กรมวิทย์ฯพัฒนาวิธีตรวจเอกลักษณ์สารสำคัญสมุนไพร 26 ชนิด

เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม นพ.สุขุม  กาญจนพิมาย  อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) กล่าวว่า  กระทรวงสาธารณสุขดำเนินงานด้าน Medical Hub ด้วยการจัดทำแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศไทยเป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ (พ.ศ.2557 – 2560) และร่วมกับ 8 กระทรวง และภาคเอกชน ได้ยกร่างแผนแม่บทแห่งชาติว่าด้วยการพัฒนาสมุนไพรไทยฉบับที่ 1 พ.ศ.2560 – 2564 มีเป้าหมายเพื่อกำหนดนโยบาย และมาตรการส่งเสริม       ให้เกิดการพัฒนาสมุนไพรไทยที่เป็นระบบ มีความยั่งยืน มีการวิจัยพัฒนาให้เป็นที่ยอมรับ รวมทั้งผลักดัน           ให้พืชสมุนไพรของไทยเป็น 1 ในพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ที่ขับเคลื่อนโมเดลไทยแลนด์ 4.0 และนโยบายประชารัฐของรัฐบาลสร้างมูลค่าเพิ่มแก่ผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรไทย และโอกาสขยายช่องทางธุรกิจสมุนไพรไปยังประเทศสมาชิกประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน

“กรมฯ ได้พัฒนาวิธีตรวจสอบเอกลักษณ์สารสำคัญชี้บ่งสมุนไพร   ในเครื่องสำอางผสมสมุนไพร มาตั้งแต่ปี 2557 ซึ่งจนถึงปัจจุบัน สามารถพัฒนาวิธีการตรวจเอกลักษณ์สารสำคัญชี้บ่งสมุนไพรได้แล้วจำนวน 26 ชนิด ได้แก่ กวาวเครือขาว ขมิ้นชัน ไพล บัวบก ตะไคร้หอม  ตะไคร้แกง ชาเขียว หม่อน มะกรูด ว่านหางจระเข้ เมล็ดองุ่น กระชายดำ เทียนกิ่ง ชะเอมเทศ มะละกอ    แครอท ทานตะวัน กระเทียม แตงกวา อัญชัน มะคำดีควาย ฟักข้าว มะหาด มังคุด มะขาม และกาแฟ” อธิบดีกรมฯ กล่าว 

นพ.สุขุม กล่าวอีกว่า   นอกจากการตรวจวิเคราะห์เพื่อเฝ้าระวังการปนเปื้อนของสารห้ามใช้ โลหะหนัก และเชื้อจุลินทรีย์ในเครื่องสำอางแล้ว กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์  ได้ทำการตรวจวิเคราะห์คุณภาพเครื่องสำอางผสมสมุนไพร เพื่อหาสารสำคัญชี้บ่งสมุนไพรที่ระบุว่า   เป็นส่วนผสมของเครื่องสำอางสมุนไพรไปแล้วจำนวน 435 ตัวอย่าง พบว่ายังมีเครื่องสำอางผสมสมุนไพรที่ตรวจไม่พบสารสำคัญชี้บ่งสมุนไพรตามที่ระบุไว้ ดังนั้น กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์จะได้นำองค์ความรู้             ไปช่วยผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทยพัฒนากระบวนการผลิต รวมถึงการดูแลรักษาวัตถุดิบ                     เพื่อช่วยกันผลักดันผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทยให้มีคุณภาพต่อไป ในส่วนของประชาชน ควรระมัดระวังในการเลือกซื้อเลือกใช้เครื่องสำอางผสมสมุนไพร ควรทดสอบการแพ้ระคายเคืองก่อนใช้ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางผสมสมุนไพร และเก็บผลิตภัณฑ์ไว้ในที่สะอาด แห้งและเย็น หลีกเลี่ยงที่ร้อน ชื้น และแสงแดดส่องถึง