การเมืองของซาอุดีอาระเบีย โดย : โกวิท วงศ์สุรวัฒน์

เปอร์เซ็นต์ของพวกชีอะห์ที่อยู่ในกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง

คาบสมุทรอาระเบียเป็นคาบสมุทร (คาบสมุทร หมายถึงผืนแผ่นดินที่มีน้ำล้อมรอบทั้ง 3 ด้าน ซึ่งอาจจะเป็นได้ทั้งทะเลหรือมหาสมุทร) ที่ใหญ่ที่สุดในโลกที่มีเนื้อที่ถึง 3,237,500 ตารางกิโลเมตร ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของประเทศ 7 ประเทศ คือ เยเมน, บาห์เรน, คูเวต, กาตาร์, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, โอมาน และซาอุดีอาระเบีย

แผ่นดินส่วนใหญ่เป็นทะเลทราย จะมีโอเอซิสขนาดใหญ่ที่มีน้ำมากพอให้ทำการเกษตรได้เป็นหย่อมๆ และตลอดทั้งคาบสมุทรนั้นไม่มีแม่น้ำแม้แต่สายเดียว ประชากรมีน้อยมากส่วนใหญ่เป็นพวกอาหรับเลี้ยงสัตว์เร่ร่อนอยู่ในทะเลทราย โดยทั่วไปแล้วเป็นดินแดนที่แร้นแค้นมาก แต่ในคาบสมุทรอาระเบียนี้มีสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดอยู่ถึง 2 แห่งสำหรับศาสนาอิสลามซึ่งมีศาสนิกชนอยู่ทั่วโลกจำนวนถึง 1,600 ล้านคน ซึ่งผู้นับถือศาสนาอิสลามหรือชาวมุสลิมปรารถนาที่จะต้องหาโอกาสไปจาริกแสวงบุญให้ได้ครั้งหนึ่งในชีวิต คือ

1) นครมักกะห์ สถานที่ตั้งหินกาบะที่ศักดิ์สิทธิ์และเป็นที่เคารพสูงสุด สถานที่ที่ตระกูลของบรรพบุรุษ ที่มาของพระมูหะหมัดเป็นผู้พิทักษ์ปกป้อง ประกาศศาสนาอิสลาม และเป็นสถานที่ซึ่งชาวมุสลิมทั่วโลกเมื่อเวลาทำละหมาดจะต้องพากันหันหน้าไปทางทิศที่ตั้งของนครมักกะห์ ในชั่วชีวิตของชาวมุสลิมทั่วโลกจะต้องหาโอกาสถ้าเป็นไปได้ไปทำพิธีฮัจย์หรือการจาริกแสวงบุญยังนครมักกะห์แห่งนี้

2) นครมะดีนะฮ์ กล่าวได้ว่าเป็นเมืองแห่งศาสดามูหะหมัด ซึ่งเมื่อครั้งที่เริ่มเผยแพร่ศาสนาได้ยกไปตั้งมั่นยังเมืองแห่งนี้ เป็นนครที่ฝังพระศพ และมีมัสยิดศักดิ์สิทธิ์อันเป็นสถานที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของชาวมุสลิมทั่วโลก มีความสำคัญสูงสุดเป็นอันดับที่ 2

ต่อไปนี้ขอแนะนำประเทศซาอุดีอาระเบียซึ่งเป็นประเทศใหญ่และทรงอิทธิพลที่สุดในคาบสมุทรอาระเบีย โดยซาอุดีอาระเบีย เป็นรัฐอาหรับในคาบสมุทรอาระเบีย มีพื้นที่ประมาณ 2,149,690 ตารางกิโลเมตร แบบว่าซาอุดีอาระเบียประเทศเดียวก็กินเนื้อที่สองในสามของคาบสมุทรอาระเบียแล้ว ประเทศซาอุดีอาระเบียมีพรมแดนติดประเทศจอร์แดนและอิรักทางเหนือ ประเทศคูเวตทางตะวันออกเฉียงเหนือ ประเทศกาตาร์ บาห์เรน และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ทางตะวันออก ประเทศโอมานทางตะวันออกเฉียงใต้ และประเทศเยเมนทางใต้

ซาอุดีอาระเบียเป็นประเทศเดียวที่มีชายฝั่งติดทั้งทะเลแดงและอ่าวเปอร์เซีย และภูมิประเทศส่วนใหญ่ประกอบด้วยทะเลทรายแห้งแล้ง อยู่อาศัยไม่ได้เสียเป็นส่วนใหญ่ แต่ซาอุดีอาระเบียครอบครองทั้งสองดินแดนอันศักดิ์สิทธิ์คือทั้งมักกะห์และมะดีนะฮ์

ซาอุดีอาระเบียเพิ่งสถาปนาประเทศเมื่อ พ.ศ.2475 (เพียง 85 ปีเอง) โดยกษัตริย์อับดุลอะซิส อัล ซาอุด จึงตั้งชื่อประเทศเป็น “อาระเบียของซาอุด” นั่นเอง แต่เมื่อตั้งประเทศได้แล้วก็เกิดสถานการณ์เศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ (Great Depression) ซึ่งเป็นวิกฤตทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นทั่วโลกในช่วง พ.ศ.2472-2482 ซึ่งก่อนที่จะเกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำนี้แหล่งที่มารายได้ของซาอุดีอาระเบียมาจากการจัดเก็บภาษีจากผู้แสวงบุญที่เดินทางไปดินแดนศักดิ์สิทธิ์ หลังเกิดวิกฤตเศรษฐกิจตกต่ำจำนวนผู้แสวงบุญต่อปีลดลงจาก 100,000 คน เหลือไม่ถึง 40,000 คน ซึ่งส่งผลลบต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศอย่างมาก จนกระทั่งมีการค้นพบปิโตรเลียมใน พ.ศ.2481 ทำให้ประเทศซาอุดีอาระเบียเป็นผู้ผลิตและส่งออกน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของโลก และรายได้จากน้ำมันกลายเป็นแหล่งที่มาสำคัญของความมั่งคั่ง โดยซาอุดีอาระเบียไม่ต้องพึ่งพาการรับเงินจากผู้แสวงบุญไปยังนครมักกะห์อีกต่อไป

และการค้นพบนี้ได้แปรเปลี่ยนความสัมพันธ์ทางการเมืองแห่งภูมิภาคตะวันออกกลางอย่างใหญ่หลวง

เนื่องจากกษัตริย์อับดุลอะซิส อัล ซาอุด ได้ทรงสร้างประเทศขึ้นโดยอาศัยอุดมการณ์ศาสนาอิสลามสาขาวาฮาบี (เป็นสาขาหนึ่งของนิกายซุหนี่) การรบและการแต่งงานกับธิดาหัวหน้าเผ่าต่างๆ ทำให้พระองค์มีโอรสถึง 62 องค์ ซึ่งลักษณะการปกครองประเทศซาอุดีอาระเบียจึงเป็นรูปแบบของการแชร์อำนาจกันระหว่างโอรสสายตรง (คล้ายระบบกงสีของคนจีน) โดยมีกษัตริย์จากโอรสของสายมเหสีองค์หนึ่ง และมีมกุฎราชกุมาร (เป็นนายกรัฐมนตรี) ซึ่งเป็นโอรสของมเหสีอีกสายหนึ่ง และมีการแบ่งอำนาจทางการทหาร (กลาโหม) ทางการปกครองภายใน รวมทั้งตำรวจ (มหาดไทย) ทางการคลัง ไปยังโอรสของมเหสีองค์อื่นๆ

โดยเริ่มจากกษัตริย์ไฟซาล บิน อับดุลอะซิส ซึ่งเป็นกษัตริย์องค์ที่สามเรื่อยมาจนถึงกษัตริย์ซัลมาน บิน อับดุลอะซิส องค์ที่เจ็ดที่ขึ้นครองราชย์ เมื่อ พ.ศ.2558 ก็เริ่มรวบอำนาจเข้าสู่พระองค์กับมกุฎราชกุมารซึ่งเป็นโอรสของพระองค์เอง พระนามว่า โมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน ผู้มีอายุ 32 ปี โดยปลดโอรสและเชื้อสายจากมเหสีองค์อื่นๆ ออกไปจนหมดในช่วงระยะเวลาไม่ถึงสองปี

มิหนำซ้ำในต้นเดือนพฤศจิกายนปีนี้เองก็มีการกวาดล้างครั้งใหญ่โดยจับบรรดาเจ้าชาย 11 องค์ กับอดีตข้าราชการชั้นสูง นักธุรกิจที่มั่งคั่งร่ำรวยมหาศาลไปขังไว้ในข้อหาคอร์รัปชั่น ซึ่งลามไปถึงธุรกิจของครอบครัวบิน ลาเดน และครอบครัวของนายกรัฐมนตรีเลบานอน คือนายซาอัด อัล ฮาริรี ที่มั่งคั่งจากการรับเหมาก่อสร้างกับทางราชการซึ่งถูกเรียกตัวมาซาอุดีอาระเบียและบังคับให้นายซาอัด ฮาริรี ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเลบานอนอีกด้วย

แกนอำนาจของชีอะห์ไม่มีก่อน พ.ศ.2546 แต่ปัจจุบันแผ่ไปถึงทะเลเมดิเตอร์เรเนียน

การเปลี่ยนแปลงแบบ “ปฏิรูป” ครั้งยิ่งใหญ่ของซาอุดีอาระเบียครั้งนี้ มาจากการขยายอิทธิพลของอิหร่านซึ่งซาอุดีอาระเบียถือเป็นศัตรูตัวฉกาจที่คุกคามความมั่นคงของซาอุดีอาระเบียเนื่องจากอิหร่านได้ประสบความสำเร็จในการสร้างแกนอำนาจของนิกายชีอะห์ไปถึงทะเลเมดิเตอร์เรเนียนแล้วตั้งแต่ พ.ศ.2546 ซึ่งแต่เดิมพวกชีอะห์ถูกจำกัดอำนาจอยู่แต่ในประเทศอิหร่านเท่านั้น (ดูรูป) ซึ่งมกุฎราชกุมารโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน ได้เปิดสงครามทางอากาศกับเยเมนเนื่องจากรัฐบาลเยเมนที่ซาอุดีอาระเบียหนุนหลังอยู่นั้นได้พ่ายแพ้ต่อกบฏฮูตีซึ่งเป็นพวกชีอะห์ที่อิหร่านหนุนหลังอยู่ ซึ่งสร้างความพินาศฉิบหายให้กับเยเมนอย่างมาก แต่พวกกบฏฮูตีก็ยังคงยึดครองพื้นที่ส่วนใหญ่ในเยเมนอยู่ดังเดิม

นอกจากนี้ ซาอุดีอาระเบียยังชวนประเทศพันธมิตรของตนให้ตัดความสัมพันธ์ทางการทูตกับประเทศกาตาร์ โดยข้อหาว่ากาตาร์สนิทสนมกับอิหร่านจนเกินไป และการที่บีบนายกรัฐมนตรีเลบานอนให้ลาออก ก็เพื่อที่จะให้พี่ชายนายกรัฐมนตรีที่ซาอุดีอาระเบียสั่งได้ไปเป็นนายกรัฐมนตรีแทน เพื่อที่จะได้กำจัดพวกเฮซบอลเลาะห์
ซึ่งเป็นชีอะห์ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่านออกจากการร่วมรัฐบาลเลบานอน เพราะพวกเฮซบอลเลาะห์ไปช่วยรัฐบาลซีเรียซึ่งเป็นสาขาหนึ่งของชีอะห์รบกับพวกอาหรับที่ซาอุดีอาระเบียสนับสนุนในซีเรียอยู่ด้วย

ดูท่าว่าซาอุดีอาระเบียกำลังจะเข้าตาจนเพราะตั้งแต่ พ.ศ.2557 ซาอุดีอาระเบียขาดดุลงบประมาณครั้งแรกนับตั้งแต่ พ.ศ.2552 และต้องเผชิญกับการขาดดุลงบประมาณในอนาคตต่อไป เพราะซาอุดีอาระเบียต้องการราคาน้ำมันสูงที่กว่า 100 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เพื่อความสมดุลของงบประมาณ

ถึงแม้ว่าในตอนนี้ซาอุดีอาระเบียสามารถจัดหาเงินทุนมาชดเชยในส่วนที่ขาดดุลไปได้เป็นเวลาอีกหลายปี ด้วยสินทรัพย์ที่มีในต่างประเทศหรือด้วยการกู้ยืมเงิน แต่จำเป็นต้องเริ่มต้นลดการใช้จ่ายลงหากราคาน้ำมันยังคงอยู่ในระดับต่ำเช่นที่เป็นอยู่นี้ จึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่มีการออกกฎหมายปราบปรามคอร์รัปชั่นและจับทั้งนักธุรกิจและเชื้อพระวงศ์ไปกว่า 200 คนขังไว้ และแช่แข็งบัญชีธนาคารของคนเหล่านี้กว่า 1,700 บัญชี