‘ขนมจีนคลุกน้ำปลา’ลากไส้ ‘ครูไร้สำนึก’ ไม่แปลกใจ!! เด็กไทยประสบปัญหา’ผอม-อ้วน-เตี้ย-ไอคิวต่ำ’

ทำเอาช็อกกันไปตามๆ กัน กับเมนูอาหารกลางวันสำหรับเด็กปฐมวัยโรงเรียนบ้านท่าใหม่ จ.สุราษฎร์ธานี ที่ต้องกิน “ขนมจีนคลุกน้ำปลา” มานานถึง 3 ปี

จากประเด็นดังกล่าวนำมาซึ่งการเข้าตรวจสอบเอกสารรายงานจัดซื้อวัสดุเครื่องบริโภคเพื่อประกอบอาหารกลางวัน และสั่งย้ายผู้อำนวยการโรงเรียนในที่สุด

และยิ่งสาวเรื่องยิ่ง “ปูด” ล่าสุด เพจปฏิบัติการหมาเฝ้าบ้าน ได้ออกมาแฉลากไส้ “ผอ.คนเดียวกันนี้” อีกว่า นอกจาก “จะโกงเงินค่าอาหารกลางวันเด็ก” แล้ว ยังประหนึ่งทำพฤติกรรม “รีดไถเด็ก” ด้วยการให้ครูในโรงเรียนขาย “ขนมปังแผ่นโรยนมข้นและน้ำตาลเม็ดกลมหลากหลายสีสัน” แผ่นละ 5 บาท!!!

เกิดอะไรขึ้นกับวงการศึกษาไทย และเกิดอะไรขึ้นกับ “แม่พิมพ์ของชาติ” ที่ถึงได้เอารัดเอาเปรียบได้แม้กระทั่ง “เด็กเล็กๆ”

ทั้งที่ “เด็กปฐมวัย” เป็นวัยที่ควรได้รับสารอาหารอย่างครบถ้วนทั้ง 5 หมู่ เพราะเป็นช่วงที่มีการเจริญเติบโตในทุกด้าน อาหารจึงเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยพัฒนาทั้งด้านร่างกายและสมอง เพราะถ้าเด็กวัยนี้ได้รับสารอาหารไม่เพียงพอหรือไม่เหมาะสม จะส่งผลทำให้เด็กร่างกายแคระแกรน สติปัญญาทึบ ไม่มีความพร้อมในการเรียน ประสิทธิภาพในการเรียนรู้และการทำงานต่ำ

แล้วมาลองพิจารณาดูสารอาหารที่เด็กได้รับจาก “ขนมจีน” และ “น้ำปลา”

ข้อมูลจากเว็บไซต์ calforlife.com ระบุว่า

“เส้นขนมจีน” ประมาณ 100 กรัม ให้พลังงานทั้งหมด 80 กิโลแคลอรี่, โปรตีน 0 กรัม, คาร์โบไฮเดรต 25 กรัม, ไขมัน 0 กรัม

“น้ำปลา” ปริมาณ 18 กรัม ให้พลังงานทั้งหมด 7 กิโลแคลอรี่, โปรตีน 0.9 กรัม, คาร์โบไฮเดรต 0.7 กรัม, ไขมัน 0 กรัม

สรุปว่า เมนูขนมจีนคลุกน้ำปลา เด็กน้อยได้สารอาหารจาก คาร์โบไฮเดรต 25.07 กรัม และโปรตีน 0.9 กรัม

นี่คือ สารอาหารที่เด็กได้รับจากอาหารกลางวันโรงเรียน ไม่ครบ 5 หมู่ แถมยังไม่มีประโยชน์ต่อสมองและร่างกายเลย

เห็นความจริงอย่างนี้ ไม่แปลกใจจริงๆ ที่ประเทศไทยประสบ “ปัญหาผอม อ้วน เตี้ย ไอคิวต่ำ” ยังคงคุกคามสุขภาพเด็กไทย สาเหตุสำคัญเกิดจากพฤติกรรมทางอาหารและโภชนาการที่ไม่ถูกต้องเหมาะสม

ปัญหาเหล่านี้ ยังคงเรื้อรังส่วนหนึ่งมาจาก “แม่พิมพ์ของชาติ” บางคนที่ไร้จิตสำนึก

ว่ากันเรื่องโภชนาการ ฝ่ายโภชนาการ โรงพยาบาลศิริราช ได้เผยแพร่ความรู้ไว้ว่า เด็กวัยเรียน ควรได้รับพลังงานจากอาหาร 1,600 กิโลแคลอรี่
1. ควรจัดอาหารหลักให้เด็กบริโภคครบทั้ง 3 มื้อ ไม่ควรเว้น มื้อใดมื้อหนึ่ง โดยเฉพาะมื้อเช้า
2. ควรจัดอาหารให้ครบถ้วนได้สัดส่วนและเพียงพอกับความต้องการของร่างกายเด็ก
3. ควรให้เด็กบริโภคอาหารตรงเวลา ไม่ควรให้เด็กรับประทานขนมจุบจิบ
4. ควรจัดอาหารว่างให้เด็กบริโภคตอนสายและตอนบ่าย
5. ในแต่ละมื้อไม่ควรจัดให้มีอาหารจำพวกแป้งและน้ำตาลอย่างเดียวเท่านั้น ควรพยายามจัดสารอาหารให้ครบหมู่

สำหรับอาหารที่ควรหลีกเลี่ยงไม่เหมาะสมกับเด็ก ได้แก่ อาหารหมักดอง เนื้อสัตว์ปรุงไม่สุก อาหารรสจัด น้ำอัดลม ชา กาแฟ ขนมหวาน ขนมกรุบกรอบ อาหารพวกนี้จะทำให้เด็กอิ่มและไม่บริโภคอาหารมื้อหลัก ทำให้เด็กได้รับสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายน้อย

ทั้งหมดทั้งมวลนี้ แม้จะหดหู่กับสิ่งที่เกิด แต่ก็ต้องยอมรับว่า เพราะโป๊ะแตก “ขนมจีนคลุกน้ำปลา” นำมาซึ่งการตรวจสอบอาหารกลางวันโรงเรียนในระดับชาติ ผู้ปกครองให้คนสนใจ สื่อให้ความสำคัญ และรัฐไม่นิ่งนอนใจ

ก็หวังว่า “โป๊ะแตก” ครั้งนี้ จะนำมาซึ่ง “ความเปลี่ยนแปลง” ไปในทางที่ดี “เด็กไทย” ได้รับสารอาหารครบถ้วน เพราะอนาคตของชาติก็ฝากไว้ที่พวกเขาทั้งหลาย

ถ้าไม่อย่างนั้นแล้ว…

อนาคตของชาติจะเป็นอย่างไร คงพอประเมินกันได้

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้มติชนเชิญร่วมแสดงความคิดเห็น ‘แพร่ภาพ สนช.นั่งหลับ สร้างความขัดแย้งจริงหรือ’
บทความถัดไป“เซาธ์เกต” ชมฟอร์ม “แรชฟอร์ด” แต่ไม่รับปากตัวจริง หลังอังกฤษอุ่นชนะ คอสตาริกา 2-0