“วสท.”ห่วงรพ.รัฐหากเกิดไฟไหม้-เหตุเป็นตึกเก่าทางหนีไฟไม่พอ

นายธเนศ วีระศิริ นายกสมาคมวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) เปิดเผยภายในงานสัมมนาเรื่อง “บทเรียนเพลิงไหม้อาคารสูง ซอยเพชรบุรี 18 และแนวทางการป้องกันอัคคีภัยในอาคารเก่า” ว่า ในกรุงเทพฯ มีอาคารเก่าจำนวนมาก จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่เจ้าของอาคาร ผู้บริหารจัดการอาคาร และผู้อาศัยต้องตระหนักถึงการสร้างความปลอดภัย และการปฏิบัติตนให้ปลอดภัยจากอัคคีภัย โดยเฉพาะเจ้าของอาคารที่ต้องเลือกอุปกรณ์หรือระบบป้องกันอัคคีภัยที่จำเป็นสำหรับอาคารแต่ละประเภท โดยตระหนักถึงช่องผนังในอาคาร วัสดุกันไฟ เส้นทางหนีไฟ และระบบป้องกันอัคคีภัย อีกทั้งภาครัฐควรร่างกฎหมายให้เหมาะสมกับเหตุการณ์ จัดให้มีการอบรมผู้เชี่ยวชาญมากขึ้น รวมถึงการลดภาษีสำหรับเจ้าของอาคารที่จะลงทุนปรับปรุงระบบป้องกันอัคคีภัย หรือให้รางวัลอาคารที่มีระบบป้องกันอัคคีภัยดีเด่น จะช่วยกระตุ้นให้เกิดการตระหนักอีกทางหนึ่ง

นายพิชญะ จันทรานุวัฒน์ เลขาธิการและที่ปรึกษาคณะกรรมการสาขาวิศวกรรมป้องกันอัคคีภัย วสท. กล่าวว่า อาคารแต่ละประเภทมีความเสี่ยงจากอัคคีภัยแตกต่างกัน อาทิ หอพัก โรงแรม หรืออาคารที่อยู่อาศัยรวม จะมีความเสี่ยงของผู้เสียชีวิตสูงสุดจากความแออัด ยิ่งในเวลากลางคืนที่ผู้อยู่อาศัยหลับก็จะรับรู้เหตุได้ช้า โรงพยาบาลก็มีความเสี่ยงเช่นกัน เนื่องจากมีผู้ป่วยที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ แต่โรงพยาบาลมีการทำงาน 24 ชั่วโมง จึงมีการระแวดระวังภัยอยู่เสมอ หรือในอาคารศูนย์การค้าที่เป็นพื้นที่เปิดโล่ง จึงไม่มีความเสี่ยงในการเสียชีวิตมากนัก ทั้งนี้ ผู้ตรวจสอบอาคาร เจ้าหน้าที่รัฐและผู้อยู่อาศัยต้องเข้าใจในบริบทการอยู่อาศัยแต่ละพื้นที่ ซึ่งอาคารแต่ละประเภทจำเป็นต้องมีมาตรการการป้องกันอัคคีภัยที่แตกต่างและสอดคล้องกับความเสี่ยงอย่างเหมาะสม

นางสาวบุษกร แสนสุข ประธานคณะกรรมการวิศวกรรมความปลอดภัยด้านอัคคีภัย วสท. กล่าวว่า อาคารเก่ามักมีอุปกรณ์ป้องกันอัคคีภัยที่เสื่อมตามอายุการใช้งาน จึงต้องจัดให้มีการตรวจสอบ เพื่อประเมินความเสี่ยง อย่างน้อยต้องมีระบบป้องกันอัคคีภัย ตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ควบคุมอาคารเก่า กฎกระทรวงฉบับที่ 47 พ.ศ. 2540 ซึ่งเป็นกฎหมายย้อนหลังให้ทั้งอาคารขนาดเล็ก ขนาดใหญ่ ขนาดใหญ่พิเศษ อาคารสูง ต้องมีระเบียบ ดังนี้ 1.อาคารที่มีความสูงตั้งแต่ 4 ชั้นขึ้นไป ให้ติดตั้งบันไดหนีไฟที่ไม่ใช่ในแนวดิ่งเพิ่มจากบันไดหลัก 2.ติดตั้งระบบแจ้งเหตุเพลิงไหม้ ประกอบด้วยอุปกรณ์ตรวจจับอัตโนมัติ อุปกรณ์แจ้งเหตุด้วยมือ และอุปกรณ์ส่งสัญญาณแจ้งเตือนภัยให้ได้ยินทั่วถึงทั้งอาคาร 3. ติดตั้งไฟแสงสว่างฉุกเฉินและมีป้ายบอกชั้นและทางหนีไฟ 4.ติดตั้งเครื่องดับเพลิงมือถือ 5.ติดตั้งแผนผังอาคารแต่ละชั้นให้แสดงตำแหน่งห้องทางออก อุปกรณ์ดับเพลิง และมีแผนผังของอาคารทุกชั้นเก็บไว้ที่ชั้นล่างของอาคาร 6.ติดตั้งระบบป้องกันฟ้าผ่า

“บุคลาการทางวิศวกรรมป้องกันอัคคีภัยนั้นยังมีไม่มาก แต่ก็มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากการศึกษาระดับปริญญาตรี ยังไม่มีหลักสูตรวิศวกรรมป้องกันอัคคีภัยโดยตรง แต่มีในระดับปริญญาโท ทั้งนี้ วสท. ก็ได้ตั้งคณะกรรมการรวบรวมผู้เชี่ยวชาญ เพื่อเผยแพร่ความรู้ให้ได้มากที่สุด” นางสาวบุษกรกล่าว และว่า สิ่งที่กลัวที่สุดคือการเกิดเพลิงไหม้ในโรงพยาบาลของรัฐที่เป็นอาคารเก่า และมีผู้ป่วยช่วยเหลือตัวเองไม่ได้จำนวนมาก อีกทั้งลักษณะอาคารยังคล้ายคลึงกับอาคารสูง ซอยเพชรบุรี 18 ที่เพิ่งเกิดเหตุเพลิงไหม้ เนื่องจากทางหนีไฟไม่พอ ช่องเปิดต่างๆ ในตัวอาคารมีมากทำให้ควันแพร่กระจายได้รวดเร็ว หากเกิดเหตุเพลิงไหม้ คาดว่าจะมีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตสูง ซึ่ง วสท. จะเร่งขับเคลื่อนวางมาตรฐานโรงพยาบาลให้เสร็จสิ้นภายในปี 2561 นี้

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้ศึกษาเพิ่มเงินอุดหนุนรายหัวร.ร.เอกชน
บทความถัดไปปูเสื่อรอเลยจ้า! รอมแพงโพส เตรียมชมบุพเพฯ เวอร์ชันหนัง-ละครเวที