ศธ. เดินเครื่องร.ร.นิติบุคคล นำร่อง 77 ร.ร.ด้อยโอกาส เริ่มทันทีปีการศึกษา 61 นี้

นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ศธ.พร้อมด้วย สำนักงานคณะกรรรมพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ได้เสนอให้คณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปเพื่อรองรับการปรับเปลี่ยนตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ที่มีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน พิจารณารูปแบบโรงเรียนของรัฐในอนาคต ซึ่งจะเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาในรูปแบบโรงเรียนนิติบุคคล หรือ Public School อย่างไรก็ตาม การให้อิสระโรงเรียนบริหารจัดการร่วมกับภาคเอกชนในรูปแบบนิติบุคคลจะได้ผลต่อเมื่อเราบริหารบุคคลได้จริง ๆ ให้ครูเก่ง ๆ มีโอกาสเข้ามาสอน มีระบบค่าตอบแทนที่ดี มีระบบการบริหารงานที่ดี ซึ่งต้องปลดล็อคในหลายจุด เช่น ระบบการบริหารงานบุคคล สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาก็ต้องปรับแก้หลักเกณฑ์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ระบบ ระเบียบการบริหารงาน ก็ต้องปรับแก้ระเบียบของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาดขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) โดยจะเริ่มทันทีในปีการศึกษา 2561 นำร่องจังหวัดละ 1 โรงเรียน ทั้งนี้สำหรับโรงเรียนที่จะนำร่องใช้รูปแบบการบริหารจัดการในรูปแบบนิติบุคคล เบื้องต้นจะเปิดโอกาสให้โรงเรียนที่มีปัญหาในการจัดการศึกษาหรือโรงเรียนด้อยโอกาสก่อน โดยภาคเอกชนจะเป็นผู้คัดเลือกโรงเรียนที่จะเข้าไปสนับสนุน ก่อนเสนอให้คณะกรรมการอำนวยการ ซึ่งมีนายการุณ สกุลประดิษฐ์ ปลัดศธ. เป็นประธาน นายชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ เลขาธิการสภาการศึกษา เป็นเลขานุการ ดำเนินการคัดเลือกโรงเรียนที่เหมาะสม เพื่อให้เชื่อมโยงกับข้อเสนอของคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษาต่อไป
นายชัยพฤกษ์ กล่าวว่า โรงเรียนนิติบุคคล หรือ Public School เป็นไปตามรัฐธรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ที่ให้รัฐส่งเสริมให้ประชาชนได้รับการจัดการศึกษาตามความต้องการในระบบต่าง ๆ รวมทั้งส่งเสริมให้มีการเรียนรู้ตลอดชีวิตและจัดให้มีความร่วมมือระหว่างรัฐ อล์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและภาคเอกชนในการจัดการศึกษาทุกระดับ โดยรัฐมีหน้าที่ดำเนินการกำกับและส่งเสริมสนับสนุนให้การจัดการศึกษาดังกล่าวมีคุณภาพและได้มาตรฐานการศึกษาสากล อย่างไรก็ตาม จากผลการจัดอันดับของ World Economic Forum 2917 จำนวน 137 ประเทศ พบว่า ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 32 แต่ในด้านคณภาพการศึกษาระดับประถมศึกษา ไทยอยู่ในอันดับที่ 89 และมีอัตราการเข้าเรียนในระบบประถมศึกษาอยู่ในอันดับที่ 100 ขณะที่ผลคะแนน การประเมินผลนักเรียนร่วมกับนานาชาติ (Programme for International Student Assessment) หรือ PISA 2015 ยังมีค่าเฉลี่ยที่ต่ำ วิทยาศาสตร์ 412 คะแนน จากค่าเฉลี่ยกลาง 493 คะแนน ด้านการอ่าน 409 คะแนน จากค่าเฉลี่ยกลาง 493 คะแนน และด้านคณิตศาสตร์ 415 คะแนน จากค่าเฉลี่ยกลาง 490 คะแนน ดังนั้นจึงต้องยกระดับคุณภาพการศึกษา โดยมีโรงเรียนในรูปแบบที่ตอบสนองความเปลี่ยนแปลงในโลกปัจจุบัน และเปิดโอกาสให้ภาคส่วนต่าง ๆ เข้ามาร่วมปรับปรุงพัฒนาหรือบริหารโรงเรียนอย่างจริงจัง
“สำหรับแนวทางในการขับเคลื่อนในอนาคต จะแบ่งเป็น โรงเรียนที่รัฐมีบทบาท 100% จำนวน 30,717 แห่ง โรงเรียนที่เอกชนมีบทบาท 100% โรงเรียนสามัญ จำนวน 3,845 แห่งโรงเรียนที่เอกชนเป็นหุ้นส่วนสนับสนุน โดยนำโมเดลต่าง ๆ มาประยุกต์ใช้ หรือโรงเรียนประชารัฐ 3,351 แห่ง โรงเรียนเอกชนการกุศล และรูปแบบที่จะเกิดขึ้นใหม่คือ โรงเรียนนิติบุคคลหรือPublic School เปิดโอกาสให้ภาคส่วนต่าง ๆ เข้ามาบริหารโดยรัฐยังคงเป็นเจ้าของ และมีการประเมินเป็นระยะ ปลดล็อคกฎระเบียบที่เกี่ยวกับงบประมาณ การบริหารงานบุคคลให้มีความคล่องตัว แต่โรงเรียนต้องมีความรับผิดชอบต่อผลสัมทธิ์ทางการเรียนของเด็ก เริ่มนำร่อง 77 แห่งทั่วประเทศ ”นายชัยพฤกษ์ กล่าวและว่า ทั้งนี้นายกฯ มีนโยบายให้เริ่มดำเนินการทันทีในภาคเรียนที่1 ปีการศึกษา 2561 ดังนั้นจากนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของศธ. จะต้องดำเนินการแก้ไขกฎระเบียบเพื่อรองรับการดำเนินการ รวมทั้งออกแบบระบบรองรับการบริหารงานบุคคล การจัดสรรงบประมาณ หลักสูตร การประเมินผลสัมทธิ์ การประกันคุณภาพ และการบริหารทรัพย์สิน สำหรับภาคเอกชนที่เข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาโรงเรียนนิติบุคคล มีแนวทางจะเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.)ขยายเวลาการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี ในการบริจาคเงินหรือทรัพย์สินสามารถนำไปลดหย่อนภาษี 2 เท่าของจำนวนที่จ่ายจริงไม่เกินร้อยละ10 ของกำไรสุทธิ จากเดิมที่สิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2561 ให้มีระยะเวลาเพิ่มขึ้น