‘ทรัมป์’กลับลำรัวๆ ไม่ตราหน้าจีน‘แทรกแซงค่าเงิน’ แถมแย้มอาจเสนอชื่อ‘เยลเลน’นั่งปธ.เฟดอีกสมัย

AFP PHOTO / JIM WATSON

บีบีซีรายงานว่า นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เปิดเผยว่าฝ่ายบริหารของตนจะไม่ตีตราจีนว่าเป็นประเทศผู้แทรกแซงค่าเงิน นับเป็นการหันหลังกลับอีกเรื่องจากคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้ในการหาเสียงเลือกตั้ง

นอกจากนี้ นายทรัมป์ยังเปิดโอกาสความเป็นไปได้ที่จะเสนอชื่อนางเจเน็ต เยลเลน ให้รับตำแหน่งประธานกองทุนสำรองแห่งรัฐหรือธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อีกสมัย แม้ว่าก่อนหน้านี้จะเคยวิพากษ์วิจารณ์เธออย่างรุนแรง

ก่อนหน้านี้ นายทรัมป์กล่าวหาจีนว่ากดเงินหยวนให้อ่อนค่ากว่าที่ควรจะเป็นเพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการส่งออกสินค้ามายังสหรัฐอย่างไม่เป็นธรรม

ในการหาเสียงก่อนหน้าการเลือกตั้ง นายทรัมป์เปรียบเทียบการกระทำดังกล่าวของจีนว่าเหมือนการ “ข่มขืน” สหรัฐ และให้สัญญาว่าเขาจะตีตราจีนว่าเป็นประเทศผู้แทรกแซงค่าเงินตั้งแต่วันแรกที่เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดี

แต่ในการให้สัมภาษณ์กับวอลสตรีทเจอร์นัลเมื่อวันที่ 12 เมษายนที่ผ่านมา หลังการพบหารือกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิงของจีนไม่กี่วัน นายทรัมป์ระบุว่า จีนไม่ได้เป็น “ประเทศผู้แทรกแซงค่าเงิน” มาเป็นระยะเวลาหนึงแล้วและมีความพยายามที่จะป้องกันไม่ให้ค่าเงินอ่อนไปมากกว่านี้อีก

นายทรัมป์ยังกล่าวด้วยว่า “ผมคิดว่าเงินดอลลาร์ของเราเริ่มแข็งค่ามากเกินไป และส่วนหนึ่งเป็นความผิดของผม เพราะว่าผู้คนมีความเชื่อมั่นในตัวผม”

เขาบอกว่า แม้ว่าการที่เงินดอลลาร์แข็งค่าจะเป็นผลดีในหลายๆ เรื่อง แต่ท้ายที่สุดจะเป็นการสร้างความเสียหายให้กับเศรษฐกิจของสหรัฐ

“เป็นเรื่องยากมากๆ ที่จะแข่งขัน เมื่อคุณมีค่าเงินที่แข็งและประเทศอื่นๆ พากันลดค่าเงินของตนเอง” นายทรัมป์กล่าว

นอกจากนี้ นายทรัมป์ยังเปิดเผยในการให้สัมภาษณ์ด้วยว่า ตอนนี้เขาชอบ “นโยบายอัตราดอกเบี้ยต่ำเป็นพิเศษ” มาก และระบุว่ามีความเคารพนับถือในตัวของนางเยลเลน พร้อมบอกเป็นนัยว่าเขาอาจไม่ต้องดื่มอวยพรเป็นการอำลานางเยลเลนเมื่อเธอหมดวาระการดำรงตำแหน่งในเดือนกุมภาพันธ์ 2561 แต่บอกด้วยว่า ยังเร็วเกินไปที่จะพูดถึงเรื่องนี้ในตอนนี้

ก่อนหน้านี้ นายทรัมป์เคยวิพากษ์วิจารณ์นางเยลเลนอย่างรุนแรง โดยระบุว่า นโยบายอัตราดอกเบี้ยต่ำของเฟด ทำร้ายผู้ที่ฝากเงินกับธนาคาร รวมถึงเคยกล่าวเป็นนัยว่าจะไม่เสนอชื่อนางเยลเลนเป็นประธานเฟดต่ออีกสมัยเป็นระยะเวลา 4 ปี หลังวาระการดำรงตำแหน่งสิ้นสุดลง