‘อั๋น ภูวนาท-จ๋า ทิฟฟานี่’ เปิดใจ ยันไม่ได้แต่งกับ ‘เพื่อนสาว’

พอมีข่าวว่าอั๋น-ภูวนาท คุณผลิน จะแต่งงานกับจ๋า-อลิสา พันธุศักดิ์ นักธุรกิจเจ้าของทิฟฟานี่ โชว์ ผู้คนต่างก็ฮือฮา เพราะว่านึกไม่ถึง ซึ่งในวันนี้ทั้งคู่ก็ควงกันมาที่ร้านอกาลิโก สุขุมวิท 51 เพื่อเปิดใจ ตอบทุกคำถามที่คนสงสัย โดยอั๋นว่าตอนที่เห็นเรื่องนี้กลายเป็นข่าวใหญ่ก็รู้สึกงง เพราะสำหรับพวกตน ครอบครัว และคนใกล้ชิด นี่ไม่ได้เป็นเรื่องแปลกอะไร อีกทั้งคนที่ติดตามอินสตาแกรมส่วนตัวก็จะเห็นว่ามีการลงรูปคู่ เพียงแต่ไม่ได้ประกาศ

“คนอาจจะคิดว่าเป็นเพื่อนสาว ไม่ได้ปิด แต่ก็ไม่ได้เขียนว่ามาเที่ยวกับแฟน คือเราไม่ได้ใช้คำนี้กัน”อั๋นบอก

ขณะจ๋าว่า ความจริงตั้งใจจะแต่งในเดือนพฤศจิกายนนี้ แต่พอดีช่วงก่อนหน้านี้พ่อของตนเสียชีวิต จึงต้องเลื่อนเป็นเดือนมกราคม

ส่วนเรื่องที่มีคนมองว่าเป็น ‘เพื่อนสาว’ นั้น อั๋นว่าต่อให้พูดอะไรไปก็คงเหมือนการแก้ตัว

“ด้วยความเคารพนะ จะพูดอะไรมันก็เหมือนเป็นการแก้ตัวไปซะหมด เราก็โกรธเขาไม่ได้ เพราะถ้าโกรธคงมีเรื่องให้โกรธได้ทุกวัน ในยุคที่คอมเม้นท์เกิดได้แค่ปลายนิ้ว แล้วคนที่คอมเม้นท์ก็ไม่รู้ว่าเป็นใครอีก แต่ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะมีความเชื่อที่แตกต่างกัน แต่ที่สุดมันก็กลับมาที่ตัวเรา ว่าเราทำไปทำไม ทำเพื่ออะไร หรือตัดสินใจแต่งงานด้วยเหตุผลอะไร มันเป็นเรื่องของคนสองคน สองครอบครัว”

ซึ่งจ๋าขอเสริม “จริงๆ เป็นความที่คนอื่นไม่รู้มากกว่า บางทีไปทานข้าวกันสองคน ไหนแฟนล่ะ นี่ไงแฟน ไม่เชื่อ มันเป็นความฝังใจไปแล้ว สังคมมองว่าอะไร มันก็อาจจะไม่ใช่ความจริง”

อย่างไรก็ดีเธอยอมรับว่าสิ่งที่คนมองเคยมีผลอยู่เหมือนกัน

“เคยมีเมื่อหลายปีที่แล้ว แต่ไปๆ มาๆ เขาโดนเยอะกว่าเราอีก แต่เขายังไม่โกรธ ช่างมันเถอะ รับได้ เวลาใครพูดถึง โอ๊ย…คนก็ต้องคิดว่าผมเป็นอยู่แล้วล่ะ ไม่รู้จะแก้ตัวยังไง ท้ายที่สุด เราเองที่แคร์มาหลายปี สิ่งที่ห่วงที่สุดก็คือพ่อแม่พี่น้องเราจะรู้สึกไปด้วยหรือเปล่า แต่เรื่องจริงแล้วไม่ใช่เลย เขาไม่ได้รู้สึก แค่ครอบครัวไม่รู้สึกเราก็โอเคแล้ว”

“ผมเข้าใจได้ถ้าจะมีใครคิด”นี่อั๋นว่า

“ที่ผ่านมาก็ไม่เคยออกมาบอกว่าไม่จริง ไม่ใช่ ไม่รู้ว่าจะพูดไปทำไม ก็เกิดมาด้วยรูปลักษณ์ หน้าตา น้ำเสียงแบบนี้ บางคนก็บอกว่าหน้าหวานเชียว ก็ไม่รู้จะทำยังไงกับหน้า น้ำเสียงก็เป็นแบบนี้เอง บางคนก็บอกแต่งตัวสำอาง”

ซึ่งทั้งหมดนั้นเขาไม่อยากจะแก้ตัว

“ถ้าเขาสนุกกับการคอมเม้นท์ ก็ปล่อยเขาไปแล้วกัน เพราะตั้งแต่วันที่ข่าวออกมา ที่เขาพูดกันเยอะๆ ไม่ได้อ่านเลยสักคอมเม้นท์ เพราะเดาได้ว่ามันจะเป็นแบบไหน ก็นึกถึงจ๋าว่าเขาจะเป็นอะไรหรือเปล่า แต่สิ่งแรกที่เขาถามคือ เราโอเคหรือเปล่า เขาก็ห่วงเรา เราก็ห่วงเขา แต่พอเขาถามแบบนี้ปุ๊บ รู้เลยว่าเขาน่าจะโอเคละ”

อั๋นยังบอกด้วยว่า เพื่อไม่ให้คนเข้าใจผิดเจ้านายอย่าง ฉอด-สายทิพย์ มนตรีกุล ณ อยุธยา เลยแนะนำขำๆว่าให้ไว้หนวด

แต่ “เดี๋ยวก็มีคนบอกว่าเฮ้ย กลับใจเป็นเกย์คิงแล้วเว้ย เพราะฉะนั้นเอาที่สบายตัวดีกว่า เอาที่สบายใจ”

ทั้งนี้เรื่องเขาเป็นหรือไม่เป็นนี่ จ๋าเองยอมรับว่าตอนแรกที่คบกันก็คิด

“ไม่ได้บอกว่าไม่ได้คิดนะ คือบุคลิกเขาเป็นแบบนี้ แต่พอไปๆมาๆก็ค่อยๆดูกันไป ก็เรียนรู้ว่า อ๋อ คนเรา ครอบครัว สิ่งแวดล้อมที่ทำงานด้วย ทำให้หล่อหลอมให้เขาดูเป็น หรือไม่ก็ครอบครัวเรียบร้อยมาก เขาไม่พูดจาไม่เพราะ มันก็แล้วแต่ ถ้าเราวิจารณ์กันในเรื่องของวิธีการหรือบุคลิก แต่ละคนก็มีนิสัยไม่เหมือนกัน เราทำงานกับคนที่มีความต่างค่อนข้างเยอะ ไม่ได้รู้สึกว่าความต่างแบบนี้เป็นเกย์ มันไม่ใช่”จ๋ากล่าว

แต่กระนั้นที่คนอื่นๆคิดๆกันก็ไม่แคร์


“เราโตๆกันแล้ว ผ่านประสบการณ์ในเรื่องแบบนี้มาค่อนข้างเยอะ ไม่ได้แคร์เลยในแง่ของคอมเม้นท์ เขาก็คงเข้าใจผิด ยังบอกเลย โกรธเขาไม่ได้นะ เพราะบุคลิกเราทำให้เขาเห็นเราเป็นแบบนี้”จ๋าบอก

ขณะที่อั๋นเองบอกว่าถ้าจะโกรธ คงโกรธมานานแล้ว

เมื่อถามฝ่ายหญิงว่ามีวิธีการสแกนอย่างไร จ๋าก็ว่า เธอกับอั๋นรู้จักกันมานานมาก ไม่ใช่แค่วัน 2 วันหรือปี 2 ปี อีกทั้งยังรู้จักไปถึงพืันฐานครอบครัว

“เพราะงั้นมันไม่มีคำว่าสแกนหรอก เรารู้จักใครแล้วเรามั่นใจว่าเป็น ไม่เป็นเรารู้ได้”

ขณะที่อั๋นพูดว่า “สำหรับผมง่ายที่สุดเลยในทุกเรื่อง ของทุกๆความสัมพันธ์ในการจะตัดสินว่าใครเป็นใคร คือใช้เวลากับเขาให้นาน อย่างผมก็เกือบ 10 ปีแล้ว ก็คิดว่าก็มากพอ แล้วเรารู้ชีวิตของกันและกันหมด”

ทั้งคู่ยังปฏิเสธเรื่องที่มีคนสงสัยว่าเป็นการแต่งเพื่อเสริมธุรกิจของทั้ง 2 ครอบครัวว่าไม่ใช่เรื่องจริง โดยอั๋นบอกว่าจุดเริ่มต้นความสัมพันธ์เกิดจากฝ่ายเขาที่ต้องตาต้องใจฝ่ายหญิง หลังได้พบกันในงานๆหนึ่งซึ่งเขาถูกเธอจ้างไปร้องเพลงและเป็นพิธีกรในงานแถลงข่าว

“เขาเป็นเพื่อนของเพื่อน เรียนเตรียม จบจุฬา แต่ไม่ได้อ้างถึงกันเท่าไหร่ พอทำงานก็ได้เจอกัน ก็เริ่มเห็นกัน มันเหมือนกับเพิ่งมาอยู่ในสายตา เพิ่งได้ตั้งใจมอง ก็อยากรู้จักเขามากขี้น ก็ถามเลยว่ามีแฟนหรือยัง”

เล่าด้วยว่าก่อนหน้านี้เคยขอแต่งงานมาแล้วหลายครั้ง แต่ถูกปฏิเสธมาตลอด ด้วยคำว่าขอเลื่อนไปอีกปีหนึ่ง ซึ่งครั้งที่สุดที่ถูกปฏิเสธอย่างนี้ก็เลิกกันไปเกือบปี ก่อนจะกลับมาคุยกันอีกครั้ง และพอจะขออีกครั้งอั๋นซึ่งบอกว่าไม่อยากได้ยินคำว่ารอก่อน ขออีกปี จึงตัดสินใจถามผ่านไลน์ หลังจากทั้งคู่ไปร่วมรับประทานอาหารและเขาพาเธอไปส่งบ้าน

“เราก็เซย์เยส เพราะยืดเวลามาหลายปี ไม่อยากทำร้ายจิตใจเขาอีก”จ๋าบอก

ทั้งนี้เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อปี 2558

“มันเป็นความสบายใจของเราทั้งคู่ ที่เราอยู่กับคนนี้แล้วเราสบายใจ แล้วเขาสบายใจ สบายจริงๆ ไม่ต้องพูดเยอะเป็นความเข้าใจกัน มันเป็นการตัดสินใจเริ่มต้นชีวิตที่ไม่มีความลังเลเย”

“เรามองว่าเราก็เจอคนมาเยอะ แล้วเขาเป็นคนที่ดีกับเรามาก แล้วมันหลายปีที่เรารู้จักคนๆนี้ แล้วเราไม่รู้สึกตะขิดตะขวงใจในการจะใช้ชีวิตด้วยกัน เห็นอะไรเหมือนกันๆ ใช้ชีวิตด้วยกันง่าย ก็เลยคิดว่าคนนี้แหละ ก็ไม่จำเป็นตัองฟังเสียงอะไร เมื่อก่อนก็อาจจะเห็นแก่ตัวก็อาจจะคิดๆหลายปี แต่ตอนนี้เลิกคิดไปนาน ถ้าสมมุติเราคิดว่านี่มันคือความสุขของเรา เราจะไปแคร์เสียงข้างนอกไม่ได้ ไม่งั้นโอกาสที่เราจะเจอคนดีๆก็จะหายไป” จ๋าบอก

ส่วนอั๋นว่า “เราเป็นคนโสด 2 คนที่มีความสุขมากมาทั้งชีวิต แล้วเราชินกับความโสดมาก เรามีเพื่อนที่ดี งานที่ดี มีชีวิตที่ดีมากๆกับความเป็นโสด ตอนที่เรามาอยู่ด้วยกัน มันต้องมั่นใจว่าอยู่ด้วยกันแล้ว ต้องสุข ไม่ใช่แค่เท่าเดิม ต้องมากกว่าเดิม  คือเราคิดแล้วว่าอยู่ด้วยกันแล้วมีความสุขมากขึ้น เลยพร้อมจะสละโสด”

งานแต่งงานของทั้งคู่จะมีขึ้นในวันที่ 14 มกราคม 2560 เวลา 15.00 น. ที่โบสถ์วัฒนา เนื่องจากฝ่ายหญิงนับถือศาสนาคริสต์ จากนั้นในวันที่ 16 มกราคม จะมีพิธีตามประเพณีไทยในตอนเช้า ก่อนมีงานเลี้ยงฉลองตอนเย็นวันเดียวกันที่โรงแรมพลาซ่า แอทธินี