ความเห็นแย้ง กกต.-กรธ. ร่าง พ.ร.ป.ที่มา ส.ว.-เลือกตั้ง ส.ส.

หมายเหตุ – ข้อเสนอของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ต่อร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. … และร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. … เพื่อเสนอต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ตามมาตรา 267 วรรคห้า ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 เพื่อตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ร่วม 3 ฝ่ายพิจารณาความเห็นแย้งของร่าง พ.ร.ป.ทั้งสองฉบับ


ร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว.

ข้อเสนอ กกต.

ความเห็นของ กกต.ต่อร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. … เพื่อเสนอต่อ สนช.ตามมาตรา 267 วรรคห้า ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 กกต.พิจารณาร่าง พ.ร.ป.นี้แล้วเห็นว่ามีประเด็นที่ไม่ตรงตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ดังต่อไปนี้

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 223 วรรคหนึ่ง เมื่อมีการดำเนินการตามมาตรา 225 หรือภายหลังการประกาศผลการเลือกตั้งหรือการเลือกแล้ว มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าผู้สมัครรับเลือกตั้งหรือผู้สมัครรับเลือกผู้ใดกระทำการทุจริตในการเลือกตั้งหรือการเลือกหรือรู้เห็นกับการกระทำของบุคคลอื่น ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง หรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งผู้นั้นŽ

ร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. …

มาตรา 64 วรรคหนึ่ง เมื่อคณะกรรมการประกาศผลการเลือกตามมาตรา 44 วรรคสอง แล้ว ถ้ามีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าผู้สมัครหรือผู้ใดกระทำการอันเป็นการทุจริตในการเลือกหรือรู้เห็นกับการกระทำของบุคคลอื่น อันทำให้การเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม ให้คณะกรรมการยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อสั่งให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้นั้นŽ

เมื่อพิจารณาตามบทบัญญัติดังกล่าวจะเห็นได้ว่าเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 มาตรา 226 วรรคหนึ่ง กำหนดให้ กกต.ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง หรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้สมัครรับเลือกตั้งซึ่งกระทำการทุจริตในการเลือกหรือรู้เห็นกับการกระทำของบุคคลอื่น แต่ความในมาตรา 64 แห่งร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. … บัญญัติให้ กกต.ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อสั่งให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้นั้น เพียงประการเดียว ไม่ได้ให้อำนาจ กกต.ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อสั่งให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้นได้ด้วย ดังนั้น มาตรา 64 วรรคหนึ่ง แห่งร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. … จึงไม่ตรงตามเจตนารมณ์มาตรา 226 วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560

ข้อเสนอ กรธ.

กรธ.พิจารณาแล้ว เห็นว่าร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. … ที่ สนช.ลงมติไม่ตรงตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญรวมสามประเด็น ดังนี้

ประเด็นที่หนึ่ง การเปลี่ยนแปลงจำนวนกลุ่มการสมัครจาก 20 กลุ่ม เหลือเพียง 10 กลุ่ม (ร่างมาตรา 11) กรธ.ขอเรียนว่า การกำหนดให้มีวุฒิสภาตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 แตกต่างจากวุฒิสภาตามรัฐธรรมนูญฉบับที่ผ่านๆ มา โดยมิได้มีเจตนารมณ์ให้เป็นสภาพี่เลี้ยงหรือสภาตรวจสอบที่ต้องประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิ หากแต่มีเจตนารมณ์ให้เป็นสภาที่ประชาชนจากทุกภาคส่วนของสังคม (All walks of life) มีส่วนร่วมทางการเมืองได้อย่างแท้จริง โดยประชาชนซึ่งมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด สามารถสมัครเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการนิติบัญญัติได้ โดยตรงและอย่างกว้างขวางŽ

ตามมาตรา 107 วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 จึงบัญญัติว่า วุฒิสภาประกอบด้วยสมาชิกจำนวนสองร้อยคน ซึ่งมาจากการเลือกกันเองของบุคคลซึ่งมีความรู้ความเชี่ยวชาญ ประสบการณ์ อาชีพ ลักษณะ หรือประโยชน์ร่วมกัน หรือทำงานหรือเคยทำงานด้านต่างๆ ที่หลากหลายของสังคม …Ž และเมื่อเป็นเช่นนี้ การแบ่งกลุ่ม จำนวนกลุ่ม และคุณสมบัติของบุคคลในแต่ละกลุ่มจึงเป็นหลักประกันอันสำคัญว่าประชาชนจากทุกภาคส่วนของสังคมสามารถเข้ามามีส่วนร่วมอย่างกว้างขวางได้อย่างแท้จริง

การที่ สนช.มีมติให้ลดจำนวนกลุ่มลงเหลือเพียง 10 กลุ่ม โดยการยุบรวมกลุ่ม เป็นการลดทอนหลักประกันว่าวุฒิสภาจะเป็นสภาที่ประกอบด้วยประชาชนจากทุกภาคส่วนของสังคมอย่างแท้จริง เพราะมีความเป็นไปได้สูงมากที่จะทำให้กลุ่มเดิมที่ถูกยุบรวมเข้ากับกลุ่มอื่นจะได้รับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภาลดน้อยลงหรือไม่ได้รับเลือกเลย เช่น การยุบกลุ่มสตรีไปรวมกับกลุ่มผู้สูงอายุ จากเดิมกลุ่มนี้มีหลักประกันชัดเจนว่าจะมีผู้ได้รับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภากลุ่มละ 10 คน เมื่อนำมายุบรวมกันเป็นกลุ่มเดียวกัน ตัวแทนจากกลุ่มเหล่านี้จะลดลง จึงไม่ตรงตามเจตนารมณ์ของมาตรา 107 ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 ที่มุ่งหมายให้วุฒิสภามีองค์ประกอบจากภาคส่วนต่างๆ ที่หลากหลายของสังคมอย่างแท้จริง ทั้งยังไม่ตรงกับจำนวนกลุ่มที่ประชาชนได้รับทราบมาตั้งแต่ก่อนที่จะมีการออกเสียงประชามติอีกด้วย

ประเด็นที่สอง การแบ่งผู้สมัครในแต่ละกลุ่มออกเป็น 2 ประเภท และการให้ผู้สมัครในแต่ละประเภทเลือกกันเอง (ร่างมาตรา 13) กรธ.พิจารณาแล้วเห็นว่า มาตรา 107 ของรัฐธรรมนูญบัญญัติชัดเจนว่าวุฒิสภาประกอบด้วยสมาชิกจำนวนสองร้อยคนซึ่งมาจาก การเลือกกันเองŽ ของบุคคลในแต่ละกลุ่มซึ่งมีความรู้ ความเชี่ยวชาญ ประสบการณ์ อาชีพ ลักษณะหรือประโยชน์ร่วมกัน หรือทำงานหรือเคยทำงานด้านต่างๆ ที่หลากหลายของสังคม ดังนั้น การเลือกดังกล่าวจึงมุ่งหมายให้เป็นการเลือกในระหว่างผู้สมัครกันเองอย่างเท่าเทียมกัน โดยมีหลักเกณฑ์และเงื่อนไขอย่างเดียวกัน กรธ.ได้เสนอแนวคิดในการเลือกสมาชิกวุฒิสภาดังกล่าวให้ประชาชนทราบจนเป็นที่รับรู้ทั่วไปตั้งแต่ก่อนที่จะมีการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญแล้ว

กรธ.เห็นว่าการให้มีองค์กรเป็นผู้เสนอหรือรับรองผู้สมัครเข้ารับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภานั้น ไม่ตรงตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญอย่างแจ้งชัด เพราะมาตรา 107 วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญ กำหนดว่าประชาชนมีสิทธิสมัครรับเลือกทุกคนสามารถรับเลือกในกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งได้อย่างเสรี ไม่จำเป็นต้องได้รับการเสนอชื่อหรือรับรองหรือผ่านการคัดกรองจากองค์กรใดๆ ก่อน

ประเด็นที่สาม ยกเลิกการเลือกใช้ (ร่างมาตรา 42 ร่างมาตรา 43 และร่างมาตรา 44) กรธ.พิจารณาแล้วเห็นว่า หลักการอันเป็นสาระสำคัญในการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาคือการกำหนดมาตรการเพื่อให้การเลือกกันเอง เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมŽ อย่างไรก็ดี โดยที่ตระหนักว่าการเลือกกันเองของผู้สมัครในแต่ละกลุ่มอาจมีการสมยอมกันในการเลือกโดยไม่สุจริตขึ้นได้ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีมาตรการที่เหมาะสม เพื่อลดความเป็นไปได้ในการสมยอมกันในการเลือกดังกล่าว ดังนั้น รัฐธรรมนูญจึงมีบทบัญญัติไว้ชัดเจนว่า …เพื่อประโยชน์ในการดำเนินการให้การเลือกดังกล่าวเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมจะกำหนดมิให้ผู้สมัครในแต่ละกลุ่มเลือกบุคคลในกลุ่มเดียวกันหรือจะกำหนดให้มีการคัดกรองผู้สมัครรับเลือกด้วยวิธีการอื่นใดที่ผู้สมัครรับเลือกมีส่วนร่วมในการคัดกรองก็ได้Ž

กรธ.เห็นว่า การกำหนดมาตรการเลือกไขว้ในการเลือกกันเอง จะทำให้ความเป็นไปได้ในการสมยอมกันในการเลือกทำได้ยากขึ้น อันจะทำให้การเลือกเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมสมดังเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญและสอดคล้องกับความประสงค์ของประชาชน กรธ.จึงเห็นว่าการตัดมาตรการเลือกไขว้ออก เป็นการเพิ่มความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดการสมยอมกันโดยไม่สุจริตในการเลือกสมาชิกวุฒิสภา ไม่ตรงตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ

ร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. พ.ศ. …

ข้อเสนอ กกต.

1.มาตรา 48 การกำหนดหมายเลขประจำตัวผู้สมัครโดยให้ผู้สมัครได้รับหมายเลขประจำตัวผู้สมัครเรียงตามลำดับการยื่นใบสมัคร ไม่ตรงตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญมาตรา และมาตรา 224 (2)

2.การใช้บัตรเลือกตั้งเพียงใบเดียวเฉพาะแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง และการให้ผู้สมัครของแต่ละพรรคได้หมายเลขแตกต่างกันในแต่ละเขตเลือกตั้งตามร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. พ.ศ. … มาตรา 48 จะสร้างความซับซ้อนในการเลือกตั้ง เพราะบัตรเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งมิได้มุ่งหมายโดยตรงต่อตัวผู้สมัครแบบแบ่งเขตเลือกตั้งเท่านั้น แต่ยังหมายความรวมไปถึงผู้ที่จะได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อและผู้ที่จะได้รับเสนอแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีด้วย

การเลือกตั้งจึงจำเป็นต้องมีข้อมูล ได้แก่ หมายเลขผู้สมัครและชื่อของพรรคการเมือง ทำให้ต้องพิมพ์บัตรเลือกตั้งแตกต่างกันจำนวน 350 เขตเลือกตั้ง ดังนั้น การกำหนดหมายเลขผู้สมัครของแต่ละพรรคการเมืองให้แตกต่างกันนั้น มีผลกระทบถึงกระบวนการในการดำเนินการจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งซึ่งมีระยะเวลาจำกัด จะมีปัญหาในระบบรักษาความปลอดภัย อาจทำให้เกิดการปลอมแปลงบัตรเลือกตั้งได้ จะส่งผลทำให้การเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ปัญหาดังกล่าวข้างต้นอาจก่อให้เกิดข้อร้องเรียนว่าการดำเนินการเลือกตั้งเป็นไปโดยไม่สุจริตและเที่ยงธรรม ไม่ตรงตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 มาตรา 224 (2)


3.มาตรา 73 ไม่ได้ห้ามการโฆษณาหาเสียงด้วยการจัดให้มีมหรสพหรือการรื่นเริงต่างๆ ไม่ตรงตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญมาตรา 224 (2) มาตรา 258 ก.(1) และมาตรา 78

บทบัญญัติมาตรา 224 (2) ของรัฐธรรมนูญ กำหนดให้ กกต.มีหน้าที่ในการดำเนินการจัดการเลือกตั้งให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม แต่กรณีที่ร่างมาตรา 73 ไม่ได้กำหนดห้ามมิให้มีการโฆษณาหาเสียงด้วยการจัดให้มีมหรสพหรือการรื่นเริงต่างๆ ไว้นั้นอาจก่อให้เกิดปัญหาในทางปฏิบัติงาน ดังนี้

(1) การจัดให้มีมหรสพหรืองานรื่นเริงอาจทำให้ผู้สมัครหรือหัวคะแนนกำหนดมาตรการหรือวิธีการต่างๆ เพื่อแข่งขันกันเพื่อชักชวนให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งมาลงคะแนนเลือกตั้งให้แก่ตนเองหรือไม่เลือกผู้สมัครอื่นทำให้เกิดปัญหาและอาจมีการร้องเรียนที่ไม่เป็นธรรมเกิดขึ้น

(2) ในการจัดให้มีมหรสพหรืองานรื่นเริงจะนำไปสู่การก่อให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยในงาน เช่น มีการทะเลาะวิวาทเกิดความวุ่นวาย เกิดความสงบเรียบร้อยในสถานที่จัดงาน นำไปสู่การร้องเรียนที่ทำให้การดำเนินการจัดการเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ไม่ตรงตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ มาตรา 224 (2)

4.มาตรา 133 กรณีการศาลสั่งให้การเลือกตั้งใหม่ภายหลังประกาศผลการเลือกตั้ง ไม่ตรงตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญมาตรา 226 วรรคหนึ่ง

ตามมาตรา 226 วรรคหนึ่งของรัฐธรรมนูญ บัญญัติว่าภายหลังประกาศผลการเลือกตั้ง มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าผู้สมัครรับเลือกตั้งหรือผู้สมัครรับเลือกผู้ใดกระทำการทุจริตในการเลือกตั้งหรือการเลือกหรือรู้เห็นกับการกระทำของบุคคลอื่น ให้ กกต.ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง หรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้น

เมื่อพิจารณาตามบทบัญญัติดังกล่าวจะเห็นได้ว่าเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญคือให้ศาลฎีกามีอำนาจในการ 1.สั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง หรือ 2.เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง แต่ในร่างมาตรา 133 ของร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. พ.ศ. …ได้กำหนดเพิ่มเติมโดยให้ศาลฎีกามีอำนาจในการสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ได้ด้วย ซึ่งกรณีนี้เป็นการเขียนให้อำนาจเกินกว่าที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ จึงเห็นว่าไม่ตรงตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ มาตรา 226 วรรคหนึ่ง

5.มาตรา 138 กรณีภายหลังประกาศผลการเลือกตั้ง ศาลฎีกาสั่งให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งไม่ตรงตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญมาตรา 226 วรรคหนึ่ง

เมื่อพิจารณาตามบทบัญญัติดังกล่าวจะเห็นได้ว่าเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญคือให้ศาลฎีกามีอำนาจในการ 1.สั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง หรือ 2.เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งได้ แต่ในร่างมาตรา 138 กำหนดภายหลังประกาศผลการเลือกตั้งแล้ว ถ้ามีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าผู้สมัครหรือผู้ใดกระทำการอันเป็นการทุจริตในการเลือกตั้ง หรือรู้เห็นกับการกระทำของบุคคลอื่น ให้ กกต.ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อสั่งให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้นั้น เพียงประการเดียว ไม่ได้ให้อำนาจ กกต.ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้นด้วย เป็นการเขียนให้อำนาจศาลไม่ครบถ้วนตามรัฐธรรมนูญ จึงเห็นว่าบทบัญญัติดังกล่าวไม่ตรงตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ มาตรา 226 วรรคหนึ่ง

กกต.ได้มีข้อสังเกตเพิ่มเติมในประเด็นการเปิดให้มีการออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้งตั้งแต่เวลา 07.00 น. ถึงเวลา 17.00 น. ต้องเพิ่มค่าตอบแทนให้กับคณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง กรณีที่ขยายระยะเวลาลงคะแนนการเลือกตั้งออกไปจนถึง 17.00 น.ทำให้ระยะเวลาในการนับคะแนนภายหลังปิดการลงคะแนนอาจล่วงเลยไปจนถึงเวลา 20.00 น.ซึ่งเป็นเวลาที่อาจก่อให้เกิดปัญหา และอุปสรรคในเรื่องความไม่ปลอดภัยในการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

ข้อเสนอ กรธ.

1.กรณีร่างมาตรา 35 ที่บัญญัติให้จำกัดสิทธิในการได้รับแต่งตั้งในการดำรงตำแหน่งต่างๆ ตาม (4) และ (5) นั้น เห็นว่า การที่มาตรา 95 วรรคสามของรัฐธรรมนูญบัญญัติให้การจำกัดสิทธิบางประการของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ซึ่งไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งโดยมิได้แจ้งเหตุอันสมควรเป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ นั้น บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญดังกล่าวมุ่งหมายถึงการจำกัดสิทธิของผู้ไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง เพื่อเป็นการลงโทษผู้นั้นมิให้ได้รับประโยชน์จากการใช้สิทธิบางประการที่ตนเองมีอยู่ ดังนั้น ความหมายของ สิทธิŽ ที่จะถูกจำกัดได้ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ จึงหมายถึง สิทธิเฉพาะตัวของผู้ไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งนั้นเอง ที่ผู้นั้นสามารถเลือกที่จะใช้สิทธินั้นได้ตามอำนาจที่กฎหมายรับรองให้กระทำการใดๆ โดยสุจริตได้อย่างอิสระ

นอกจากนั้นการจำกัดสิทธิตาม (4) และ (5) ยังเป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมตามมาตรา 27 ของรัฐธรรมนูญ เพราะจำกัดสิทธิเฉพาะผู้ซึ่งยังไม่ได้ดำรงตำแหน่ง แต่สำหรับผู้ซึ่งดำรงตำแหน่งอยู่ก่อนแล้วไม่ได้รับผลกระทบแต่อย่างใด นอกจากนั้น ผลแห่งการยกเว้นดังกล่าวย่อมก่อให้เกิดผลที่แปลกประหลาดและไม่ชอบด้วยเหตุผล กล่าวคือ บุคคลธรรมดาที่มีหน้าที่แต่เพียงไปใช้สิทธิในการเลือกตั้ง กลับถูกตัดสิทธิในการเข้าดำรงตำแหน่งทางการเมือง ส่วนผู้ที่ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอยู่แล้ว เมื่อตัวเองไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง กลับไม่ได้รับผลร้ายแต่อย่างใด ด้วยเหตุผลดังกล่าว กรธ.จึงมีความเห็นว่าร่างมาตรา 35 (4) และ (5) และวรรคสามไม่ตรงตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ

2.กรณีร่างมาตรา 73 อันเป็นการกำหนดข้อห้ามในการหาเสียงเลือกตั้งซึ่งแต่เดิมมีบทบัญญัติห้ามมิให้ผู้สมัครหรือผู้ใดทำการโฆษณาหาเสียงด้วยการจัดให้มีมหรสพหรือการรื่นเริงต่างๆ การที่ สนช.ได้ตัดบทบัญญัติดังกล่าวออกไป อาจเป็นผลให้การดำเนินการเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยเที่ยงธรรมได้ ดังต่อไปนี้

(ก) เนื่องจากพรรคการเมืองหรือผู้สมัครที่มีเงินเพื่อใช้ในการจัดให้มีมหรสพหรือการรื่นเริงมากกว่าย่อมได้เปรียบพรรคการเมืองหรือผู้สมัครที่มีเงินน้อยกว่า มิได้แก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำของพรรคการเมืองและผู้สมัครที่มีฐานะทางการเงินแตกต่างกัน

(ข) ในทางปฏิบัติจะก่อให้เกิดปัญหาในการคิดค่าใช้จ่ายในการหาเสียงเลือกตั้งของผู้สมัครแต่ละคนได้

(ค) เนื่องจากบทบัญญัติเดิมห้ามทั้งผู้สมัคร พรรคการเมือง และบุคคลอื่นใด การตัดบทบัญญัตินี้ออกทำให้กรณีที่บุคคลอื่นเป็นผู้จัดให้มีมหรสพหรือการรื่นเริงต่างๆ เพื่อช่วยหาเสียงให้กับผู้สมัครผู้ใด มิได้ถูกต้องห้ามไว้ดังเช่นที่เคยบัญญัติไว้ในกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งทุกฉบับที่ผ่านมา จึงเป็นช่องทางที่เป็นเหตุทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมขึ้นได้

(ง) การที่ได้มีการบัญญัติข้อห้ามการหาเสียงโดยใช้มหรสพในกฎหมายเลือกตั้งที่ผ่านมาทุกฉบับนั้น มีวัตถุประสงค์ต้องการสร้างวัฒนธรรมการหาเสียงเลือกตั้งให้แก่ประชาชน ได้เข้าใจถึงการปกครองในระบอบประชาธิปไตย มิใช่มุ่งเน้นที่ความบันเทิงของงานมหรสพหรือการรื่นเริงเป็นเครื่องจูงใจให้ประชาชนไปลงคะแนนให้ การจะย้อนกลับไปเริ่มต้นใหม่จึงน่าจะเป็นการขัดต่อเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ด้วยเหตุผลดังกล่าว กรธ.จึงมีความเห็นว่าร่างมาตรา 62 วรรคสอง ร่างมาตรา 71 วรรคสอง และร่างมาตรา 73 ไม่ตรงตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ

3.กรณีร่างมาตรา 86 ที่กำหนดให้เริ่มเปิดการออกเสียงลงคะแนนตั้งแต่เวลา 07.00-17.00 น.นั้น เห็นว่าการขยายเวลาการออกเสียงลงคะแนนเพิ่มขึ้นไปจากร่างเดิม ทำให้ระยะเวลาการปฏิบัติงานของเจ้าพนักงานผู้ดำเนินการเลือกตั้งต้องขยายออกไปด้วย มีความเสี่ยงต่อการทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยสุจริตได้ง่ายยิ่งขึ้นและถ้าหน่วยเลือกตั้งบางหน่วยไม่สามารถดำเนินการเลือกตั้งได้ ก็จะส่งผลให้การนับคะแนนเลือกตั้งทั้งประเทศไม่อาจกระทำได้ไปด้วย

4.กรณีร่างมาตรา 92 วรรคหนึ่ง ที่ สนช.ได้แก้ไขให้มีผลว่าถ้าลักษณะทางกายภาพทำให้คนพิการหรือทุพพลภาพ หรือผู้สูงอายุไม่สามารถทำเครื่องหมายลงในบัตรเลือกตั้งได้ ให้บุคคลอื่นหรือกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งเป็นผู้กระทำการแทนโดยความยินยอมและเป็นไปตามเจตนาของคนพิการหรือทุพพลภาพ หรือผู้สูงอายุ โดยให้ถือเป็นการออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับนั้น เห็นว่า มาตรา 85 ของรัฐธรรมนูญ ได้บัญญัติว่า ส.ส.ซึ่งมาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ให้ใช้วิธีออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ การที่ สนช.ได้แก้ไขร่างมาตรา 92 วรรคหนึ่ง ให้มีผลให้ผู้อื่นลงคะแนนแทนผู้ใช้สิทธิเลือกตั้ง จึงมิใช่เป็นการลงคะแนนโดยตรงและลับอย่างแน่แท้ ตามร่างเดิมได้บัญญัติให้เจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวกหรือให้ความช่วยเหลือให้บุคคลเหล่านั้นสามารถลงคะแนนได้ด้วยตนเองได้อยู่แล้วจึงเหมาะสมและตรงตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแล้ว