เพื่อไทย ติงกองทัพซื้อขีปนาวุธ ชี้ เศรษฐกิจยังไม่เอื้ออำนวย

(แฟ้มภาพ)

เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม นายนพดล ปัทมะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ แกนนำพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่โฆษกกองทัพเรือออกมายอมรับว่า กองทัพเรือได้สั่งซื้อขีปนาวุธซ้อมยิง ฮาร์พูน บล็อค ทูว์ 1 ลูก เพื่อติดตั้งบนเรือฟริเกต จากประเทศสหรัฐอเมริกาจริงว่า คำชี้แจงดังกล่าวดูยังไม่ชัดเจนคล้ายกับว่าเป็นการซื้อตามวงรอบและนำมาติดตั้งในเรือรบฟริเกต ทั้งนี้ข่าวของกระทรวงกลาโหมค่อนข้างสับสนโดยเฉพาะจากที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม บอกว่าไม่มีการจัดซื้อ แล้วทำไมวันนี้โฆษกของกองทัพเรือมาบอกว่าเป็นการซื้อตามวงรอบ เป็นการซื้อตามแพคเกจไม่รู้ว่าหมายความว่าอย่างไร เท่าที่ตนฟังแล้วไม่ค่อยจะชัดเจนกว่าที่ระบุว่าครบวงรอบนั้นหมายความว่าวงรอบหนึ่งจะต้องมีการเปลี่ยนอุปกรณ์ใหม่หรืออย่างไร ฟังแล้วยังไม่ค่อยชัดเจน อีกอย่างเราไม่ทราบว่าทางกองทัพเรือยื่นเจตจำนงว่าจะจัดซื้อนั้นเป็นเมื่อไหร่ เรื่องดังกล่าวก็ยังไม่ชัดเจน สำหรับประเด็นในเรื่องของความเหมาะสมการจัดซื้ออาวุธดังกล่าวนั้น ก็ต้องดูว่าหากสามารถชะลอออกไปได้ก็น่าจะเป็นเรื่องดีทั้งนี้ก็ต้องมาดูว่ามีความจำเป็นแค่ไหนถ้าสามารถชะลอออกไปได้ สภาพเศรษฐกิจของประเทศมีความพร้อมมากขึ้นจะดีกว่าหรือไม่

นายนพดลกล่าวว่า ทั้งนี้ก็ต้องยอมรับว่าภัยคุกคามด้านการทหารจากต่างประเทศในขณะนี้นั้นไม่มีเลย เพราะความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านของเราดีมาก ภัยคุกคามทางทะเลก็ไม่มี นอกจากนั้นการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนก็ทำให้ความสัมพันธ์มีความแน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น ดังนั้นหากทุกคนก็รู้ว่าสภาพเศรษฐกิจของประเทศเราในปัจจุบันควรต้องดูว่างบประมาณเป็นอย่างไรและจัดลำดับความเร่งด่วน ว่าควรจะไปใช้เพื่อดูแลปัญหาของประชาชนเฉพาะหน้าก่อน หรือไม่เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจการสร้างงานต่างๆ ข้อมูลต่างๆ ต้องยอมรับว่ายังมีไม่ครบถ้วนเป็นไปได้ กระทรวงกลาโหมควรชี้แจงเพิ่มเติมว่าเรื่องดังกล่าวมีความเป็นมาอย่างไร เป็นภาระผูกพันหรือไม่ น่าจะเป็นการดี เพราะไม่แน่ใจว่าได้มีการไปทำสัญญาไว้ก่อนหน้านี้หรือไม่ว่าจะต้องซื้อ

เมื่อถามถึงข้อสังเกตว่าทำไมขณะนี้กระทรวงกลาโหมจึงใช้จ่ายงบประมาณค่อนข้างมากในการจัดซื้อหายุทโธปกรณ์ขณะที่ภาวะเศรษฐกิจของประเทศยังไม่ดี นายนพดลกล่าวว่า ในการจัดซื้อยุทโธปกรณ์หรือขีปนาวุธโดยหลักการ จะต้องมีการประเมินเรื่องภัยคุกคามจากต่างประเทศก่อน โดยเฉพาะว่าเป็นไปได้และโอกาสที่จะเกิดข้อขัดแย้งทางการทหาร ซึ่งปัจจุบันนี้ต้องยอมรับว่าในรอบหลายปีที่ผ่านมาไม่มีปัญหาดังกล่าว เรื่องแบบนี้เหมือนกับที่เราจะสร้างรั้วบ้านก็ต้องคำนึงว่าบริเวณดังกล่าวมีขโมยหรือไม่ ส่วนตัวคิดว่าสภาพเศรษฐกิจปัจจุบันถ้าชะลอหรือลดจำนวนการจัดซื้อลงได้ก็จะเป็นประโยชน์มากกว่า


ต่อข้อถามว่าถ้ามองในทางกลับกันหากกองทัพต้องการเสริมเขี้ยวเล็บ จะมีเหตุผลเพียงพอหรือไม่ นายนพดลกล่าวว่า “การพัฒนาอาวุธหรือการมีอาวุธยุทโธปกรณ์รุ่นใหม่ ก็เป็นสิ่งที่พึงทำแต่ก็ต้องดูสภาพเศรษฐกิจของประเทศและปัญหาของประเทศในช่วงนั้นๆ ด้วย ส่วนตัวยังไม่เห็นว่าจะมีความจำเป็นเพราะขณะนี้ไม่มีใครมาคุกคามประเทศไทยเพราะความสัมพันธ์ทางการทูตเราค่อนข้างดี แต่ทั้งหมดขึ้นอยู่กับรัฐบาล ในเมื่อเรามีงบประมาณจำกัด ควรจะใช้ไปในทางใดหรือควรแก้ปัญหาเร่งด่วนก่อน ส่วนตัวเห็นว่าถ้าสามารถชะลอหรือทุกส่วนเพื่อรอให้เศรษฐกิจของประเทศดีแล้วค่อยจัดซื้อก็คงไม่สาย”

ขณะที่ นายชูศักดิ์ ศิรินิล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวข้อเท็จจริงไม่ทราบว่าเป็นอย่างไรแน่ แต่หากเป็นจริงดังที่กล่าวมา ก็แสดงว่ามีเบาะแสที่มีเค้ามูลความจริง

“แต่ที่สับสนคือท่านายกฯ บอกว่าจะไปรบกับใคร เราไม่เห็นด้วยและคัดค้านมาตั้งแต่ประเด็นเรือดำน้ำแล้ว ในยุคเศรษฐกิจฝืดเคืองรัฐบาลมีเงินน้อย เศรษฐกิจปากท้องชาวบ้านไม่ต้องพูดถึง เห็นเป็นประจักษ์ เอาแค่คิดจะซื้ออาวุธก็ผิดแล้ว นี่จะซื้อกันมโหฬาร ก็เรียกว่าแบบสุดๆ ไปเลย เหมือนเป็นโอกาสทอง แม้ไม่ใช่นักเศรษฐศาสตร์ แต่ก็เห็นว่ายุคนี้ต้องเอางบประมาณของประเทศมาลงทุนใดๆ ก็ตามให้เกิดมูลค่าเพิ่ม เกิดจ้างงาน คงจะเป็นผลดีกับประเทศมากกว่า นี่แหละระบอบที่ไม่มีฝ่ายค้าน ถ้าเป็นยุคประชาธิปไตยป่านนี้คงอภิปรายกันหลายรอบแล้ว” นายชูศักดิ์กล่าว