ทุกข์ชาวใต้ โดย นฤตย์ เสกธีระ

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา(แฟ้มภาพ)

ได้ยินข่าวผู้ว่าราชการจังหวัดตรังเชิญแกนนำชาวสวนยางไปพูดคุย เพื่อมิให้ยกขบวนกันเข้ากรุงเพื่อเรียกร้องรัฐบาลให้ช่วยเหลือราคายาง แล้วทำให้คิดถึงเรื่องเล่าที่เพิ่งได้ยิน

ได้ยินจากปากคนใต้!

ได้ยินแล้วทำให้เห็นใจกลุ่มคนที่พยายามเดินทางมาบอกความทุกข์ของเขาให้นายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีฟัง

เรื่องเล่านั้นเป็นเรื่องปากท้อง

เรื่องมีอยู่ว่า ชาวสวนภาคใต้อาศัยรายได้จากยางพารา หรือไม่ก็ปาล์ม

เดิมนั้นราคายางพาราไม่สูง ขายยางพาราได้กิโลกรัมละไม่เท่าไหร่

แต่เงินที่ขายยางได้ไม่เท่าไหร่นั้นสามารถไปซื้อของได้เยอะแยะ

ขายยางได้ 1 กิโลกรัม สามารถไปซื้อปลาแดงได้ 1 กิโลกรัม

แต่ขณะนี้ชาวสวนยางขายยางได้กิโลกรัมละ 40 บาท จำนวน 40 บาท ต้องหาร 2 เพื่อแบ่งกับคนกรีด

ขณะที่ราคาปลาแดงพุ่งพรวด ทำให้ต้องขายยาง 3-4 กิโลกรัม ถึงจะมีเงินพอซื้อปลาแดง 1 กิโลกรัม

สถานภาพของชาวสวนยางกับชาวสวนปาล์มไม่แตกต่าง

ชาวสวนปาล์มก็มีปัญหาเรื่องค่าครองชีพ

จากเดิมที่ขายปาล์มได้กิโลกรัมละ 6 บาท ตอนนี้เหลือกิโลกรัมละ 3 บาท

รายได้ลด พอไปเจอกับค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น จึงกลายเป็นความทุกข์

เฉกเช่นเดียวกับชาวประมงที่ต้องปรับตัวให้เข้ากับกฎเหล็ก เพื่อเรียกความเชื่อมั่นจากชาวยุโรปและอเมริกา

ต้องทำตัวเองให้ปราศจากข้อกล่าวหา “ค้ามนุษย์” ซึ่งเป็นแรงงานในเรือ

ไต้ก๋งหลายรายจึงต้องหลบลี้

เรื่องเล่าฟังแล้วจับความได้แค่นี้

เป็นเรื่องเล่าที่แตกต่างจากตัวเลขทางเศรษฐกิจที่ได้อ่านพบ

เพราะหลายเดือนที่ผ่านมา ประเทศไทยมีความก้าวหน้าทางตัวเลขเศรษฐกิจ

เศรษฐกิจโลกกระเตื้องทำให้การส่งออกไทยกระเตื้อง ส่งออกไทยกระเตื้องทำให้รายได้เข้าประเทศมีมากขึ้น

รายได้เข้าประเทศมากขึ้น ทำให้ตัวเลขจีดีพีเติบโต

ผนวกรวมกับตัวเลขการลงทุนภาครัฐแล้ว ดูเหมือนเศรษฐกิจไทยกำลังฉลุย

ล่าสุดมีการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคก็พบว่าเป็นบวกติดต่อกันมาหลายเดือน

ตัวเลขที่ปรากฏน่าจะทำให้ประชาชนคนไทยอิ่มหมีพีมันขึ้น

แต่ทำไมจึงเกิดเรื่องเล่าที่ดังมาจากภาคใต้

ทำไมยังมีความเคลื่อนไหวจากชาวสวนยางที่ขอเข้ากรุงมาบอกเล่า

มาเล่าความทุกข์ที่กำลังเกิดอยู่กับพวกเขา

เป็นทุกข์ของคนใต้

เป็นทุกข์จากปากท้องที่รัฐบาลจะต้องเร่งดำเนินการขจัดให้หมดไป

……………

นฤตย์ เสกธีระ maxlui2810@gmail.com