เครือข่ายลดอุบัติเหตุ-มูลนิธิเมาไม่ขับ ตั้งข้อสังเกต ‘หมอยอร์น’ หาสาเหตุชน รปภ. จี้ สธ.สอบวินัยร้ายแรง

เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน นายพรหมมินทร์ กัณธิยะ ผู้อำนวยการสำนักงานเครือข่ายลดอุบัติเหตุ (สคอ.) กล่าวถึงเรื่องนี้ ว่า ตามปกติแล้วจุดเกิดเหตุดังกล่าวไม่สามารถใช้ความเร็วได้มาก เนื่องจากมีลูกระนาดอยู่ ส่วนใหญ่รถจึงวิ่งได้ช้า ประกอบกับหากมีการเปิดไฟหน้ารถย่อมสามารถมองเห็นได้ทุกมิติแน่นอน ยกเว้นว่าไม่ได้ใส่ใจ ไม่ได้มองทาง หรือมีอะไรมาทำให้สายตาพร่ามัวหรือไม่ ทั้งนี้ ตามหลักทางวิศวกรรมแล้ว ไฟหน้ารถสามารถช่วยให้มองเห็นได้ในระยะ 30 เมตร ดังนั้น เมื่ออยู่หลังพวงมาลัยก็ต้องใส่ใจเส้นทางที่ตนเองขับทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นถนนเส้นหลักหรือเส้นรองหรือเป็นถนนที่เคยชินหรือไม่ก็ตาม อย่างไรก็ตาม  เท่าที่พิจารณาจากกล้องวงจรปิดขณะรถชน ก็พบว่าไฟหน้ารถส่องสว่างจ้า สภาพรถถือว่าดีหมด จึงไม่แน่ใจว่าในขณะนั้นคุณหมอได้ละสายตาไปทำอะไรหรือไม่ เพราะไฟส่องสว่างของหน้ารถย่อมต้องมองเห็นแน่นอน ซึ่งหลายคนก็มีการตั้งข้อสังเกตว่าคนขับเป็นปกติหรือไม่ เพราะถ้ายังมองถนน สติอยู่ในวิสัยของคนขับรถทั่วไป ก็น่าจะต้องมองเห็น

นายพรหมมินทร์ กล่าวว่า ความเร็วในการขับรถบริเวณใกล้จุดเกิดเหตุไม่ควรเกิน 20 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เนื่องจากมีลูกระนาดขนาดใหญ่ สูง 5 เซนติเมตร ซึ่งหากขับรถเร็วกว่านี้จะกระดอน และหากขับในระยะ 20 กิโลเมตรจริง คนหรือ รปภ.น่าจะหลบได้ทัน จึงเชื่อว่ารถขับมาด้วยความเร็วอาจจะ 30-50 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เพราะ รปภ.ไม่สามารถหลบทันได้ และเนื่องจากเวลาดังกล่าวเป็นช่วงประมาณ 20.00 น. รถก็มีน้อยมาก จึงเป็นไปได้ว่าจะมีการขับรถด้วยความเร็ว ซึ่งหากคนมีสติทั่วไปน่าจะไม่กล้าขับเร็วอยู่แล้ว

ผู้สื่อข่าวถามว่า ทางบริเวณดังกล่าวมืดจริงหรือไม่  นายพรหมมินทร์กล่าวว่า จากที่เคยใช้เส้นทางในความคิดส่วนตัวมองว่าเส้นทางไม่ถึงกับมืด ส่วนการอ้างว่าทางมืดแล้วเกิดอุบัติเหตุ ซึ่งจริงๆ แล้วรถก็มีไฟหน้าเมื่อจำเป็นต้องผ่านที่มืดก็ต้องเป็นความรับผิดชอบของผู้ขับขี่หรือไม่ที่จะต้องเปิดไฟหน้ารถ ซึ่งจากที่เห็นในคลิปรถก็เปิดไฟหน้าอยู่แล้ว

นพ.แท้จริง ศิริพานิช  เลขาธิการมูลนิธิเมาไม่ขับ กล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นถือเป็นเรื่องที่แย่มาก กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ต้องลงโทษให้หนักกว่าคนธรรมดา เพราะนอกจากจะเป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่แล้ว  ต้องมีการตั้งคณะกรรมการสอบวินัยร้ายแรงเหมือนกรณีข้าราชการลวนลามพนักงานลูกจ้างสาว ของ สธ. นอกเหนือจากที่เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินคดีตามกฎหมาย และจากการที่ดูคลิปวีดีโอจะตั้งข้อหาการขับรถว่าเจตนาฆ่าได้หรือไม่ เพราะคลิปวีดีโอที่ปรากฏจะอ้างว่าแอร์แบ็กหรือถุงลมนิรภัยระเบิดนั้นไม่ได้ เพราะขนาดชนจนแอร์แบ็กระเบิดยังไม่ลงไปช่วยทันที ส่วนเรื่องการบ่ายเบี่ยงไม่เป่าหาระดับปริมาณแอลกอฮอล์ก็เท่ากับเมา เพราะหากไม่เมาก็ต้องเป่า อย่างไรก็ตาม กรณีนี้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องฟ้องคดีเมาแล้วขับด้วย ถึงแม้ไม่มีหลักฐานการเป่า ก็ต้องใช้พยานแวดล้อม

“วันนี้ (14 พ.ย.) ผมจะไปยื่นหนังสื่อที่ สภ.อ.เมืองนนทบุรี เพื่อไปติดตามว่าทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำสำเนาคดีอย่างไร เพราะการออกมาให้ข้อมูลของตำรวจนั้น หลังจากจะเดินทางไปยัง สธ. เพื่อเรียกร้องให้ผู้บริหาร สธ.ทำการตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง ทั้งนี้ขอเป็นตัวแทนสังคมในการติดตามเรื่องนี้เพราะรณรงค์เรื่องการไม่ขับอยู่แล้ว” นพ.แท้จริงกล่าว