‘ประชาชาติ’ขอเปิดประชุมพรรค 4 ส.ค. เน้นนโยบายแก้ปัญหาภาคใต้วาระแห่งชาติ

เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม นายสุรพล นาควานิช ผู้ยื่นคำขอจัดตั้งพรรคประชาชาติเปิดเผยว่า ขณะนี้ได้รวบรวมผู้แสดงความจำนงร่วมก่อตั้งพรรคประชาชาติ พร้อมตรวจสอบคุณสมบัติ เอกสารไว้แล้ว 800 คน ประกอบด้วยประชาชนทุกภูมิภาค และได้มีหนังสือถึงหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพื่อขออนุญาตจัดประชุมใหญ่ตามที่กฎหมายกำหนดไว้ในวันที่ 4 สิงหาคม ที่จังหวัดปัตตานี ส่วนเรื่องนโยบายจากการพูดคุยแลกเปลี่ยน รวบรวมข้อเสนอจากหลายฝ่าย สรุปเป็นกรอบความคิดที่จะกำหนดเป็นนโยบายคือ ในส่วนการบริหารองค์กรพรรคประชาชาติ จะให้ความสำคัญกับบทบาท อำนาจหน้าที่ของสาขาพรรคเป็นอันดับแรกเพราะอยู่ใกล้ชิดกับประชาชนมากที่สุด ส่วนเรื่องการบริหารราชการแผ่นดิน จะเน้นการถ่ายโอนอำนาจ กระจายอำนาจ คืนอำนาจให้ประชาชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยสนับสนุนและเปิดโอกาสให้มีเขตปกครองพิเศษลักษณะ กทม. พัทยา หรือแบบอื่นๆ ที่รัฐธรรมนูญให้กระทำได้ ซึ่งไม่ใช่รัฐอิสระ หรือการแบ่งแยกดินแดน หรืออาณานิคม ขึ้นอยู่กับข้อเสนอของประชาชนในเขตพื้นที่นั้นๆ โดยมองเขตพื้นที่เป้าหมายที่น่าจะเป็นไปได้ เช่น เขตเชียงใหม่+เชียงราย เขตภูเก็ต+พังงา เขตสมุย+พะงัน+พื้นที่เกาะ ทะเลโดยรอบ เขตระยอง+ตราด เขตนครราชสีมา เขตอุบลราชธานี เขตอุดร+หนองคาย เขตยะลา+ปัตตานี+นราธิวาส

นายสุรพลกล่าวอีกว่า ส่วนด้านการพัฒนาจะเน้นการพัฒนาคนเป็นอันดับสำคัญ มุ่งเน้นให้คนไทยทุกหมู่เหล่า ทุกพื้นที่ ยอมรับความแตกต่าง เห็นคุณค่าของความหลากหลาย มีทัศนคติที่ดีต่อกัน รักผูกพัน มีระเบียบวินัยในตนเอง เคารพสิทธิเสรีภาพของตนและผู้อื่น ซื่อสัตย์สุจริต มีจิตสาธารณะ มีเหตุผล ยอมรับการเปลี่ยนแปลง เป็นพลเมืองดีของประเทศและเป็นพลโลกที่มีคุณภาพ ให้การศึกษา เป็นสิทธิเสรีภาพของบุคคล โรงเรียน สถานศึกษา และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จะร่วมกันรับผิดชอบจัดบริการการศึกษาเพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนได้เลือกศึกษาอบรมตามความต้องการ และทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก

“นโยบายที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ ปัญหาในจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นปัญหาของประเทศ เป็นวาระแห่งชาติ เปรียบเสมือนคนเราที่เป็นโรคกระดูกทับเส้น ปวดเจ็บที่ขาขวา แม้จะเพียงข้างเดียวแต่สุดจะทรมานเจ็บปวด มีผลต่อการดำรงชีพ ซึ่งไม่สามารถแก้ไขรักษาได้เพียงใช้เงินหรือกระสุน สิ่งจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องแก้ไขคือ การปรับทัศนคติให้คนนอกพื้นที่ได้เห็นความจริง เข้าใจ เข้าถึงหัวอกหัวใจของคนในพื้นที่ และเปิดโอกาสให้คนในพื้นที่ได้รับรู้สัมผัสความรู้สึกที่ดีๆ ความเข้าใจที่ถูกต้องของคนนอกพื้นที่ และให้โอกาสการพัฒนาระหว่างคนในพื้นที่และนอกพื้นที่ร่วมกันตามควรแก่กรณี มิใช่ใช้วิธีการสร้างภาพให้ประชาชนในพื้นที่เป็นผู้ร้าย ขณะเดียวกันให้กองกำลังติดอาวุธสงครามของรัฐเป็นพระเอก โดยปล่อยให้ผลประโยชน์ตกอยู่กับผู้มีอิทธิพล เป็นละครโรงใหญ่ จนผู้ชมเกิดทัศนคติที่ผิดๆ ฝังลึกในจิตใจระหว่างประชาชนกับประชาชน และระหว่างประชาชนกับรัฐมานานอย่างต่อเนื่อง สภาพที่เป็นอยู่ นอกจากจะไม่รู้จักเขา ไม่รู้จักเราแล้ว ยังมองเขา มองเรา ไม่ตรงความจริงอีกด้วย” นายสุรพลกล่าว

นายสุรพลกล่าวว่า หลักการโดยสรุปของนโยบายเชิงบริหารประเทศ เราเห็นว่ารัฐบาลกลางควรทำงานแต่น้อยในภาพรวม ให้โอกาสแก่ประชาชน คนเก่ง ท้องถิ่น มีอิสระ สร้างสรรค์งาน ตามศักยภาพ ความถนัด วัฒนธรรม โดยรัฐบาลกลางให้การสนับสนุนคุ้มครอง กำกับการใช้กฎหมายอย่างเสมอภาค ให้ความเป็นธรรม ช่วยเหลือสงเคระห์ในจุดอ่อน โดยรัฐสร้างบรรยากาศ ความรัก เสรีภาพ ยุติธรรม มีทัศนคติที่ดีต่อประชาชนทุกพื้นที่ ยอมรับและเห็นคุณค่าของความหลากหลายทางวัฒนธรรม และมุ่งพื้นที่เป้าหมายแห่งการพัฒนาที่หมู่บ้าน ชุมชน ตำบล ท้องถิ่น

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้อิคิไก … เหตุผลที่ (จะ)ไม่เกลียดเช้าวันจันทร์
บทความถัดไปกรมอุตุฯ ประกาศประเทศไทยเข้าสู่ฤดูฝนแล้ว