ปีเตอร์ คัมมินส์ พระสหายในหลวง ร.9 เล่นเรือใบ

พระอัจฉริยภาพทางการกีฬาของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทรสยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร ที่เลื่องลือไปทั่วโลกคือ พระปรีชาสามารถทางเรือใบที่พระองค์ทรงต่อและทรงเล่นเรือใบได้อย่างโดดเด่นจนชนะเลิศเหรียญทองในกีฬาแหลมทอง ครั้งที่ 4 เมื่อปี พ.ศ.2510

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงเป็นทั้งนักประดิษฐ์และนักกีฬาในวงการเรือใบที่ได้รับการยอมรับอย่างสูง โดยเฉพาะทรงต่อเรือด้วยพระองค์เอง เรือประเภทโอเค ชื่อ เวคา 2 เป็นเรือที่พระองค์ทรงต่อขึ้นมาและทรงใช้ในการแข่งขันกีฬาแหลมทองร่วมกับ ทูลกระหม่อมหญิง อุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี และทรงชนะเลิศ นอกจากนั้นยังมีเรือประเภทม็อธ 3 แบบ คือ มด, ซุปเปอร์มด, ไมโครมด โดยชื่อ “มด” นั้น ในหลวงรัชกาลที่ 9 รับสั่งว่า เพราะกัดแล้วเจ็บๆ คันๆ

เรือมดที่พระองค์ทรงประดิษฐ์ขึ้นได้ทรงนำไปจดลิขสิทธิ์ที่ประเทศอังกฤษ เป็นต้นแบบของเรือประเภทนี้ไปทั่วโลกจนถึงปัจจุบัน

เรือใบถือเป็นกีฬาที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช สนพระราชหฤทัยเป็นอย่างมาก และกีฬาชนิดนี้ยังนำเอามิตรภาพจากแดนไกล และเป็นมิตรภาพอันยาวนานมาสู่กษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ด้วย

ปีเตอร์ คัมมินส์ นักแล่นใบชาวออสเตรเลีย ในวัย 82 ปี เป็นพระสหายของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่เคยทรงเรือใบด้วย ทั้งในรูปแบบแข่งขัน ฝึกซ้อม และพักผ่อน

ปีเตอร์ คัมมินส์ เล่าว่า ใน พ.ศ.2514 ตนได้เป็นเจ้าหน้าที่ของสหประชาชาติ และได้มารับตำแหน่งเป็นนักประชาสัมพันธ์ที่ประเทศไทย รวมถึงทำงานเป็นนักข่าวฟรีแลนซ์ กระทั่งได้รู้จักกับ หม่อมเจ้าภีศเดช รัชนี ที่ทรงสนใจในกีฬาเรือใบอยู่แล้ว จนกระทั่ง พ.ศ.2528 ปีเตอร์ได้ไปทำข่าวเรือใบที่วังไกลกังวล อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งในคืนวันหนึ่ง ในหลวงรัชกาลที่ 9 พระราชทานจัดเลี้ยงต้อนรับนักกีฬารวม 300 คน

ปีเตอร์ที่ทั้งมาทำข่าวและมาร่วมแข่งขันก็ได้อยู่ในงานนั้น โดยเป็นชาวต่างชาติเพียงคนเดียวในงานที่หม่อมเจ้าภีศเดชทรงแนะนำชาวออสซี่คนนี้แด่กษัตริย์นักเรือใบของไทย

“วันนั้นดีใจและตื่นเต้นมากที่ได้เข้าเฝ้าฯ จำได้ว่าได้สนทนากับพระองค์ท่านถึง 20 นาที แล้วหลังจากนั้นก็มีโอกาสได้เล่นเรือใบกับพระองค์ท่านอย่างสม่ำเสมอที่สโมสรเรือใบราชวรุณฯ ที่พัทยา” พระสหายในหลวงรัชกาลที่ 9 เปิดฉากสนทนา

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงแข่งเรือใบกับปีเตอร์ คัมมินส์ อยู่หลายครั้ง และครั้งหนึ่งมีการแข่งขันสองวัน ในวันแรกปีเตอร์เข้าเส้นชัยเป็นอันดับ 1 ทำให้ในหลวงรัชกาลที่ 9 ตรัสกับปีเตอร์ว่า ในวันถัดไปคู่แข่งชาวออสเตรเลียจะต้องเข้าเส้นชัยในอันดับที่ 7 แล้วพระองค์จะได้อันดับ 1 อย่างแน่นอน

“ผมตอบพระองค์ท่านว่า ผมจะไม่เข้าเส้นชัยเป็นที่ 7 แต่ผมจะเข้าเป็นที่ 3 แล้วการแข่งขันในวันต่อมา ในหลวงทรงเข้าเส้นชัยเป็นอันดับหนึ่ง ส่วนผมก็เป็นอันดับ 3 จริงๆ ในวันที่พระองค์ทำนายผลของผมในวันนั้น ยังมีรูปอยู่เลย ซึ่งเป็นรูปที่ผมชอบมากที่สุดในชีวิต”

ปีเตอร์ย้อนความจำถึงเหตุผลในการที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงประดิษฐ์เรือใบขึ้นด้วยพระองค์เองว่า หม่อมเจ้าภีศเดชเคยตรัสให้ฟังว่า ตอนนั้นหม่อมเจ้าภีศเดชทรงเรือใบที่ชายหาดใกล้วังไกลกังวล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทอดพระเนตรเรือใบของหม่อมเจ้าภีศเดชเคลื่อนที่ช้ามาก จึงมีรับสั่งว่าจะทรงต่อเรือที่แล่นได้ไวกว่านี้ จนเกิดมาเป็นเรือใบประเภทโอเค และต่อด้วยอีกหลายๆ ลำ

“พระองค์ท่านทรงมีความละเอียดรอบคอบ เข้าใจในเรื่องกระแสลม กระแสน้ำ คลื่น ไม่สนใจเรือใบลำอื่น มีสมาธิกับเรือของตัวเอง พระองค์มีความคุ้นเคยกับสภาพอากาศจนสามารถดมกลิ่นของลมเลยก็ว่าได้ และเข้าใจในเรื่องของเรือใบได้ดีกว่านักแข่งอีกมาก เนื่องจากประดิษฐ์เรือใช้เองได้ด้วย” พระสหายนักแล่นใบกล่าว

ปีเตอร์ยังบอกอีกว่า ประเทศไทยมีนักเรือใบที่เก่งอยู่มาก สามารถก้าวไปคว้าแชมป์โลกประเภทออพติมิสต์ได้แล้ว ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านั้นคนไทยไม่ชอบเล่นเรือใบเลยด้วยซ้ำ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงสร้างความยิ่งใหญ่ของกีฬาประเภทนี้ในประเทศไทยมาจนถึงทุกวันนี้ และเมื่อทรงเป็นนักกีฬา จะทรงยึดถือว่า “ชัยชนะไม่สำคัญ แต่ต้องเคารพกติกาอยู่เสมอ”

“ผมเคยถามพระองค์ว่าทำไมถึงทรงเรือใบ พระองค์ท่านตอบว่า เพราะเรือใบทำให้สบายใจ ทำให้มีเวลาคิดและได้พักผ่อน การที่พระองค์มีพระปรีชาสามารถในทุกๆ ด้าน โดยเฉพาะเรื่องเรือใบมาจากความรัก ซึ่งเป็นจุดเด่นของพระองค์”

เวลาผ่านไป 35 ปี ปีเตอร์ คัมมินส์ ไม่ได้เข้าเฝ้าฯ และถวายงาน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช อีกเลย แต่เขายังคงจำหลายๆ เรื่องราวที่ได้ใกล้ชิดพระองค์ทั้งในฐานะคู่แข่งขัน คู่ซ้อม พระสหาย รวมถึงพระราชดำรัสเกี่ยวกับกีฬาเรือใบได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะประโยคที่ว่า “ทุกคนควรเรียนรู้วิธีอยู่กับธรรมชาติ เพราะธรรมชาติก็อยู่ของมันแบบนั้น เราต้องเข้าใจธรรมชาติเพื่ออยู่กับมันให้ได้”

คุณปู่วัย 82 ปียังเล่าอีกว่า ในหลวงรัชกาลที่ 9 ตรัสกับตนหลายๆ เรื่อง แต่จะไม่มีเรื่องการเมือง เพราะเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่บริหารประเทศ แต่จะรับสั่งในเรื่องของการใช้ชีวิตและเรือใบเสียมากกว่า

“ครั้งหนึ่งพระองค์ท่านเคยถามผมว่าทำไมถึงมาอยู่เมืองไทย ผมตอบไปว่าเพราะผมรักประเทศนี้ รักในหลวงและราชินี รักคนไทย และที่นี่เหมือนบ้านของผมไปแล้ว และจะขอตายที่ประเทศไทย”

ตลอดคำบอกเล่าของปีเตอร์ คัมมินส์ นักแล่นใบ นักข่าว และอดีตเจ้าหน้าที่สหประชาชาติ ทุกประโยคที่เอ่ยถึง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช จะมีรอยยิ้มแห่งความสุขเจือปนมาด้วยเสมอ

พระปรีชาสามารถด้านเรือใบของในหลวงรัชกาลที่ 9 จะยังคงตราตรึงอยู่ในหัวใจนักแล่นใบทุกคนตราบนานเท่านาน