โลกมุสลิมก่นด่า’ทรัมป์’ ปมรับรอง’เยรูซาเลม’ เป็นเมืองหลวงอิสราเอล

เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา แถลงรับรองนครเยรูซาเลมว่ามีสถานะเป็นเมืองหลวงอิสราเอลตามคาดหมาย พร้อมประกาศเริ่มกระบวนการย้ายสถานทูตจากกรุงเทลอาวีฟมายังนครแห่งนี้ ส่งผลให้เกิดปฏิกิริยาในทางลบจากทั่้วโลกแม้แต่จากพันธมิตรตะวันตกด้วยกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากโลกมุสลิมที่ออกมาประนามความเคลื่อนไหวครั้งนี้ทันทีโดยพร้อมเพรียง

สถานะของนครเยรูซาเลมเป็นอุปสรรคสำคัญที่สุดซึ่งทำให้ข้อตกลงสันติภาพใดๆระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์ไม่บรรลุผลในรอบกว่า 70 ปีที่ผ่านมา นครแห่งนี้มีศาสนสถานสำคัญทั้งของศาสนาคริสต์คือหลุมพระศพพระเยซู และของศาสนาอิสลามคือโดมทองแห่งเยรูซาเลม ทั้งยังเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของศาสนายิวอีกด้วย ซีกตะวันตกของนครแห่งนี้เป็นพื้นที่ของอิสราเอล ต่อมาอิสราเอลรุกคืบเข้ายึดครองเยรูซาเลมตะวันออกได้ทั้งหมดในสงคราม 6 วัน เมื่อปี 1967 (พ.ศ. 2510) และประกาศผนวกเยรูซาเลมตะวันออกเป็นของตนเอง แต่ไม่เคยได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการจากนานาชาติ ในการเจรจาสันติภาพล่าสุด อิสราเอลยืนกรานว่าข้อตกลงสันติภาพกับปาเลสไตน์ใดๆ ต้องรวมถึงการยอมรับเยรูซาเลมเป็นเมืองหลวงของอิสราเอล ในขณะที่ปาเลสไตน์ก็ยืนยันเช่นกันว่าจะยอมรับข้อตกลงสันติภาพก็ต่อเมื่อมีการรับรองว่า เยรูซาเลมตะวันออกเป็นเมืองหลวงของประเทศปาเลสไตน์

ก่อนหน้านี้ประชาคมนานาชาติรวมทั้งสหรัฐอเมริกา ไม่ยอมรับอธิปไตยของอิสราเอลเหนือเยรูซาเลมทั้งหมดและกำหนดท่าทีร่วมกันว่าสถานะของเยรูซาเลมต้องถูกกำหนดผ่านการเจรจาเท่านั้น ทรัมป์อ้างว่า อิสราเอลมีสิทธิเต็มที่ในการเลือกเมืองหลวงของตัวเอง และว่าการตัดสินใจของตนเป็นการทำตามคำสัญญาระหว่างการหาเสียงซึ่งไม่เคยมีประธานาธิบดีอเมริกันคนใดกล้าทำมาก่อน อย่างไรก็ตามพันธมิตรตะวันตกของสหรัฐล้วนแสดงปฏิกิริยาต่อต้านการตัดสินใจครั้งนี้ อังกฤษระบุว่าเป็นการกระทำที่ไม่ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้น ฝรั่งเศสระบุว่าเป็นการตัดสินใจที่น่าเสียใจส่วนเยอรมนีแถลงว่าไม่เห็นด้วยกับการดำเนินการของสหรัฐอเมริกา ในขณะที่มี 8 ชาติรวมทั้ง อังกฤษ, ฝรั่งเศส, อิตาลี ยื่นเรื่องเรียกประชุมคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอสซี) เพื่อพิจารณามติในกรณีนี้ทันที


ในตะวันออกกลาง ประเทศเดียวที่ตอบรับการตัดสินใจครั้งนี้ด้วยความยินดีคืออิสราเอล นายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอลชี้ว่าเป็นการตัดสินใจที่เป็นประวัติศาสตร์ แต่นายมาห์มูด อับบาส ประธานาธิบดีของปาเลสไตน์ ชี้ว่าเป็นการตัดสินใจที่ควรประณามและยอมรับไม่ได้ ทั้งชี้ด้วยว่า สหรัฐได้สลัดทิ้งโอกาสที่จะเป็นผู้ไกล่เกลี่ยในการเจรจาสันติภาพกับอิสราเอลไปด้วยการตัดสินใจครั้งนี้ พร้อมเรียกร้องให้มีการประท้วงทั่วพื้นที่เวสต์แบงก์ ขณะที่ฮามาส ขบวนการปาเลสไตน์นิยมแนวทางรุนแรงที่ปกครองฉนวนกาซาอยู่ในเวลานี้ ประกาศว่าทรัมป์ได้ “เปิดประตูนรก” สำหรับผลประโยชน์ของอเมริกันในภูมิภาค พร้อมทั้งเรียกร้องให้มีการชุมนุมประท้วงครั้งใหญ่ใน “วันแห่งความเดือดดาล” ที่กำหนดให้เป็นวันที่ 8 ธันวาคมนี้

ตุรกีและอิหร่านประณามการตัดสินใจดังกล่าว แถลงการณ์ของตุรกีระบุว่าเป็นการตัดสินใจที่ไม่รับผิดชอบของทรัมป์ ทั้งยังไม่ชอบด้วยกฎหมาย และเป็นการยั่วยุต่อมุสลิมทั้งมวล สุมไฟให้เกิดอินทิฟาดา (การลุกฮือขึ้นต่อต้าน) ครั้งใหม่ขึ้น โดยเรียกร้องให้จัดประชุมสุดยอดองค์การเพื่อความร่วมมือแห่งอิสลาม (โอไอซี) ขึ้น

ซาอุดีอาระเบียระบุเช่นกันว่า ทรัมป์ขาดความชอบธรรมในการเคลื่อนไหวครั้งนี้ และฝ่าฝืนสิทธิทั้งในเชิงประวัติศาสตร์และสิทธิถาวรของชาวปาเลสไตน์ ส่วนจอร์แดนนอกจากประณามการตัดสินใจครั้งนี้แล้วยังเรียกร้องให้มีการประชุมสุดยอดสันนิบาตอาหรับเพื่อกำหนดท่าทีตอบโต้อีกด้วย