เดินหน้ารื้อชุมชน’ป้อมมหากาฬ’ กทม.ตั้งเป้าต้นเดือนสิงหาคมนี้ รื้อได้10หลัง

กทม.ยืนยันรื้อชุมชนป้อมมหากาฬ ตั้งเป้าต้นเดือนสิงหาคมรื้อได้กว่า10หลัง

เมื่อเวลา 15.40 น. วันที่ 4 กรกฎาคม ที่ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (กทม.) พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) กล่าวภายหลังประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องถึงแนวทางการดำเนินการปรับปรุงภูมิทัศน์บริเวณป้อมมหากาฬ ว่า กทม.ยืนยันตามมติเดิมที่องค์กรอิสระ อาทิ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) ผู้ตรวจการแผ่นดิน สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา คำตัดสินของศาลปกครอง ที่ตัดสินให้รื้อถอนชุมชนบริเวณป้อมมหากาฬ รวมไปถึงมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่ง กทม.ต้องดำเนินการตามกฎหมายและกติกาที่มีออกมา โดย ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯกทม. ได้กำชับแนวทางในการดำเนินการว่าให้แจ้งและทำความเข้าใจกับประชาชนก่อนเข้าดำเนินการรื้อถอน รวมทั้งได้สั่งให้ประชาสัมพันธ์ขั้นตอนการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่


ผู้สื่อข่าวถามว่า มีนักวิชาการบางส่วนมองว่าชุมชนอยู่ร่วมกับโบราณสถานได้นั้น พล.ต.อ.อัศวินกล่าวว่า ไม่เคยเห็นว่ามีโบราณสถานแห่งใดที่มีชุมชนอยู่ร่วมด้วยมาก่อน ซึ่งกรณีเป็นชุมชนที่อยู่ใกล้เคียงแต่ไม่ได้อยู่ภายในพื้นที่โบราณสถานโดยจากการสำรวจพบว่ามีบ้านที่ต้องอนุรักษ์ เช่น บ้านไม้สักเรือนทอง บ้านโบราณประมาณ 3-4 หลัง ซึ่งต้องให้กรมศิลปากรเข้ามาตรวจสอบอีกครั้ง แต่จะต้องไม่มีคนอยู่อาศัยภายใน โดยผู้ว่าฯกทม.ได้กำชับให้ส่งแผนการประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างความเข้าใจให้ประชาชนภายในวันที่ 15 กรกฎาคม และในวันที่ 22 กรกฎาคมนี้ จะมีการประชุมถึงแผนการดำเนินการรื้อถอนอีกครั้ง โดยตั้งเป้าว่าภายในต้นเดือนสิงหาคมนี้จะรื้อถอนให้ได้ประมาณ 10 หลัง

นายศักดิ์ชัย บุญมา ผู้อำนวยการกองจัดกรรมสิทธิ์ สำนักการโยธา กทม. กล่าวว่า เบื้องต้นทางกรมศิลปากรได้แบ่งบ้านเป็น 3 ประเภท ได้แก่ 1.บ้านที่สร้างในสมัยรัชกาลที่ 3 2.บ้านที่สร้างหลังสมัยรัชกาลที่ 5 และ 3.บ้านร่วมสมัย ซึ่งต้องมีการสำรวจอย่างละเอียดอีดครั้งว่าบ้านหลังใดควรค่าแก่การอนุรักษ์ เป็นบ้านโบราณจริง ทั้งนี้ จากบ้านที่มีทั้งหมด 56 หลัง ได้รับเงินชดเชยแล้ว 42 หลัง โดยในจำนวนนี้ได้รับค่าสิทธิการเช่าแล้ว 12 หลัง ซึ่งสำหรับผู้ที่ยังได้รับเงินชดเชยไม่ครบและผู้ที่ยังไม่ได้รับเงินสิทธิการเช่า กทม.พร้อมจ่าย