เมื่อ “พี่ป้อม” งอน “บิ๊กหมู” จากปฏิบัติการเชือด “บิ๊กโด่ง-ผู้พันต๋อง-ผู้การไก่”

เมื่อ "พี่ป้อม" งอน "บิ๊กหมู" จากปฏิบัติการเชือด "บิ๊กโด่ง-ผู้พันต๋อง-ผู้การไก่" ถึง ศึกใน "พระวิหาร" กับการ จัดทัพ ทบ.

เมื่อ “พี่ป้อม” งอน “บิ๊กหมู” จากปฏิบัติการเชือด “บิ๊กโด่ง-ผู้พันต๋อง-ผู้การไก่” ถึง ศึกใน “พระวิหาร” กับการ จัดทัพ ทบ.

แม้จะเป็น น้องรักของ บิ๊กป้อม พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม พี่ใหญ่แห่งบูรพาพยัคฆ์

แต่ บิ๊กหมู พลเอกธีรชัย นาควานิช ผบ.ทบ. ก็ดูจะทำอะไร แบบไม่ปรึกษาหารือ พี่ใหญ่ หรือไม่แจ้งให้พี่ใหญ่รับทราบก่อน มาหลายครั้งหลายหน

ตั้งแต่การก่อศึกกับ บิ๊กโด่ง พลเอกอุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหม ในวันแรกที่ ขึ้นเป็น ผบ.ทบ. 1 ตุลาคม 2558 เลยทีเดียว

ทั้งการปรับภูมิทัศน์ บก.ทบ.ใหม่ ยกเลิกในสิ่งที่ พลเอกอุดมเดชทำไว้ทั้งหมด รวมถึงการยกเลิกคำสั่งบิ๊กโด่งที่ให้ ผู้การโจ้ อดีต พันเอกคชาชาต บุญดี ผบ.ป.1 รอ. ไปเป็น รอง ผบ.มทบ.11 และออกคำสั่งใหม่ เด้งเข้ากรุ ส่งไปไกลกลับกองทัพภาคที่ 3 พิษณุโลก

จนตามมาด้วยความวุ่นวาย นานัปการ ยาวจนมาถึง โครงการอุทยานราชภักดิ์ ที่ทำให้รัฐบาล คสช. ซวนเซ

โดยที่ พลเอกธีรชัย ไม่ได้ปรึกษาหารือ พลเอกประวิตร ก่อน เพราะถือว่า เป็นอำนาจของ ผบ.ทบ. และเป็นเรื่องภายใน ทบ.

แต่เมื่อเรื่องบานปลาย ก็ทำให้ พลเอกประวิตร ต้องเตือน พลเอกธีรชัย ต่อหน้าสื่อ ว่า “ใจเย็นๆ”

หรือในอีกครั้งหนึ่ง ก็เรียกพลเอกธีรชัยมาพูดต่อหน้าสื่ออีก ด้วยการถามว่า “เรื่องราชภักดิ์ จบมั้ย” หลังคณะกรรมการของ ศอตช. และ สตง. สรุปว่าไม่พบทุจริต

จนทำให้ พลเอกธีรชัย หน้าเสีย พร้อมกับรีบกล่าวว่า “จบ ครับ”

ทั้งนี้ อาจเป็นเพราะพลเอกประวิตรรู้ดีว่า พลเอกธีรชัยน้องรักคนนี้ นิสัยอย่างไร เพราะอยู่ด้วยกันมาตั้งแต่เป็น นายทหารบูรพาพยัคฆ์หนุ่มๆ

แต่แล้ว พลเอกประวิตร ก็ต้องมาผิดหวังจากการตัดสินใจของน้องรักคนนี้อีกครั้ง

เมื่อ พลเอกธีรชัย เด้ง ผู้พันต๋อง พันเอกวิบูลย์ ศรีเจริญสุขยิ่ง พ้นเก้าอี้ ผบ.พัน.ร.มทบ.11 หน่วยสำคัญกลางกรุง เมื่อแรกขึ้นมาเป็น ผบ.ทบ. เพราะเข้าใจว่า เป็นนายทหารที่ดูแลพลเอกอุดมเดช เพราะบ้านพักของพลเอกอุดมเดช อยู่ในพื้นที่ มทบ.11

แถมเป็นการโยกย้าย ในช่วงที่พลเอกประวิตรเดินทางไปต่างประเทศด้วย เมื่อกลับมาพลเอกประวิตรได้เรียก พันเอกวิบูลย์ มาช่วยงานที่กลาโหม ไม่ได้ไปทำหน้าที่ ผบ.ศูนย์ฝึกนักศึกษาวิชาการ ที่ มทบ.12 จ.สระแก้ว ตามคำสั่ง

ด้วยเพราะรู้กันดีว่า พลเอกประวิตรก็เอ็นดูพันเอกวิบูลย์เหมือนลูกชายคนหนึ่ง จนมีข่าวว่าพลเอกธีรชัยก็โดนพลเอกประวิตร ตำหนิ เรื่องการโยกย้าย โดยไม่ปรึกษา

แต่ พลเอกธีรชัย ก็มีเหตุผลว่า บิกต๊อก พลเอกไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม ต้องการส่ง เสธ.โหล่ พันเอกถิรเดช ลิ้มคุณากูล นายทหารฝ่ายเสธ. มาเป็น ผบ.พัน ร.มทบ.11 เพื่อคุมเรือนจำพิเศษ มทบ.11

จนที่สุด ในการโยกย้ายระดับพันเอกที่ผ่านมา พลเอกธีรชัยก็ต้องชดเชยให้พันเอกวิบูลย์ ด้วยการส่งไปเป็น รอง ผบ.ร.19 ที่กาญจนบุรี ซึ่งก็ถือว่าเป็นหน่วยรบ

แม้ว่า ก่อนหน้านี้มีข่าวว่า พลเอกประวิตรต้องการให้พันเอกวิบูลย์ กลับไปเป็น ผบ.พัน ร.มทบ.11 ตามเดิม เพื่อเป็นการชดเชยที่ถูกโยกย้าย โดยไม่มีความผิด

แต่ทว่า พลเอกธีรชัยเลือกที่จะส่ง พันเอกอภิชา คุณสิงห์ นายทหารติดตามไปเป็น ผบ.พัน ร.มทบ.11 แทน พันเอกถิรเดช น้องรักของบิ๊กต๊อก ไม่ได้ให้พันเอกวิบูลย์กลับไปลงที่เดิม แถมเป็นการลงนามในคำสั่ง ในตอนที่พลเอกประวิตรเดินทางไปต่างประเทศหลายวันอีกแล้ว

ก็ถือว่าพันเอกวิบูลย์ได้เป็น ระดับรองผู้บังคับการกรม ก็ถือว่าได้ตำแหน่งสูงขึ้น พลเอกประวิตรจึงส่งไปปฏิบัติหน้าที่ ที่ พล.ร.9 กาญจนบุรี ตามคำสั่ง

แต่ที่สุด พลเอกธีรชัยก็มาย้ายนายทหารที่ใกล้ชิดพลเอกประวิตร โดยไม่ได้ปรึกษาหรือแจ้งพลเอกประวิตรก่อนอีกครั้ง

นั่นคือ การแด้ง ผู้การไก่ พันเอกธนศักดิ์ มิตรภานนท์ พ้น ผบ.ร.6 โดยออกเป็นคำสั่งพิเศษนอกฤดู ย้ายรวมทั้ง พันเอก ผบ.กรม และพันโท ผู้บังคับกองพัน ด้วยเพราะพันเอกธนศักดิ์ สร้าง “ปราสาทพระวิหาร” จำลองขึ้นบนผามออีแดง อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ

แถมเป็นการเซ็นคำสั่งอย่างรีบร้อน จนทำคำสั่งผิด เขียนเลขตำแหน่งผิด โดยเป็นการย้ายนายทหารที่ได้ชื่อว่าเป็นลูกน้องผู้การไก่ทั้งหมด

ด้วยข้อหาที่พันเอกธนศักดิ์ไม่ได้รายงานผู้บังคับบัญชาเป็นลายลักษณ์อักษร ก่อนการสร้างปราสาทพระวิหารจำลอง นี้

จึงทำให้ พลตรีสนธยา ศรีเจริญ ผบ.พล.ร.6 และ ผบ.กองกำลังสุรนารี เสนอไปยังพลเอกธีรชัยลงโทษ ด้วยการเด้งพ้น ผบ.ร.6 ซึ่งเป็นหน่วยคุมกำลังรบสำคัญที่ดูแลพื้นที่เขาพระวิหาร

โดยในเวลานั้น ข่าวที่สะพัดในกองกำลังสุรนารีระบุว่า ทางกระทรวงการต่างประเทศท้วงติงมา หวั่นจะกระทบความสัมพันธ์ไทยกับกัมพูชา จนทำให้ บิ๊กแช พลโทวิชัย แชจอหอ แม่ทัพภาคที่ 2 ต้องยอมรับว่า ถูกทักท้วงมา

ส่วนการย้าย พันเอกธนศักดิ์เป็นเรื่องของผู้ใหญ่

ทั้งนี้ ทหารในพื้นที่รู้กันดีว่าพันเอกธนศักดิ์มีความขัดแย้งส่วนตัวกับพลตรีสนธยา มานาน

อีกทั้งพันเอกธนศักดิ์ก็เป็นนายทหารน้องรักของ บิ๊กเยิ้ม พลเอกธวัชชัย สมุทรสาคร อดีตแม่ทัพภาคที่ 2 เพื่อนรัก ตท.12 ของ บิ๊กตู่ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี

และสนิทสนมกับพลเอกประวิตรอีกด้วย จนทำให้เขาเป็นนายทหารระดับผู้บังคับการกรมคนเดียวใน ทบ. ที่ได้เป็นสมาชิก สปช. และจนมาเป็น สมาชิก สปท.

จึงอาจทำให้พันเอกธนศักดิ์ที่เป็นจับตาจับจ้อง และจับผิดในทุกฝีก้าว

อีกทั้งการสร้างปราสาทพระวิหารจำลองนี้ ก็เป็นการข้ามหน้าข้ามตา ผบ.กกล.สุรนารี เพราะเขาไม่ได้รายงานหรือขออนุญาตก่อน

แต่ด้วยเหตุที่พันเอกธนศักดิ์คิดว่า การสร้างปราสาทจำลองเป็นเรื่องเล็กๆ เพราะเคยสร้างมาแล้วในกรมทหารพรานที่ 23 จึงไม่ได้ทำเป็นหนังสือลายลักษณ์อักษรใหญ่โต

แต่ได้รายงานด้วยวาจา ให้พลโทวิชัยตั้งแต่ยังเป็นแม่ทัพน้อยที่ 2 ก่อนขึ้นเป็นแม่ทัพภาคที่ 2 เสียอีก เพราะการก่อสร้างปราสาทจำลองนี้ใช้เวลานานกว่า 5 เดือน

อีกทั้งได้รายงานพลเอกประวิตรก่อนแล้ว แถมทั้งเรียนเชิญพลเอกประวิตรเป็นประธานโครงการก่อสร้าง และมีแผนให้พลเอกประวิตรไปเยี่ยมทหารชายแดนเขาพระวิหาร และไปเปิดศูนย์ศึกษาประวัติศาสตร์เขาพระวิหาร และปราสาทจำลองนี้ด้วย

แต่ข้อมูลเหล่านี้ พลเอกธีรชัยไม่ได้รับรู้ เมื่อพบว่ามีการทักท้วงมาจาก “ผู้ใหญ่” และคนบางกลุ่มว่าไม่ควรสร้างปราสาทจำลองนี้ เพราะเกรงจะกระทบสัมพันธ์กัมพูชา ก็จึงสั่งปิดผ้าดำคลุมปราสาทจำลองทั้งหมด และลงโทษนายทหารที่เกี่ยวข้องในการสร้าง

ทั้งๆ ที่พันเอกธนศักดิ์บริจาคเงินเดือนจากการเป็น สปช. และปัจจุบันเป็น สปท. เกือบ 3 ล้านบาท รวมทั้งปูนซีเมนต์และทรายบริจาคของเจ้าของร้านวัสดุก่อสร้างในพื้นที่ที่ต้องการมีส่วนร่วมอีกราวกว่า 1 ล้านบาทเศษมาสร้างปราสาทจำลอง และสร้างบังเกอร์ทหารในพื้นที่ทั้งหมดให้เป็นปูนซีเมนต์เพื่อให้แข็งแรง ทดแทนบังเกอร์กระสอบทรายที่ผุกร่อนตามกาลเวลา

อีกทั้งการสร้างปราสาทจำลองบนผามออีแดง ก็เป็นการสร้างในดินแดนไทยไม่ได้อยู่ในพื้นที่ทับซ้อน 4.6 ตร.กม.

นี่จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ทั้ง นายดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.ต่างประเทศ และพลเอกประวิตรยืนยันตรงกันว่า กัมพูชาไม่ได้ประท้วงใดๆ มา

แต่ตรงกันข้าม บิ๊กป้อมแฉว่า “มีคนไทยบางคน บางกลุ่ม ไม่ชอบ ไม่เห็นด้วย ที่สร้างปราสาทจำลอง เพราะเกรงว่าอยู่ในพื้นที่ทับซ้อน จะทำให้มีปัญหากับกัมพูชา”

โดยที่พลเอกประวิตรก็ยืนยันว่า ผามออีแดงคือพื้นที่ประเทศไทย แล้วการสร้างปราสาทจำลองก็ทำได้ ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว


แต่การที่พลเอกธีรชัยย้ายพันเอกธนศักดิ์นั้น พลเอกประวิตรเผยว่า ไม่ได้มาหารือตนเองก่อน เพราะตนเองอยู่ข้างบนแล้ว ผบ.ทบ. อาจมีอะไรซึ่งผมไม่รู้

แต่อีกครั้งที่เป็นการโยกย้ายนายทหารใกล้ชิดบิ๊กป้อมโดยที่เขาไม่ทราบก่อนล่วงหน้า แถมพอย้ายแล้วพลเอกธีรชัยก็เดินทางไปเยือนญี่ปุ่นอีกหลายวัน

“แต่มีบางกลุ่ม บางคน ไม่ชอบ ไม่อยากให้สร้าง คนไทยเนี่ยแหละ มันก็เลยเกิดปัญหา เดี๋ยวค่อยว่ากันอีกที” บิ๊กป้อมระบุ

แต่ดูเหมือนว่า คำตอบสุดท้ายจะอยู่ที่ พล.อ.ประยุทธ์ ที่หวั่นว่า จะเกิดปัญหา โดยใช้คำว่าคดียังอยู่ในขั้นตอนของศาลโลก ทำให้การทำอะไรต่างๆ ต้องระมัดระวัง

โดยเฉพาะการที่นายกฯ ตั้งคำถามว่า แล้วพื้นที่ที่สร้างปราสาทอยู่ในพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตรหรือไม่

ทั้งๆ ที่ผามออีแดงนั้นเป็นดินแดนประเทศไทยมาช้านานแล้ว ไม่ได้อยู่ในพื้นที่ทับซ้อนหรืออ้างสิทธิ์ร่วมกันของไทยและกัมพูชาที่พิพาทกันจนศาลโลกต้องตัดสินมาเมื่อปี 2556 ให้ ไทยและกัมพูชาพัฒนาพื้นที่ร่วมกันใดๆ เลย

“ไม่ว่าจะอยู่หรือไม่อยู่ในพื้นที่ แล้วมันควรหรือไม่ เพราะกติกาเขาไม่ให้สร้างอะไรแถวนั้นเลย ก็ไปว่ากันมา จะทำอะไรต้องขึ้นอยู่กับกรอบของกฎหมาย”

คำตอบของนายกฯ ที่ทำให้เกิดความกังขา ว่าไยจะต้องคลางแคลงใจว่า ผามออีแดงอยู่ในพื้นที่ปัญหาอ้างสิทธิ์หรือไม่ เพราะทหารไทยทุกคน และชาวบ้านแถวนั้นต่างรู้ดีว่า มันคือแผ่นดินไทย

เพราะหากเป็นพื้นที่ปัญหาอ้างสิทธิ์ทับซ้อน ทางกัมพูชาก็คงจะประท้วงมาแล้ว

ตรงกันข้าม ในช่วงที่ผ่านมา กัมพูชาสร้างบ้านเรือน ร้านค้า สิ่งปลูกสร้าง ขึ้นมาในพื้นที่อ้างสิทธิ์ ทหารไทยประท้วงไป แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ เขมรก็ยังสร้างต่อไป นั่นเป็นประเด็นที่รัฐบาล คสช. ควรจะให้ความสนใจมากกว่า มาสั่งปิดปราสาทพระวิหารจำลอง

งานนี้ ก็ทำให้พลเอกประวิตรรู้สึกไม่ดีเท่าใดนัก เพราะเป็นโครงการที่เขารับทราบตั้งแต่ต้น เพราะรู้ว่าสร้างในดินแดนไทย

แต่เมื่อมีการทักท้วง พลเอกประวิตรก็ฟัง แต่หากพลเอกประยุทธ์ ยืนกรานแบบนี้ พลเอกประวิตรก็คงต้องเป็นฝ่ายถอย

ทหารที่ชายแดนพระวิหารกำลังจับตามองว่า การเด้งพันเอกธนศักดิ์พ้นการดูแลเขาพระวิหารไปเป็นครั้งแรกครั้งนี้ อาจทำให้กัมพูชาพอใจ และเห็นในความจริงใจของฝ่ายไทย อาจจะยอมเปิดทางขึ้นปราสาทเขาพระวิหาร จากทางฝั่งไทยในอีกไม่ช้านี้ก็เป็นได้

เพราะรู้กันดีว่า พันเอกธนศักดิ์เป็นนายทหารไทยที่ทหารเขมรจดจำ เพราะตอนที่ยิงปะทะกันเมื่อปี 2554 นั้น เขาเป็น ผบ.กรมทหารพรานที่ 23 ที่ทำให้ทหารเขมรสูญเสียเป็นจำนวนมาก

แต่ด้วยผลงานครั้งนี้ ก็มีส่วนทำให้พันเอกธนศักดิ์กลายเป็นนายทหารที่ไม่กลัวใคร แถมใกล้ชิดระดับบิ๊กๆ แถมเป็น สปท. ด้วย จึงกลายเป็นจุดอ่อนของเขา

อีกทั้งการเป็นนายทหารที่เข้าขั้น มุทะลุ บ้าบิ่น และไม่ไว้หน้าใคร จากการทำงาน รักษาความสงบ การจัดระเบียบสังคม และการจับกุม การทำผิดกฎหมาย ก็ทำให้เขามีศัตรูไม่น้อย ทั้งพลเรือนและทหารด้วยกันเอง

ท่ามกลางการจับตามองว่า เรื่องนี้จะจบลงอย่างไร ต้องปิดปราสาทจำลองนี้ไปตลอด ปล่อยให้หญ้าขึ้นรกร้างปกคลุมไป หรือจะถึงขั้นทุบทิ้งในอนาคต

แต่ก็จะเป็นสถานการณ์ที่ชี้วัด สมการอำนาจระหว่าง พลเอกประยุทธ์ พลเอกประวิตร และพลเอกธีรชัย ได้ด้วยเช่นกัน

เพราะแม้จะเป็นน้องรักของพลเอกประวิตร แต่พลเอกธีรชัยก็ต้องฟัง พลเอกประยุทธ์ ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจสูงสุด

ท่ามกลางการจับตามองว่า หลังเกษียณราชการแล้ว พลเอกประยุทธ์จะดึงพลเอกธีรชัยเข้าร่วมคณะรัฐมนตรีหรือไม่ และในตำแหน่งใด

แต่ทว่าตอนนี้ พลเอกธีรชัยก็ต้องบริหารจัดการปัญหาภายใน ทบ. หลายเรื่อง ทั้งการมอบหมายงานต่างๆ ใน บรรดารองเสนาธิการทหารบกใหม่ หลังจากที่ บิ๊กตุ๋ย พลโทปณต แสงเทียน รอง เสธ.ทบ. มีความจำเป็นบางประการ และไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ รอง เสธ.ทบ. ได้ชั่วคราว

แต่ยังมี พลโทสสิน ทองภักดี ที่ดูแลงานการข่าวและยุทธการ และช่วยคุมงาน กอ.รมน. และงานการแก้ปัญหาภาคใต้ ในนาม ผอ.ศปป.5 อยู่แล้ว จะต้องมาช่วยทำงานในส่วนของพลโทปณตอีกด้วย

เพราะถือว่า เป็นนายทหารมือดี ที่เป็นที่ไว้วางใจของพลเอกประยุทธ์ และ บิ๊กเบี้ยว พลเอกฉัตรเฉลิม เฉลิมสุข อดีต เสธ.ทบ.

ส่วน บิ๊กณัฐ พลโทณัฐ อินทรเจริญ รอง เสธ.ทบ. อีกคน ก็รับหน้าที่ ผอ.ศูนย์ปรองดองฯ ของ คสซ. ด้วย ก็ถือว่าหนักไม่น้อย

อีกทั้ง นายทหารใน ทบ. แต่ละคน ก็ต้องรับงานรับหน้าที่ใน คสช. และสำนักเลขาธิการ คสช. ที่มีพลเอกธีรชัย เป็นเลขาธิการ คสช. และในกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยของ คสช. อีกด้วย

พเอกธีรชัย จึงเเป็น ผบ.ทบ. ที่ไม่ธรรมดา เพราะนอกจากเป็น ผบ.ทบ. แล้ว ยังเป็น รอง ผอ.รมน. เป็นเลขาธิการ คสช. และ ผบ.กกล. รส. คุมกำลัง ทุกเหล่าทัพ ที่มาขึ้นกับ กองกำลัง รส.

แถมทั้งเป็นนายทหารที่มีบุลิกลักษณะและอารมณ์ร้อน ห้าวเป้ง คล้ายๆ พลเอกประยุทธ์ จึงทำให้เขาถูกเรียกว่าเป็น บิ๊กตู่ 2

จนทำให้เขาถูกจับตามองว่า พลเอกประยุทธ์ต้องการพลเอกธีรชัยนายทหารที่กล้าและตรงไปตรงมาแบบนี้มาช่วยงานในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ก่อนไปสู่การเลือกตั้ง และระยะเวลาเปลี่ยนผ่าน

แม้พลเอกประยุทธ์จะออกตัวว่า ยังไม่คิดปรับคณะรัฐมนตรีก็ตาม แต่ในอนาคตในโอกาสครบ 2 ปี รัฐบาล คสช. ราวเดือนกันยายนก็ไม่แน่

เพราะเมื่อนั้น ทั้งปลัดกลาโหม ผบ.สส. ผบ.ทบ. ผบ.ทอ. ที่เป็นสมาชิก คสช. ล้วนเกษียณราชการ พลเอกประยุทธ์ก็ต้องขัดทัพใหม่

ทั้งการให้ ผบ.เหล่าทัพ ชุดใหม่ มาเป็น สมาชิก คสช. แบบหมุนเวียน และหาที่รองรับ ผบ.เหล่าทัพ บางคนที่เกษียณ รวมทั้ง บิ๊กติ๊ก พลเอกปรีชา จันทร์โอชา ปลัดกลาโหม น้องชาย

และโดยเฉพาะพลเอกธีรชัยที่มีดีกรีของ ผบ.ทบ. ย่อมไม่กลับไปอยู่บ้านเลี้ยงหลานหลังเกษียณง่ายๆ

แถมต้องดูด้วยว่าพลเอกประยุทธ์มองว่า ใครเหมาะที่จะมาเป็น เลขาธิการ คสช.คนใหม่ แทน บิ๊กหมู เพราะย่อมหมายถึง คนที่จะเป็น ผบ.ทบ.

เพราะหากดูตามสายงานแล้ว บิ๊กแกละ พลเอกพิสิทธิ์ สิทธิสาร เสธ.ทบ. จะได้เปรียบ เพราะเป็นเลขาธิการ กอ.รมน. อยู่ และผ่านงานการเป็น รอง เสธ.ทบ. มาก่อนด้วย

ส่วน บิ๊กเจี๊ยบ พลเอกเฉลิมชัย สิทธิสาท ผช.ผบ.ทบ. โตมาในสายคอมแมนด์ตลอด โดยเฉพาะมาจาก ผบ.หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ

เรียกได้ว่า ทั้งคู่ยังคงมีความหวังด้วยกัน ตราบใดที่ยังมีเวลาอีกหลายเดือน และตราบใดที่คำสั่งยังไม่ออกมา

โดยที่พลเอกประวิตรก็ยังเหนียวแน่นกับการสนับสนุนพลเอกพิสิทธิ์ ส่วนพลเอกประยุทธ์ก็ไปอีกทางหนึ่ง แต่ดูว่าใจจะตรงกับพลเอกธีรชัย

เมื่อนั้น สมการอำนาจระหว่างพลเอกประยุทธ์และพลเอกประวิตร และพลเอกธีรชัย จะกลับมาถูกจับตามองอีกรอบว่า ใครจะเป็นคนตัดสิน

แล้วหากพลเอกธีรชัย เห็นไม่ตรงกับพลเอกประวิตร พี่เลิฟ อีกครา จะเกิดอะไรขึ้น ต่อให้พลเอกประวิตรเป็นพี่ใหญ่ก็ตาม

เรียกว่า ต้องจับตาให้ดีๆ …ว่างั้น