‘หมอธี’ฟุ้ง แก้ทุจริตศธ.คืบหน้า จี้สพฐ.ยึดเงินประกัน 3 บริษัทเบี้ยวติดกล้องซีซีทีวี กว่า 60 ล้าน

เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการอำนวยการอำนวยการขับเคลื่อนแก้ไขปัญหาการทจริต ศธ. เมื่อเร็ว ๆ นี้ที่ประชุมได้รายงานความคืบหน้าการตรวจสอบปัญหาทุจริตในเรื่องต่าง ๆ ซึ่งการตรวจสอบคืบหน้าไปมาก

พล.ท.โกศล ประทุมชาติ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการศธ. กล่าวว่า สำหรับการตรวจสอบการติดตั้งระบบกล้องวงจรปิด หรือ CCTV โครงการ Safe Zone School ใน 12 เขต ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ นั้นสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้รายงานความคืบหน้าล่าสุด หลังจากส่งหนังสือแจ้ง 4 บริษัท ที่ชนะการประมูลให้มาติดตั้งกล้องให้ครบตามสัญญาจัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งพบว่า มีเพียง 1 บริษัทที่มาดำเนินการติดตั้งตามสัญญา ในพื้นที่ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา 16 สงขลา จำนวน 11 จุด ส่วนที่เหลือ ยังนิ่งเฉย อีกทั้งมี 1 บริษัท ให้ทนายความส่งหนังสือมายังสพฐ. ยืนยันว่าดำเนินการถูกต้องตามสัญญาแล้ว และจะขอเงินประกันคือ ดังนั้น ที่ประชุมจึงมอบหมายให้สพฐ. ลงไปดูรายละเอียดว่า สามารถยึดเงินประกันจากทั้ง 3 บริษัท ซึ่งมีอยู่กว่า 20 ล้านบาท รวมถึงเงินที่ สพป.ปัตตานี เขต1 ยังไม่ได้จ่ายให้กับบริษัทที่ติดตั้งกล้องอีก 41 ล้านบาทได้หรือไม่ ซึ่งหากยึดคืนมาได้เท่ากับว่า เราจะมีเงิน 61 ล้านบาท เพื่อนำไปติดตั้งกล้องวงจรปิดในจุดที่บกพร่องให้ครบต่อไป

“ส่วนความคืบหน้ากรณีสกสค. ซื้อหุ้นบริษัท หนองคายน่าอยู่ จำกัด ในโครงการก่อสร้างโรงงานไฟฟ้าพลังงานขยะชุมชน บ้านป่าตอง ต.โพนสว่าง อ.เมือง จ.หนองคาย มูลค่าประมาณ 800 ล้านบาท พบว่า ทางบริษัทมีความตั้งใจในการดำเนินการธุรกิจจริง ส่วนที่กรณีที่ซื้อหุ้นสูงกว่าราคาพาร์ ซึ่งอยู่ที่ 10 บาท แต่สกสค.ซื้อหุ้นละ 25 บาทนั้น เบื้องต้นทางบริษัท ชี้แจงว่า ราคาหุ้นอยู่ที่ 25 บาท จริง ไม่ได้ซื้อสูงกว่า ราคาพาร์ โดยเรื่องนี้จะให้บริษัท หนองคายน่าอยู่ฯ เข้ามาชี้แจงรายละเอียดของราคาหุ้นกับผู้เกี่ยวข้องอีกครั้ง โดยเร็ว ๆ นี้ทางสำนักงานสกสค.จะเสนอแนวทางให้คณะกรรมการสกสค. พิจารณาว่า จะร่วมลงทุนกับบริษัท หนองคายน่าอยู่ฯ ต่อไป หรือจะยืนยันขายหุ้นคืนตามเดิม ซึ่งทางบริษัทหนองคายน่าอยู่ ฯ ยินยอม จ่ายค่าตอบแทนคืนให้กับสกสค. ในอัตราร้อยละ5 ของเงินต้นที่ งวดที่ 2 จำนวน 50 ล้านบาทให้กับสกสค. ด้วย “พล.ท.โกศลกล่าวและว่า สำหรับกรณีสกสค. ซื้อตั๋วสัญญา มูลค่า 2,500 ล้านบาท จากบริษัทบิลเลี่ยน อินโนเวเท็ดกรุ๊ป จำกัด นั้น ล่าสุดทางสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)ได้ชี้มูลความผิดผู้เกี่ยวข้องแล้ว และจะส่งหนังสือแจ้งมายังศธ.ภายใน 2 สัปดาห์ จากนั้นศธ.จะต้องดำเนินการทางวินัยกับผู้เกี่ยวข้อง ส่วนกรณีที่ ธนาคารธนชาต อนุมัติถอนเงินและปิดบัญชีเงินฝากของสกสค. อย่างไม่ถูกต้องนั้น อยู่ระหว่างการตรวจสอบของป.ป.ช. ซึ่งยังรวมถึงกรณีดร๊าฟของธนาคารอื่น ๆ ด้วยซึ่งถือเป็นคดีแพ่ง ต้องรอให้ป.ป.ช.ชี้มูลก่อน