เคล็ดลับ สกัด ‘ตุ๋นž’ อย่าเชื่อ-อย่าเสี่ยง รวยทางลัด

ช่วงนี้เกิดขึ้นเป็นข่าวบ่อยครั้ง สำหรับคดีแจ้งความฉ้อโกง หลอกลวง ต้มตุ๋น ถี่ยิบ ลักษณะให้ร่วมลงทุน สมัครเป็นสมาชิก สุดท้ายเชิดเงินหาย ปิดบริษัทหนี หรือไม่มีแม้กระทั่งบริษัท ทั้งหมดถูกอุปโลกน์ขึ้นมาทั้งนั้น!!

โฟกัสตั้งแต่ค่ำวันที่ 11 เมษายน เกิดเหตุลอยแพลูกทัวร์ที่จะไปญี่ปุ่นนับพันคน ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเกิดความโกลาหล กระทั่งเจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) นำกำลังจับกุม ซินแสโชกุนŽ หรือ น.ส.พสิษฐ์ อริญชย์ลาภิศ กรรมการบริหาร บริษัท เวลท์ เอเวอร์ ผู้ต้องหาร่วมกันฉ้อโกงประชาชน และอั้งยี่ซ่องโจร โดยโฆษณาชวนเชื่อให้สมัครเป็นสมาชิกผลิตภัณฑ์อาหารเสริม จ่าย 9,730 บาท จะได้เดินทางไปทัวร์ญี่ปุ่น

ต่อมา มีการจับกุม 8 ผู้ต้องหา เครือญาติซินแสโชกุนทั้งหมด มีทั้งเพื่อนสาวคนสนิทไปจนถึงแม่ ป้า ลูกพี่ลูกน้อง

อีกคดีดัง หมอตุ๋นหมอŽ เรืออากาศโทหญิง พญ.นิจชา รุทธพิชัยรักษ์ อายุ 30 ปี แพทย์ รพ.รัฐแห่งหนึ่ง นำทีมแพทย์ วิศวกร ทหาร พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินและอาจารย์มหาวิทยาลัย เข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวน กก.1 บก.ป. ดำเนินคดีกับ ว่าที่ น.ต.พญ.พรรณรัตน์ จันทรมณี หรือหมอบิว แพทย์ รพ.รัฐแห่งหนึ่ง ฐานฉ้อโกง หลอกให้ร่วมลงทุนกับบริษัททัวร์แห่งหนึ่ง จะได้รับผลตอบแทนสูงร้อยละ 6-18 ต่อเดือน ก่อนเชิดเงินหนี เสียหาย 64 ล้านบาท

ต่อมาเจ้าหน้าที่ออกหมายจับ น.ต.พญ.พรรณรัตน์ พร้อมนายโจ้ แฟนหนุ่ม และ น.ส.ผ่องพรรณ ศิริวัฒน์ ฐานฉ้อโกงประชาชน สืบสวนสอบสวนพบว่า น.ต.พญ.พรรณรัตน์ พร้อมครอบครัวเดินทางหนีไปไกลถึงต่างแดน

ขณะที่ น.ส.ผ่องพรรณเข้ามอบตัว ยืนยันความบริสุทธิ์ใจเพราะถูกหลอกเช่นกัน ให้ข้อมูลสำคัญว่านายโจ้เป็นตัวการ ล่าสุดทะเลาะกับ น.ต.พญ.พรรณรัตน์ถึงขั้นขู่ฆ่าเอาชีวิต จนฝ่ายหญิงต้องยกครัวเผ่นหนีไปญี่ปุ่น

มาถึงคดี รศ.ดร.สวัสดิ์ แสงบางปลา อดีตประธานกรรมการดำเนินการสหกรณ์ออมทรัพย์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้ต้องหาฉ้อโกงประชาชน หลอกลวงเพื่อนอาจารย์ร่วมลงทุนในสหกรณ์ลอตเตอรี่ อ้างจ่ายเงินปันผลร้อยละ 1 มีเหยื่อ 160 รายหลงเชื่อ มูลค่าความเสียหาย 1,400 ล้านบาท

ยังมีคดีต้มตุ๋นผ่านทางเฟซบุ๊ก

น.ส.สรารัตน์ ขำสุวรรณ อาชีพธุรกิจส่วนตัว พร้อมพวกเข้าแจ้งความ ที่ ปอท.ภายหลังถูกเฟซบุ๊ก สุนารี เกตุเวียง หลอกขายทองคำราคาต่ำกว่าตลาด เหยื่อหลงเชื่อ 126 คน เสียหายกว่า 100 ล้านบาท

คนที่ถูกหลอกตกเป็นเหยื่อในแต่ละคดี ล้วนเป็นคนมีฐานะ หน้าที่การงานดีทั้งสิ้น ต่างทุ่มทุนเงินเพื่อผลตอบแทนเป็นกอบ
เป็นกำ หลายรายถึงขั้นสิ้นเนื้อประดาตัว


พล.ต.ต.สุทิน ทรัพย์พ่วง ผบก.ป.เผยว่า การหลอกลวงแชร์ลูกโซ่หรือเครือข่ายสมาชิกทำได้ง่ายขึ้น อาศัยเทคโนโลยีเข้าช่วย ทั้งไลน์ เฟซบุ๊ก ยูทูบ เกิดการรวมกลุ่มได้ง่าย มีการนัดประชุมเข้าฟังตัวการพูดเพื่อโน้มน้าวใจ อ้างตัวให้ดูน่าเชื่อถือเป็นแพทย์ เภสัชกร ตลอดจนตั้งบริษัทขึ้นมาที่อาจไม่มีอยู่จริงจนเหยื่อหลงเชื่อร่วมลงทุน ตอนแรกผลตอบแทนดี จากนั้นเหยื่อจะชักชวนคนในครอบครัวและเพื่อนสนิทมาร่วมลงทุน บางรายโดนหลอกถึง 20 ล้านบาท

พล.ต.ต.สุทินแนะว่า วิธีการง่ายๆ ไม่ให้ถูกหลอก ถ้ามีคนชักชวนให้ร่วมลงทุนจะได้กำไรเยอะๆ ให้ปฏิเสธ อย่าหลงไปนั่งฟังตอนที่มีการนัดประชุมสมาชิก พบว่าประมาณ 90% เมื่อได้ฟังการโน้มน้าว ชักจูงใจ เหยื่อจะหลงเชื่อ บางครั้งมีการพูดถึงการร่วมทำบุญทำทาน เหยื่อที่ชอบทำบุญมักจะหลงเชื่อทันที บางรายยอมลงทุนโดยไม่รู้ว่าสินค้าอะไร หากเหยื่อหลงเชื่อแล้วไปหาสมาชิกเพิ่ม มีโอกาสตกเป็นผู้ต้องหาได้สูง ในฐานะแม่ข่าย

สามารถ เจนชัยจิตวนิช ประธานสมาพันธ์ต่อต้านแชร์ลูกโซ่แห่งประเทศไทย ให้ข้อมูลว่าสมาพันธ์ต่อต้านแชร์ลูกโซ่ฯ ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 2558 จะเห็นรูปแบบกลโกงมากมาย อาทิ รูปแบบการนัดเจอกัน ชวนฟังข้อเสนอก่อนพูดจาโน้มน้าว ส่วนใหญ่คล้ายขายตรง สินค้าจับต้องได้แต่ด้อยคุณภาพ ขณะเดียวกันมีหน้าฉากบริษัทใช้เป็นที่นัดมีตติ้ง สัมมนา จัดประชุม หรือการฉ้อโกงในรูปแบบฌาปนกิจสงเคราะห์ ที่มักหลอกลวงคนต่างจังหวัด

“วิธีการฉ้อฉลค่อยๆ พัฒนาควบคู่กับเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำ มีการชักชวนทางเฟซบุ๊ก ทางแอพพลิเคชั่นไลน์โยนข้อมูลทีเดียว ให้คนเข้าถึงได้ถึง 200 คน เช่น การฉ้อโกงอ้างการลงทุนแบบฟอเร็กซ์ที่อ้างว่ามีการลงทุนในต่างประเทศ บริษัทอาจจะมีจริงและถูกนำมาแอบอ้างหรือไม่มีอยู่จริงก็ได้ หนึ่งวิธีที่เพิ่งเป็นข่าวคือแชร์ท่องเที่ยวของซินแสโชกุนนำอาหารเสริมมาบังหน้า แต่สิ่งจูงใจเป็นการได้เดินทางไปเที่ยวยังต่างประเทศในราคาถูก”Ž สามารถกล่าว

พระเทพปฏิภาณวาที หรือเจ้าคุณพิพิธ วัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร กล่าวถึงเรื่องต้มตุ๋นว่าเกิดจากคน 2 ประเภท เป็นประเภทเดียวกันต่างฝ่ายต่างโลภ ฝ่ายที่ต้มก็สุกพอประมาณแต่ไม่มาก ฝ่ายตุ๋นก็สุกจนเละตุ๋นให้นิ่มจนเละ การตุ๋นกับการต้มมีระดับต่างกัน ความรู้ต่างกัน ภูมิปัญญาต่างกัน วิธีการตุ๋นจะละเมียดละไมกว่าต้ม มีลักษณะธุรกิจในรูปแบบบริษัท มีสินค้าที่เกิดกำไร เหล่านี้คือการลงทุนที่มีรายได้ฉับพลัน นี่คือ ผู้โลภเงินคนอื่นŽ

อีกประเภทหนึ่งคือผู้ซื้อ ผู้ร่วมลงทุนŽ อยากได้เงินง่ายกำไรเยอะ เสียเงินน้อยแต่หวังกำไรเยอะก็ไปซื้อเขา ไปทำธุรกิจร่วมกัน โดยไม่รู้จักพื้นฐาน คือ 1.ข่าวลือ 2.การบอกต่อ 3.รู้เท่าไม่ถึงการณ์ จำพวกลูกโซ่ ลูกโซ่ของคนโง่ คนโลภ จึงบอกต่อกันไป ร่วมลงหุ้นด้วยกัน ท้ายที่สุดผู้คนจำพวกโลภ หลอกลวง ต้มตุ๋น ก็ไม่มีฐานธุรกิจจะนำเงินไปประกอบการอะไร พวกที่ซื้อถ้าโง่โดยไม่รู้ว่าเขาจะนำไปทำอะไรจริงๆ ได้ขนาดนั้น เพราะฉะนั้นมันเลยเหมือนผีเน่ากับโลงผุมาเจอกัน เป็นของคู่กัน

“ข่าวมีทุกวันแต่คนไทยไม่คิด คนไทยไม่อยากหากินด้วยมือด้วยเท้างานประเภทถาวร คนไทยอยากรวยง่ายๆ ส่วนเบื้องหลังของคนที่โกงก็เป็นหนี้เป็นสิน การประกอบธุรกิจ การยืมเงินเขาไปแล้ว พอมันล้มเหลวไม่มีเงินไปจ่าย คนเหล่านี้ก็กลายเป็นอาชญากรของการหลอกลวง มันควรจะกลายเป็นข้อเตือนใจŽ” เจ้าคุณพิพิธเทศน์นอกธรรมาสน์ ก่อนจะเปิดสติให้กับทุกคนเข้าใจว่า ธนาคารเป็นหลักประกันที่ดีที่สุด เงิน 100 บาท ใน 1 ปี ควรจะงอกออกมาแค่ 1.50-2 บาท นี่คือลักษณะเงิน ธนาคารเอาไปลงทุนธุรกิจหรือให้กู้ยืม ธนาคารอาจมีดอกร้อยละ 5 บาทต่อปี หรือ 7 บาทต่อปี เป็นค่าใช้จ่าย ระบบมาตรฐานมันเป็นอย่างนี้ ไม่มีการรวยอะไรที่ได้เงินมาง่ายๆ แม้กระทั่งเล่นการพนันทุกชนิดก็เป็นหายนะทั้งสิ้น

“ฉะนั้นคนไทย 4.0 ต้องทำมาหากินด้วยลำแข้ง ด้วยความเป็นจริงเท่านั้น อย่าเชื่อและอย่าเสี่ยงเพื่อความอยากรวยเร็วๆ คนรวยเร็วๆ ไม่มีในโลก ยกเว้นขายสิทธิบัตรทางปัญญาให้กับผู้ลงทุนในต่างประเทศ เมื่อคิดอะไรได้อย่างหนึ่ง เกิดการแปรรูปทางภูมิปัญญา จะเกิดการส่งเสริมสินค้านั้นๆ ให้มีคุณภาพสูงขึ้น พอสินค้านั้นขายได้เป็นพันๆ ล้าน สิทธิบัตรทางปัญญาของเขาก็จะได้รับผลประโยชน์ เช่น เพลง การพัฒนาจากคอมพิวเตอร์ จำพวกเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ สินค้าทางยานยนต์ เป็นต้น ชิ้นเดียวกินได้ตลอดชีวิต ไม่ต้องประกอบอาชีพอะไรŽ”

เจ้าคุณพิพิธสอนว่า คนไทยเราได้รับการสั่งสอนมาอีกแบบหนึ่ง คืออยากรวย จึงขอลาภจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เช่นหนังภารตะจะเริ่มเชื่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เจ้าแม่ทุรคา พระศิวะ พระอิศวร พากันไปกราบไหว้ขอโชคลาภ พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ พระสงฆ์ศักดิ์สิทธิ์ ผีนางตะเคียน มะพร้าวออกลูกเป็นงวงพญานาค แม้แต่สัตว์เดรัจฉานมีลูกพิกลพิการ คนไทยจะขอแต่ลาภ คนไทยไม่ใช่นักคิดประดิดประดอย เป็นสภาวการณ์ฉ้อฉล หลอกลวง พระก็ใช้วิธีการนี้หลอกลวงโยมเช่นกัน เช่น พระบอกใบ้ให้หวย บอกโชคลาภ ทำพิธีกรรมให้โยมร่ำรวย เป็นการระดมทุนเข้าย่ามพระ ไม่มีการรับผิดชอบทางกฎหมายแม้สักเรื่องเดียว

“เหตุการณ์เหล่านี้จะคงอยู่ต่อไปตราบใดที่คนไทยยังอยากรวยเร็ว โดยไม่มีพื้นฐานทางการศึกษาและอาชีพ รวมถึงพวกจี้ พวกปล้น ก็อยากรวยเร็ว เลยไปจี้ ไปปล้นเขา คนเหล่านี้ก็กลายเป็นนักโทษไป คนไทยเป็น 4.0 ไม่ได้ แต่ถ้า 0.4 ก็พอได้”Ž เจ้าคุณพิพิธกล่าวทิ้งท้าย