เรือดำน้ำกับเครื่องบินขับไล่ F18 : โดย สมหมาย ภาษี

ช่วงนี้ข่าวเรื่องการจัดซื้อเรือดำน้ำลำแรกของไทยกับจีน ซึ่งเป็นการซื้อรัฐต่อรัฐ ยังเป็นข่าวที่ร้อนมากอยู่ ทั้งๆ ที่มีข่าวว่าได้มีการลงนามกันแล้วที่ปักกิ่ง ตั้งแต่วันที่ 5 พฤษภาคมที่ผ่านมา ก็ไม่วายที่ยังมีผู้สนใจวิจารณ์เรื่องนี้อย่างต่อเนื่องมากมาย

ถ้าจะถามว่า ทำไมผู้คนจึงพูดถึงเรื่องนี้กันมาก ก็พอจะเดาได้ว่า ประการแรก คนเขาไม่เชื่อว่ารายการนี้มีการซื้อกันอย่างตรงไปตรงมา การอ้างว่าการซื้อระหว่างรัฐบาลต่อรัฐบาล (โดยการเซ็นสัญญาฝ่ายจีนเป็นบริษัทผลิตเรือ) นั้น ไม่มีอะไรในกอไผ่ เรื่องการซื้อการขายจากจีน จากยูเครน หรือแม้กระทั่งจากเกาหลีใต้ ผู้รู้เรื่องในระดับสากล ไม่มีใครเขาเชื่อว่าจะไม่มีเรื่องนอกในกันเพราะประเทศเหล่านี้ยังไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานการซื้อขายที่ถูกต้อง ที่สถาบันใหญ่ๆ เช่น ธนาคารโลก หรือธนาคารพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) เขาวางไว้ ประเทศที่ทำการซื้อขายปฏิบัติตามองค์การระหว่างประเทศอย่างเคร่งครัด ก็มีประเทศที่พัฒนาแล้วทั้งหลาย เช่น สหรัฐอเมริกา เยอรมนี อังกฤษ ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น เป็นต้น แต่นั่นแหละการซื้อขายตามหลักเกณฑ์นี้ การจัดรายการพิเศษทำไม่ได้ครับ

ประการที่สอง ที่คนและสื่อหลายฉบับเขาไม่เชื่อ คือความสามารถที่เรือดำน้ำหนึ่งลำหรือสองลำ จะสามารถป้องกันรักษาความมั่นคงของประเทศที่คนไทยทุกคนเป็นห่วงได้อย่างที่คุย ภัยเข้ามาทางอ่าวไทย เรือดำน้ำของเราดำไปสกัด แม้ท้องเรือไม่ลากไปกับโคลนและสิ่งโสโครกใต้ทะเล หัวของเรือก็คงผลุบๆ โผล่ๆ และถ้าภัยรุกรานมาทางด้านทะเลอันดามัน เรือดำน้ำก็ต้องดำอ้อมแหลมผ่านไปทางสิงคโปร์ ซึ่งสิงคโปร์รู้เข้าเขาก็ต้องหาว่าเรากำลังไประรานเขา เรื่องนี้ไม่อยากมีจินตนาการให้ฟุ้งซ่าน ปกติตามทฤษฎีเรือดำน้ำนั้นเขามีไว้รุกราน ไม่ใช่ไว้ป้องกันประเทศ

เรื่องที่สื่อต่างๆ ไม่พูดถึงในเรื่องเรือดำน้ำที่เราได้ตกลงซื้อจากจีนนี้ก็คือเรื่องค่าบำรุงรักษา ซึ่งไม่มีใครเคยทราบตัวเลขว่าแต่ละปีมากมายก่ายกองแค่ไหน เพราะเรื่องนี้ต้องถูกผูกขาดโดยผู้ขายแต่ผู้เดียว กินกันยาวตลอดอายุการใช้งานของเรือดำน้ำ ไม่ทราบว่างบของกองทัพเรือจัดไว้หรือไม่ จะมีการผ่อนค่าบำรุงรักษาจากงบประมาณเป็นปีๆ หรือจะมีการกู้เงินมาจ่ายเขา แผนเป็นอย่างไรไม่มีใคร
ทราบ

หากพูดถึงความจำเป็นเร่งด่วน ผู้ที่ต้องการซื้อที่อ้างถึงคือกองทัพเรือ เขาก็จะต้องบอกว่าจำเป็นเร่งด่วนนะสิ เพราะมีการขอซื้อมาเรื่อย นานถึงกว่าสิบปีแล้ว ก็ให้สงสัยว่าเร่งด่วนทำไมรอกันได้นับสิบปี และช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมา เรื่องความมั่นคงทางทหารดีเลวอย่างไรก็รู้ๆ กันอยู่ กลุ่มอาเซียนตอนนี้รวมตัวกันหนาแน่นมาก ไม่ต้องมาบุกรุกอะไรกันอีก ชาติไหนคิดจะใช้อาวุธ ถ้าไม่ใช่มหาอำนาจใครก็ว่าเป็นหมาบ้าทั้งนั้น แล้วจะเอาเงินงบประมาณที่ชักหน้าไม่ถึงหลังอยู่แล้วไปใช้ทำไม เรื่องงบประมาณของชาติทุกวันนี้ มักกระเบียดกระเสียรสิ้นดี ประเทศเราอยู่ในภาวะที่ต้องกู้เงินมาใช้หนี้เดิมอยู่ทุกปี มีใครทราบบ้างไหมครับ ไว้ว่างๆ โอกาสหน้าจะจาระไนให้ฟัง

พูดมาเสียนาน ยังไม่ได้เล่าเรื่องเครื่องบินขับไล่ F-18 ที่ประเทศไทยเคยสั่งซื้อหนึ่งฝูงจากประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นครั้งแรกช่วงปี 2537-38 โดยรัฐบาลชุดไหนไม่ทราบ แต่ก่อนเป็นเรื่องลับมากสำหรับประชาชนผู้เสียภาษี ไม่เหมือนการสั่งซื้อเรือดำน้ำในสมัยนี้ คนไทยรุ่นนี้ยังคงจำได้ดีถึงความวิปโยคทางเศรษฐกิจของประเทศไทยเมื่อ 20 ปีที่แล้วในปี 2540 หรือที่เรียกว่า “วิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง” ไงล่ะครับ พอเกิดวิกฤตก็เป็นที่รู้กันว่าประเทศไทยถังแตก เงินทุนสำรองเงินตราระหว่างประเทศ เมื่อหักหนี้สินที่เป็นเงินตราต่างประเทศทั้งภาครัฐและเอกชน แทบไม่มีเหลือ ภาวะหมดตัวด้านการเงินของไทยก็เกิดขึ้น ตอนนั้นประเทศไทยได้สั่งซื้อ F-18 ไปแล้ว วางเงินมัดจำไปแล้ว ของกำลังผลิตอยู่ เสร็จเมื่อไหร่เราไม่มีเงินจ่ายแน่ ครั้นจะกู้เงินจากอเมริกาหรือจากใครมาจ่ายเขาก็ไม่ให้กู้หรอก

ความทุกข์ยากที่ตกอยู่กับประเทศในสมัยนั้น อยู่ในช่วงที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล มีท่านชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี ท่านถึงต้องส่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังไปเจรจากับท่านประธานาธิบดีคลินตันของสหรัฐ เพื่อขอยกเลิกการสั่งซื้อเครื่องบิน F-18 ทั้งฝูงของไทย ทางฝ่ายสหรัฐอเมริกาก็ใจดีเหลือหลาย บอกว่าเห็นใจเลิกก็เลิก เพราะฝูงบินที่กำลังผลิตให้ไทยนั้นขายให้ประเทศอื่นที่เพิ่งสั่งซื้อได้ แต่เงินมัดจำที่จ่ายมาแล้วนั้นห้ามเอาคืน ขอให้ใช้เงินนั้นซื้ออาวุธอื่นไป

นี่คือประวัติศาสตร์ที่สำคัญที่เกิดขึ้นเมื่อ 20 ปีที่แล้ว แต่อย่าหวังว่าการซื้อเรือดำน้ำจากจีนเที่ยวนี้จะขอยกเลิกกับจีนได้ เพราะถ้าเขาลงมือผลิตให้ไทยแล้ว ถ้าเราไม่เอาจะไปขายให้ชาติอื่นคงยาก

โดย สมหมาย ภาษี