อ้างเป็นผู้เสียหาย ส่งทนายยื่นโนติส ถึงสมาคมนักข่าวฯ ระวังโดนฟ้อง ปมสอบคุกคามทางเพศ

วันที่ 13 ก.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ได้มีการเผยแพร่หนังสือจากสำนักงานกฎหมาย วี แอนด์ ที ลงนามโดยนายวิมล ส่งเสริมกุล ทนายความผู้ได้รับมอบอำนาจจากบุคคลที่ได้รับผลกระทบจากการเผยแพร่ข้อความ ส่งถึงนายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย เรื่อง การตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีที่มีการพาดพิงผู้บริหารองค์กรสื่อ มีพฤติกรรมคุกคามทางเพศพนักงานในสังกัด จนทำให้ต้องลาออกจากองค์กร

หนังสือดังกล่าว ระบุตอนหนึ่งว่า การกระทำดังกล่าวปราศจากอำนาจอันจะอ้างตามข้อบังคับของสมาคมได้ ไม่ปรากฎว่ามีบุคคลใดที่เป็นผู้เสียหายหรือเป็นผู้ร้องมายื่นร้องเรียน อีกทั้งยังไม่ปรากฎว่ามีผู้ใดเป็นผู้ถูกกล่าวหาว่ามีการกระทำผิดที่ฝ่าฝืนต่อจริยธรรมและคุณธรรมที่กล่าวอ้าง โดยสมาคมฯยกเหตุอ้างที่มาจากการโพสต์ลงสื่อโซเชียลเกียวกับปัญหาการคุกคามทางเพศของกรรมการในสมาคมฯ นั้น เป็นการกระทำที่ไม่มีเหตุจะอ้างตามกฎหมายซึ่งเป็นข้อยกเว้นของความผิดฐานหมิ่นประมาทได้แต่อย่างใด

คณะกรรมการแสวงหาข้อเท็จจริงที่สมาคมฯจะตั้งขึ้นนั้น ไม่ชัดเจนว่ามีบทบาทหน้าที่ให้แสวงหาข้อเท็จจริงในเรื่องใด ใช้กระบวนการแสวงหาด้วยวิธีใด และจะสิ้นสุดลงเมื่อใด อีกทั้งเมื่อได้ข้อมูลมาจะสรุปผลเพื่อนำไปสู่บทลงโทษสำหรับความผิดโดยอาศัยฐานอำนาจใด อีกทั้ง สมาคมฯควรตั้งกรรมการสอบบุคคลที่โพสต์เรื่องดังกล่าวลงสื่อโซเชียล เพราะเป็นผู้เผยแพร่ข้อความที่ก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่ามีมูลความจริงแค่ไหน

การตั้งคณะกรรมการแสวงหาข้อเท็จจริงครั้งนี้มีความสุ่มเสี่ยงต่อการร่วมกันกระทำความผิดทางอาญาฐานหมิ่นประมาท ทั้งสมาคมฯ กรรมการสมาคมทุกท่านที่เข้ามามีส่วนร่วมประชุม และคณะกรรมการแสวงหาข้อเท็จจริงที่ยอมรับ การแต่งตั้งเข้าร่วมกันทำหน้าที่แสวงหาข้อเท็จจริง จึงเรียนมาเพื่อท้วงติง เป็นข้อพึงระวังในการเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะอันจะมีผลกระทบต่อชื่อเสียงเกียรติคุณของบุคคลที่ถูกพาดพิง ทั้งนี้จึงขอสงวนสิทธิในการดำเนินคดีทั้งในทางแพ่งและทางอาญาต่อบุคคลที่ละเมิดสิทธิในอนาคตต่อไป

นายวิมล ส่งเสริมกุล ทนายความสำนักกฎหมาย วีแอนด์ ที เปิดเผยว่า ยืนยันว่าหนังสือที่ส่งให้นายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยนั้น เป็นหนังสือจริง ซึ่งตนในฐานะทนายผู้รับมอบอำนาจจากผู้เสียหาย ต้องการให้ทางสมาคมฯ แสดงหลักฐานหรือข้อเท็จจริงที่ชัดเจนหากจะกล่าวหาในประเด็นดังกล่าว เพราะที่ผ่านมา เราจับใจความไม่ได้ มีเพียงแต่การให้ข่าวจนพูดกันปากต่อปาก จนมีการเชื่อมโยงสร้างความเสียหาย ที่ไม่ใช่ความเสียหายเฉพาะตัวบุคคล แต่รวมไปถึงสถาบันและตัวองค์กรด้วย

ทั้งหมดที่ทำไป ไม่ได้มีเจตนาจะฟ้องร้องทางสมาคมฯ แต่ขอสมาคมฯ ทบทวนเรื่องดังกล่าว โดยเฉพาะการเสนอข้อเท็จจริง ไม่ใช่เห็นจิ้งจกแล้วบอกเห็นจระเข้ ดังนั้น จากนี้ตนจะรอดูท่าทีจากสมาคมฯก่อนว่าจะเดินไปทางใด หากสมาคมฯ มีการตั้งคณะกรรมการแสวงหาข้อเท็จจริง ตนและผู้มอบอำนาจก็จะพิจารณาอีกครั้ง สำหรับบุคคลที่โพสต์ลงโซเชียลจนทำให้เกิดประเด็นขึ้นมานั้น ขณะนี้จะยังไม่ฟ้องร้องดำเนินคดี เพราะเชื่อว่าสมาคมฯ ที่เต็มไปด้วยผู้มีความรู้ความสามารถจะใช้วิจารณญาณเองได้