อดีตบอร์ดสปสช. ชี้ ‘ร่างรธน.มีชัย’ ด้านสุขภาพแย่ที่สุดเท่าที่มี

นิมิตร์ เทียนอุดม

นายนิมิตร์ เทียนอุดม ผู้อำนวยการมูลนิธิเข้าถึงเอดส์ และอดีตกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ กล่าวถึงสิทธิการรักษาพยาบาลและบริการสุขภาพในร่างรัฐธรรมนูญ ปี 2559 ฉบับ นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ซึ่งอยู่ระหว่างการเตรียมลงประชามติทั่วประเทศ ว่า ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เมื่อดูในส่วนด้านสุขภาพ ต้องบอกว่าแย่ที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับรัฐธรรมนูญ ปี 2540 และ 2550 รวมถึงร่างของนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ที่ตกไปก่อนหน้านี้ เพราะเป็นฉบับที่ผู้ร่างนอกจากไม่สนใจเรื่องระบบสุขภาพของประเทศแล้ว ยังสนับสนุนความเหลื่อมล้ำในระบบหลักประกันสุขภาพ โดยยังคงพูดถึงเรื่องความยากจน ซึ่งคนยากไร้เท่านั้นที่ได้รับบริการจากรัฐ เรียกว่ายังคงใช้วิธีคิดสงเคราะห์แบบเดิมๆ

“สิ่งที่น่ากังวลมากที่สุด คือมีการลิดรอนสิทธิของภาคเอกชน และประชาชนในการเข้ามีส่วนร่วมจัดบริการสุขภาพ ซึ่งเดิมรัฐธรรมนูญปี 2550 ได้เคยระบุได้ชัดเจนในมาตรา 80 (2) ที่สนับสนุนและส่งเสริมให้ให้เอกชนและชุมชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาสุขภาพและการจัดบริการสาธารณสุข แต่ร่างรัฐธรรมนูญของนายมีชัย กลับมีการตัดเรื่องเหล่านี้ออกหมด เท่ากับว่าการร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ได้มุ่งไปสู่การปฎิรูปรัฐธรรมนูญเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ อีกทั้งระบบสุขภาพไม่ใช่แค่เรื่องของหมอและกระทรวงสาธารณสุขเท่านั้น ตรงนี้ถือว่าเป็นเรื่องที่น่าเสียดายมาก” นายนิมิตร์ กล่าว

นายนิมิตร์ กล่าวอีกว่า เริ่มปฏิรูปประเทศตั้งแต่ปี 2540 และต่อมาได้เกิดระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าในปี 2545 โดยในรัฐธรรมนูญปี 2550 ได้มีการระบุถึงการจัดบริการและการเปิดให้มีส่วนร่วมทั้งจากภาคเอกชน ประชาชน และชุมชน ซึ่งมีรัฐบาลคอยสนับสนุนและส่งเสริม เป็นการดึงทรัพยากรทุกอย่างเข้ามาร่วมและช่วยกันในระบบสุขภาพของประเทศ นับเป็นวิวัฒนาการของระบบสุขภาพประเทศ แต่รัฐธรรมนูญฉบับนี้นอกจากลิดรอนสิทธิประชาชนด้านสุขภาพ ยังถอยหลังกลับไปก่อนปี 2540 ซึ่งล้าหลังมาก

ผู้สื่อข่าวถามว่า ในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่เตรียมลงประชามตินี้ ภาคประชาชนได้เข้ามีส่วนร่วมหรือไม่ นายนิมิตร์ กล่าวว่า ฉบับของนายมีชัยต้องบอกว่าภาคประชาชนเกือบไม่ได้เข้าไปมีส่วนร่วม แม้ว่าที่ผ่านมา จะได้เข้าไปให้ความเห็นไว้ แต่ความเห็นเหล่านั้นไม่ได้ถูกนำมาใส่ในฉบับสุดท้ายที่กำลังจะลงมตินี้  ต่างจากฉบับของนายบวรศักดิ์ที่เขียนเรื่องนี้ไว้ดีมาก มองการเข้าถึงระบบสุขภาพของประชาชนเป็นเรื่องของสิทธิ ไม่ใช่ยากไร้ ดังนั้นในด้านสุขภาพควรใช้เนื้อหาร่างของนายบวรศักดิ์มากกว่า

“เนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญฉบับนายมีชัยมีแนวโน้มที่น่ากังวล เพราะมีเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญที่ไม่เคารพต่อสิทธิประชาชนที่ต้องได้รับการดูแลจากรัฐทั่วถึงและเท่าเทียม เพราะการที่ระบุไว้ว่า บุคคลผู้ยากไร้ย่อมมีสิทธิได้รับบริการสาธารณสุขของรัฐโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายตามที่กฎหมายบัญญัติ เท่ากับเป็นการเขียนเช็คเปล่าให้กับระบบ ให้กับนักการเมืองที่จะก้าวขึ้น หากเมื่อไหร่กังวลว่างบประมาณของประเทศว่าจะถูกใช้ด้านการรักษาพยาบาลมากไป ก็ไม่ต้องมีพันธะผูกพันการจัดสวัสดิการรักษาพยาบาลให้กับประชาชน และอาจให้มีการเรียกเก็บเงินได้ ประเด็นนี้เป็นเรื่องที่น่ากลัว และระบบจะกลับไปสู่การสงเคราะห์หรือไม่สงเคราะห์ก็ได้” นายนิมิตร์ กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า เป็นไปได้หรือไม่ว่าจะมีการร่วมจ่ายในระบบสุขภาพ นายนิมิตร์ กล่าวว่า เรื่องการร่วมจ่ายเป็นการมโนที่คิดเองว่าระบบหลักสุขภาพของประเทศจะต้องใช้เงินมาก และคิดว่ารัฐบาลจะต้องแบบรับภาระงบประมาณ เป็นวิธีคิดที่ถูกครอบงำโดยชนชั้นนำในสังคมที่คิดว่าตนเองถูกรีดภาษีไปเพื่อช่วยคนจน และระบบวิธีคิดนี้ได้ไปครอบงำการร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่ผู้ร่างขาดความเข้าใจในระบบสุขภาพ ทั้งที่งบประมาณประเทศเป็นความชอบธรรมที่จะนำมาเพื่อดูแลรักษาพยาบาลให้กับประชาชน ซึ่งไม่เกินกำลังการจัดเก็บรายได้ภาครัฐที่จะนำมาสนับสนุนได้ ทำให้เนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญออกมาแบบนี้

“ต้องบอกว่าเราไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ และคงต้องสู้กัน โดยเฉพาะประเด็นที่ระบุว่าคนจนมีสิทธิรับบริการจากรัฐ เนื่องจากเรายังมี พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ การร่างรัฐธรรมนูญจึงต้องยึดโยงกับกฎหมายที่มีด้วย รวมไปถึงกฎหมายฉบับอื่นๆ ที่ระบุถึงความเท่าเทียมด้านสุขภาพ ซึ่งต้องยืนยันว่าทุกคนมีสิทธิเสมอภาคเท่าเทียมกันที่จะได้รับบริการสุขภาพจากรัฐ ดังนั้นเมื่อร่างรัฐธรรมนูญเขียนไว้ไม่ดี เราต้องไม่ยอมจำนนต่อร่างรัฐธรรมนี้ฉบับนี้ และทางภาคประชาชนก็จะหารือเรื่องนี้ว่าจะเดินหน้าอย่างไร”นายนิมิตร์ กล่าว