“พิชัย”ชี้แม้ดีใจนักลงทุนญี่ปุ่นมากันมาก ห่วงเป็นแค่จัดฉาก การเมืองเป็นอุปสรรค นักลงทุนรอวันเลือกตั้งชัด

นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมว.พลังงาน กล่าวว่า ตามที่รัฐบาลได้เชิญนักลงทุนญี่ปุ่นประมาณ 570 ราย นำโดยกระทรวงเมติของประเทศญี่ปุ่น เข้ามาประชุมโดยหวังว่าจะมีการลงทุนจากต่างประเทศเพิ่มขึ้นให้กับประเทศไทย นับเป็นเรื่องดีและเป็นการสร้างบรรยากาศที่ดีให้กับประเทศ แต่ไม่แน่ใจว่าจะมีการลงทุนจากนักลงทุนญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นตามที่รัฐบาลคาดหวังหรือไม่ ทั้งนี้เพราะก่อนหน้านี้สถานฑูตญี่ปุ่นได้เชิญตนทานข้าวเพื่อแลกเปลี่ยนความเห็นทางเศรษฐกิจและการเมืองของประเทศไทย โดยมีนายยูจิ มิซูคามิ เลขาฑูตทางด้านการเมือง และนายทาเฮ อาเบะ เลขาฑูตทางเศรษฐกิจ อีกทั้งการที่ตนมีโอกาสได้พูดคุยกับนักลงทุนชาวญี่ปุ่นหลายบริษัท ได้รับการยืนยันว่านักลงทุนญี่ปุ่นยังอยากลงทุนในประเทศไทย แต่ที่ยังไม่ลงทุนเพราะประเทศไทยมีปัจจัยหลายด้านที่ยังสู้ประเทศเพื่อนบ้านไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสภาวะการเมืองที่ยังไม่แน่นอน และการปกครองปัจจุบันที่ไม่เป็นที่ยอมรับของประชาคมโลกทำให้การเจรจาการค้า และการเจรจาเขตการค้าเสรีทำไม่ได้ เป็นอุปสรรคในการตัดสินใจลงทุน ทำให้นักลงทุนญี่ปุ่นหันไปลงทุนในประเทศอื่นในอาเซียนโดยเฉพาะ ประเทศเวียดนามที่ได้ประโยชน์อย่างมากจากภาวะการเมืองของไทยในปัจจุบัน เพราะนักลงทุนไม่กล้าเสี่ยงกับอัตราภาษีและการกีดกันการค้าที่อาจจะเกิดขึ้นได้ ทำให้ต้นทุนสินค้าเพิ่มขึ้นและจะแข่งขันยาก

ทั้งนี้เชื่อว่านักลงทุนญี่ปุ่นที่มีการลงทุนมากกว่าครึ่งของการลงทุนจากต่างประเทศทั้งหมดในประเทศไทย จะกลับมาลงทุนอีกครั้ง หลังจากมีรัฐบาลจากการเลือกตั้งแล้ว และสามารถที่จะเจรจาเขตการค้าเสรีได้ ดังนั้นการที่ผู้นำรัฐบาลชี้แจงว่าการลงทุนที่ลดลงมากในปัจจุบัน ถึงรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งก็ไม่ต่างกันนั้น คงไม่น่าจะจริง เพราะนักลงทุนญี่ปุ่นพูดเองว่าจะเพิ่มการลงทุนหลังจากมีรัฐบาลจากการเลือกตั้งแล้ว อย่างไรก็ดี นักลงทุนญี่ปุ่นเห็นว่าประเทศเพื่อนบ้านของไทยยังมีศักยภาพที่จะขยายตัวและพัฒนาได้อีกมากจึงเป็นที่น่าสนใจในการลงทุน ในขณะที่ประเทศในปัจจุบันแม้จะพัฒนามากกว่าแต่มีข้อจำกัดมาก ดังนั้นไทยจึงต้องเร่งแก้ไขข้อจำกัดและแสดงให้เห็นศักยภาพในการพัฒนาเป็นศูนย์กลางของอาเซียนได้อย่างแท้จริงโดยต้องเป็นที่ยอมรับของนานาชาติ

ทั้งนี้ตนได้ให้ความมั่นใจว่าหากพรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้งและเป็นรัฐบาล การสนับสนุนให้เกิดการลงทุนและการเจรจาเขตการค้าเสรีจะเป็นเรื่องเร่งด่วน เพื่อให้มีการลงทุนเพิ่มขึ้นโดยเร็วหลังจากการลงที่หายไปตลอด 3 ปีกว่าที่ผ่านมาหลังมีรัฐประหาร อีกทั้งจะเป็นการแก้ไขปัญหาว่างงานที่เพิ่มขึ้นอีกเป็น 4.7 แสนคนแล้ว แม้ปัจจุบันการส่งออกจะเริ่มฟื้นหลังจากติดลบมาหลายปีติดกัน แต่จะทำให้การส่งออกขยายตัวอย่างต่อเนื่องได้อย่างไร หากไม่มีการลงทุนเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ นักลงทุนญี่ปุ่นอยากทราบวันเลือกตั้งที่แน่นอนเพื่อที่จะได้วางแผนการลงทุนได้อย่างถูกต้อง เพราะล่าสุดได้มีความพยายามที่จะเลื่อนการเลือกตั้งกันอีก ซึ่งจะทำให้แผนการลงทุนของนักลงทุนหยุดชะงักไปด้วย และการส่งเสริมให้มีการลงทุนในระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก (EEC) ถือเป็นแนวทางที่ถูกต้องเพราะประเทศไทยมีความจำเป็นที่จะต้องขยายพื้นที่การลงทุนให้เพิ่มขึ้นหลังจากพื้นที่ลงทุนเดิมเต็มหมดแล้ว และพรรคเพื่อไทยก็จะส่งเสริมเขตการลงทุนอีอีซีต่อไปหากได้เป็นรัฐบาล ทั้งนี้ นักลงทุนญี่ปุ่นยังกังวลถึงยุทธศาสตร์ 20 ปี เพราะไม่มีประเทศที่เจริญแล้วที่ไหนทำกัน อีกทั้งยังถือเป็นกฏหมายที่สูงกว่าทุกกฏหมาย ซึ่งหากมีโลกการเปลี่ยนแปลงจะทำให้มีปัญหาได้ และยังไม่มั่นใจว่ากรรมการยุทธศาสตร์จะมีความรู้ความสามารถเพียงพอไหมที่จะรับมือการเปลี่ยนแปลงของโลก


หากจำกันได้นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯได้ไปเยือนประเทศญี่ปุ่นหลายครั้ง ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา และไปเยือน ประเทศในยุโรป อเมริกา และจีน ด้วย เพื่อชักชวนนักลงทุนให้มาลงทุน แต่ไม่ปรากฏว่าจะมีการลงทุนเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด การลงทุนจากต่างประเทศยังอยู่ในระดับต่ำขนาดพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ยังยอมรับเอง โดยอยากให้มีการแถลงตัวเลขการลงทุนจริงหลังเสร็จงาน

ดังนั้นการที่จะดึงดูดนักลงทุนให้มาลงทุนได้นอกจากประเทศไทยจะต้องเร่งการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในด้านต่างๆ โดยเฉพาะเรื่องคมนาคม และการพัฒนาการศึกษาของประชาชนเพื่อให้ประชาชนมีความรู้ความสามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคตแล้ว การสร้างบรรยากาศให้เป็นประเทศเป็นประเทศที่น่าอยู่ เป็นประเทศที่มีเสรีภาพ มีหลักธรรมาภิบาลที่ดี ไม่มีข่าวสารในด้านลบในเรื่องต่างๆออกไปทั่วโลก เพื่อให้เป็นที่ยอมรับของนานาประเทศก็เป็นสิ่งจำเป็นไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน และคนไทยทุกคนคงอยากเห็นประเทศเจริญและพัฒนาไปในทิศทางที่ถูกต้อง