09.00 INDEX บทเรียน กรณี วัดพระธรรมกาย ทำไม “ดีเอสไอ” ถึง “หัวคะมำ”

กระบวนการเคลื่อนไหวอันเกี่ยวกับ “กรณีวัดพระธรรมกาย” เป็นการเปิดเกม “รุก” อย่างแน่นอน

เป็นเกมรุกจาก พระสุวิทย์ ธีรธัมโม เป็นเกมรุกจาก นายไพบูลย์ นิติตะวัน ประสานเข้ากับ นพ.มโน เลาหวณิช

เป้าหมาย คือ ทำลายล้าง และโค่นล้ม

เป็นเกมรุกและขยายผลภายใต้ “กระบวนการ” เดียวกันกับที่พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเคยลงมือเมื่อเดือนพฤษภาคม 2551

เริ่มต้นที่ “สะพานมัฆวาน”

จากนั้น ในเดือนสิงหาคมก็ยึด “ทำเนียบรัฐบาล” ในเดือนพฤศจิกายนก็ยึด “สนามบิน”

เริ่มจาก “ดอนเมือง” ไปยัง “สุวรรณภูมิ”

ในเดือนธันวาคม “ศาลรัฐธรรมนูญ”ก็ยุบพรรคพลังประชาชน ยุบพรรคชาติไทย

ภายใน”ความเหมือน” ก็มี “ความต่าง”

ความเหมือนอยู่ตรงที่มีการใช้รูปการรุกไล่ กดดันและพร้อมจะลงแส้อย่างรุนแรง เกรี้ยวกราด

ความต่างอยู่ที่ “สถานะ”

สถานะเมื่อเดือนพฤษภาคม 2551 พรรคพลังประชาชนเป็นรัฐบาล

พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยอยู่นอก “รัฐบาล”

จึงต้องยึดทำเนียบรัฐบาล จึงต้องยึดสนามบิน เพื่อสร้างแรงกดดันไปยังคำวินิจฉัยของ “องค์กรอิสระ”

แต่เดือนพฤษภาคม 2557 อยู่ในสถานะเป็น “ผู้ชนะ”

จึงเพียงแต่กดดันผ่านกลไกอำนาจรัฐ นั่นก็คือ กรมสอบสวน คดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ

อาศัยอำนาจ “ดีเอสไอ” เป็น “เครื่องมือ”

จุดต่างมิได้อยู่ที่พรรคพลังประชาชนและมิได้เป็นพรรคเพื่อไทย หากแต่เป็น “วัดพระธรรมกาย”

เป็น พระเทพญาณมหามุนี(ไชยบูลย์ ธัมมชโย)

กระนั้น สถานะและเกียรติภูมิของ พระเทพญาณมหามุนี(ไชยบูลย์ ธัมมชโย) และวัดพระธรรมกาย

ก็มิได้เป็นเหมือนพรรคพลังประชาชนหรือพรรคเพื่อไทย

ตรงกันข้าม พระเทพญาณมหามุนี(ไชยบูลย์ ธัมมชโย)และวัดพระธรรมกายก็มากด้วย “บารมี”

ภายใน “รัฐบาล” ก็ใช่จะเป็น “เอกภาพ”

สะท้อนให้เห็นว่า พลังของ พระสุวิทย์ ธีรธัมโม นายไพบูลย์ นิติตะวัน นพ.มโน เลาหวณิช มีวงจำกัด

เฉพาะแต่ กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ

อย่างน้อยรองนายกรัฐมนตรีอย่าง นายวิษณุ เครืองาม และ พล.อ.ประวิทย์ วงษ์สุวรรณ ก็ไม่เห็นด้วย จึงได้ออกมาติด “ดิสเบรก”

เกิดอาการ “หัวคะมำ” โดยถ้วนหน้า