วย จะถูกคนทั้งสามกลุ่มด่าว่า โง่ จน และเจ็บ เป็นประจำ ถามว่า เพราะอะไร? ก็เพราะกลุ่มที่มีอาวุธเป็นฐานอำนาจ กับกลุ่มที่มีเงินเป็นฐานอำนาจ ต่างเยื้อแย่งคนกลุ่มด้อยโอกาสมาเป็นฝ่ายตน มาสนับสนุนตน

ตัวอย่างเช่น บางคราว เมื่อกลุ่มที่มีอาวุธเป็นฐานอำนาจได้อำนาจรัฐ จะด่ากลุ่มรากหญ้าว่า อย่าโง่ให้เขาเอาเงินมาจูงจมูกอีกนะ เขาช่วยให้คุณมีที่ดินเพิ่มขึ้นหรือไม่ เขามีอำนาจ แต่คุณก็ยังจนเหมือนเดิม บางคราวกลุ่มคนรากหญ้า มีความสามารถมาก คนในพรรคสนับสนุนให้คนดังกล่าวเป็นนายกฯ คนมีเงินถามว่า คุณมีเงินไหม เท่านั้นเอง คนผู้นั้นไม่ได้เป็นนายกฯ เจ็บไหม! เขาหวังให้คุณช่วยเขาฝ่ายเดียวเท่านั้น

ขณะเดียวกัน กลุ่มที่มีเงินเป็นฐานอำนาจ ก็ตะโกนด่าชนด้อยโอกาส ว่าอย่าโง่ให้เขาเอาเปรียบอีกนะ เห็นไหม? เขาเอาเปรียบด้วยการสร้างกฎกติกา เขาอ้างว่าเขาจะหาที่ดินให้คนจน แล้วคนจนดีขึ้นหรือไม่ พร้อมกันนั้น กลุ่มคนด้อยโอกาสก็ด่ากันเองว่าโง่ ไม่รู้จักจำ เห็นไหม? ไม่ว่าคนมีอาวุธเป็นฐานอำนาจ หรือคนมีเงินเป็นฐานอำนาจ เมื่อเราสนับสนุนเขาให้ได้อำนาจรัฐ เราก็ยังจนเหมือนเดิม ทำไมเราไม่รวมตัวกันตั้งพรรคการเมืองเพื่อช่วยกลุ่มคนด้อยโอกาสบ้างเล่า! ไม่เจ็บบ้างหรือไร?
เมื่อมีข่าวทางสื่อว่า ทางการจะประชุมวางแผนให้ชาวบ้านหายโง่ หายจนและหายเจ็บ ก็อย่าสนใจมากเลย เขาด่ากันประจำอยู่แล้ว ยิ่งตอนมีเหลืองมีแดง ยิ่งด่ากันมากกว่านี้ จะยกตัวอย่างให้ดู ในช่วงที่เหลืองแดงกำลังเข้มข้น กลุ่มที่เป็นเพื่อนกัน แต่ความเห็นทางการเมืองต่างกัน ก็พยายามรักษาไมตรีกันไว้ โดยไม่พูดการเมือง แต่กะนั้นแต่ละคนก็ด่ากันในใจว่า เฮ้ย! ไอ้เพื่อนคนนี้ทำไมมันช่างโง่จริงวะ! มันก็เห็นโทนโท่อยู่ว่า ชนชั้นปกครองเอาเปรียบประชาชนตลอดเวลา แล้วมันก็ยอมให้เขาเอาเปรียบอยู่ได้ โว้ย!

ส่วนอีกฝ่ายหนึ่ง ก็ด่าเพื่อนในใจว่า เอ! เพื่อนคนนี้ทำไมมันช่างโง่ปล่อยให้เขาเอาเงินมาจูงจมูกอยู่ได้ มันก็มองเห็นอยู่ว่าเขาเอาเงินมาซื้อ ทำไมมันช่างหลงเขาจริง เขาคงให้เงินมันแน่ๆ มันจึงไม่ยอมทิ้งเขา เมื่อไรพวกนี้จะหายโง่เสียที่วะ!

ข้างฝ่ายในกลุ่มข้าราชการก็เหมือนกัน ผู้เป็นนายเมื่ออยู่ฝ่ายไหน ก็ชมฝ่ายนั้น แล้วก็ด่าอีกฝ่าย ส่วนลูกน้องที่มีความเห็นต่างจากหัวหน้า ก็เอออวยตามหัวหน้าไป เพื่อปกปิดความรู้สึกของตน เพราะไม่กล้าแสดงความเห็นต่างจากหัวหน้า คงกลัวไม่ได้สองขั้น แต่ก็อดด่าในใจไม่ได้ว่า ทำไมหนอ! เจ้านายกูถึงได้งมงายอย่างนี้ เขามองไม่ออกเลยหรือว่าชนคนผู้มีอาวุธเป็นฐานอำนาจ เมื่อได้อำนาจแล้วจะร่างกฎกติกาเอาเปรียบประชาชน เพื่อรักษาอำนาจของตนไว้

ที่น่าขำกว่านั้นก็คือ หน่วยงานหน่วยหนึ่ง มีข้าราชการเรือนพัน หน่วยงานนี้มีคนชอบสีเหลืองเกือบทั้งหมด บางคนต้องการแสดงว่าพวกเยอะ จึงเขียนไว้ในลิฟต์ว่า ถิ่นนี้เป็นเหลืองทั้งหมด คนพวกเดียวกันก็เขียนต่อข้างล่างว่า ใช่! ใช่! แต่ก็มีคนหนึ่งคงเห็นต่าง และก็คงเคืองที่เห็นอักษรที่เขียนไว้ในลิฟต์ทุกวันที่ขึ้นลงลิฟต์ จึงได้ใช้ปากกาแดงเขียนเหนืออักษรเหล่านั้นว่า กูแดงโวย! คนนอกไปอ่านแล้วก็อดยิ้มที่มุมปากไม่ได้

ที่ยกเรื่องนี้มาให้อ่านกันได้ เพราะถือว่าทุกวันนี้ความรู้สึกดังกล่าวสงบลงแล้ว การนำมาเล่าจึงกลายเป็นเรื่องขำขันกัน พวกเราคงได้บทเรียนกันแล้วว่า การแตกแยกทางการเมือง เกิดเพราะเมื่อฝ่ายหนึ่งได้เป็นรัฐบาล อีกฝ่ายหนึ่งก็นำมวลชนของตนมาขับไล่ และเมื่อขับไล่สำเร็จ ตนได้เป็นรัฐบาลอีกฝ่ายที่ออกไป ก็นำมวลชนของตนมาขับไล่อีก นี่คือการผูกเวรกันไม่รู้จักสิ้นสุด พวกเราชาวพุทธก็รู้คำสอนที่พระพุทธองค์สอนว่า เวรจะสงบเพราะการไม่จองเวร คือไม่ทำการแก้แค้นกัน

ทุกวันนี้ดูเหมือนเหลืองแดงได้ร่วมมือกัน ต่อต้านกลุ่มผู้มีอำนาจใหม่ หรือพูดง่ายๆ ว่า กลุ่มที่มาระงับเวรเหลืองแดงนั่นเอง ท่านทำดีแล้ว ในการระงับเวรเหลืองแดง แต่ที่ท่านกำลังทำขณะนี้ คือกำลังผลักมิตรให้เป็นศัตรู ถามว่าขณะนี้ใครกลายเป็นมิตรของท่าน ชนชั้นรากหญ้า ที่เขาได้รับประโยชน์จากการทำงานของท่าน เขากลายมาเป็นมิตรของท่าน น่าจะได้คะแนนจากคนกลุ่มนี้บ้าง แต่ถ้าท่านพูดว่า เลือกคนให้ถูกนะ ให้หายโง่นะ นั่นคือ ท่านบอกเขาว่าอย่าให้เขาซื้อตัวไปอีกนะ

คำพูดคำนี้ใครก็รู้ว่าหมายถึงอะไร ไม่ผิดดอกที่หลายคนจะเดาว่าท่านไม่ให้ไปเลือกพรรคพรรคหนึ่ง ที่เคยได้อำนาจ คำคำนี้แม้จะทำให้พรรคนั้นไม่พอใจ แต่ก็ถือเป็นศัตรูกันทางการเมือง ไม่รุนแรงอะไรมาก แต่กลุ่มที่กำลังจะช่วยท่านเขาจะเปลี่ยนไป เพราะใครๆ ก็ไม่อยากให้ใครมาต่อว่าตน ว่าถูกซื้อมาด้วยเงิน เขาลงคะแนนให้เพราะนโยบายของพรรคต่างหากเล่า เขาไม่ได้ลงคะแนนให้เพราะถูกซื้อ นี่คือท่านกำลังผลักมิตรให้เป็นศัตรู ถ้าอยากได้คะแนนจากกลุ่มด้อยโอกาส ก็หยุดด่าคนที่เขานิยมเสีย เฉยไว้ดีที่สุด

อีกอย่างหนึ่งก็คือ ควรหยุดเลื่อนการเลือกตั้งด้วย เพราะกิริยาที่เลื่อนแล้วเลื่อนอีก ประชาชนเขามองว่าท่านหวงอำนาจ ท่านไม่ยอมให้ประชาชนเลือกผู้ปกครองของเขาเอง พฤติกรรมดังกล่าว นอกจากกลุ่มพ่อค้าจะแย่งอำนาจจากท่านแล้ว ชาวรากหญ้าจะคิดแย่งอำนาจจากท่านด้วย เท่ากับเพิ่มคู่ต่อสู้ถึงสองกลุ่ม

ความขัดแย้งทางการเมืองเกิดขึ้นเพราะผู้มีอำนาจเอาเปรียบและแสดงการหวงอำนาจ ไม่อยากให้อำนาจไปตกในกลุ่มคนอื่น แต่ก็ถูกแย่งไปจนได้ กลุ่มคนที่ได้อำนาจแทนในปัจจุบัน ก็คือกลุ่มพ่อค้า เราจะพบว่าโลกปัจจุบันนี้นิยมประชาธิปไตย นั่นคือระบบใช้เงินเพื่อเอาอำนาจ เราจะลบล้างระบบการใช้เงินได้ก็ต้องไม่ใช้เงินมาสมัครเป็น ส.ส. และเมื่อจะหาเสียง เจ้าตัวต้องอยู่เฉยๆ ให้ทางการประกาศผลงานและความสามารถให้ เหมือนประเทศลาวทำ

ขณะนี้ประชาชนทั่วโลกเริ่มมองออกแล้วว่า นายทุนเมื่อได้อำนาจ ก็หวงอำนาจไว้เฉพาะกลุ่มตนเช่นกัน

สำหรับเมืองไทยกลุ่มรากหญ้าเริ่มมองเห็นการหวงอำนาจของกลุ่มพ่อค้า ตอนที่อดีตผู้อำนวยการทีวีช่องหนึ่ง ไม่ได้เป็นนายก เพราะไม่มีเงิน ดูเหมือนคำทำนายของโบราณาจารย์
ทางพระพุทธศาสนาที่ท่านทำนายว่า คนทั้ง 4 วรรณะจะแย่งอำนาจกันตลอดเวลา ทั่วโลกชนชั้นปกครองลงเวทีไปแล้ว พ่อค้ากำลังได้อำนาจแทน ถ้ากลุ่มพ่อค้าขืนแสดงอาการหวงอำนาจให้เขาเห็น และใช้เงินเอาเปรียบคนด้อยโอกาส ก็จะถูกคนรากหญ้ามายึดอำนาจไป

ดังนั้น ทุกชนชั้นถ้าอยากจะมีอำนาจนานๆ อย่าแสดงการหวงอำนาจและอย่าเอาเปรียบเขามากไปนัก ให้ความเป็นธรรมคือให้เขามีที่อยู่ที่กินพอสมควร ฐานะของทุกท่านจะเป็นมงคลตลอดไป

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้คนรวยและคนจนในประเทศไทย โดย สมหมาย ภาษี
บทความถัดไปเลขาฯศาลแจงสร้างบ้านพัก ขรก. ศาลเชียงใหม่ทำถูกต้อง เตรียมปลูกป่าเพิ่มสีเขียว