ตร.สั่งปรับพ.ต.กระบะกร่างฐานทะเลาะวิวาท บอกโมโหถูกแจกของลับ-นึกว่าบอกยศผู้พันแล้วจะเกรงใจ (คลิป)

เมื่อวันที่ 16 เมษายน ที่ จ.นครสวรรค์ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บนเฟซบุ๊กกลุ่มสาธารณะ “แจ้งข่าวสถานการณ์น้ำนครสวรรค์ 24 ชั่วโมง” ได้มีผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ “ฝันให้ไกล ไปให้ถึง” นำคลิปภาพจากกล้องโทรศัพท์มือถือเหตุการณ์มีปากเสียงทะเลาะกับผู้ขับขี่รถด้วยกันบนท้องถนนมาโพสต์ พร้อมกับระบุข้อความ “มีเหตุการณ์เกิดขึ้นตอนขับรถลงสะพานเดชาไปแยกบิ้กซีมีรถปาดหน้าโดยไม่เปิดไฟเลี้ยวเราบีบแตรไป 2 ที ให้รู้ว่าจะชนแล้วแต่เค้าบีบแตรไล่ด่าตามตูดรถขับรถจี้ตามแล้วปาดหน้ามอไซร์เราเก่งอ้างว่าเป็นผู้พันนะค่ะจะถอยรถชนเราด้วย” (อ่านต่อ)

ส่วนคลิปที่นำมาโพสต์นั้น ได้เปิดเผยเหตุการณ์ขณะที่กำลังขับขี่รถจักรยานยนต์มาตามถนนสายพหลโยธิน อ.เมืองนครสวรรค์ แล้วถูกรถกระบะที่ขับตามหลังมาบีบแตรใส่ พร้อมกับเร่งแซงไปอยู่ด้านหน้าก่อนจะเบรกรถเพื่อให้รถจักรยานยนต์ของผู้ที่บันทึกคลิปจอดข้างทาง จากนั้น คนบนรถกระบะ ซึ่งมีทั้งหมด 3 คน เป็นชาย 1 คน หญิง 3 คน ต่างรีบเดินปรี่กันเข้ามาต่อว่าผู้ที่ขับขี่และผู้ซ้อนรถจักรยานยนต์ที่เป็นผู้หญิงทั้งคู่ ว่า ทำไมต้องให้ของลับ ขณะที่อีกฝ่ายก็ต่อว่าทำไมไม่เปิดไฟเลี้ยว จนทำให้เกิดการโต้เถียงกันไปมาระหว่างสองฝ่ายอย่างดุเดือด โดยเฉพาะผู้ขับรถกระบะ ซึ่งเป็นผู้ชาย จะพุ่งเข้ามาทำร้ายฝ่ายรถจักรยานยนต์ พร้อมกับพูดอ้างด้วยว่า เป็นผู้พันอยู่ในค่ายทหาร และท้าทายให้ไปแจ้งความได้ รวมถึง ยังมีบางช่วงบางตอนของผู้หญิงฝ่ายรถกระบะ ปัดโทรศัพท์ของผู้ที่ถ่ายคลิปจนตกหล่นพื้น แต่สุดท้าย ก็ไม่มีเหตุการณ์รุนแรงใดๆ เกิดขึ้น ทั้ง 2 ฝ่ายต่างแยกย้ายกันไปในที่สุด

ทั้งนี้ จากการสอบถามข้อมูลไปยังเจ้าของคลิป ให้การว่า ก่อนเกิดเหตุได้ซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ของน้องสาว เดินทางไปรับประทานอาหารกับครอบครัวที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง โดยขับขี่ผ่านสะพานเดชาติวงศ์ แต่ช่วงที่กำลังขี่รถลงสะพาน ปรากฏว่า รถกระบะคู่กรณี ซึ่งอยู่ในเลนที่สามฝั่งขวา ได้เปลี่ยนเลนมายังซ้ายสุดอย่างกะทันหัน และปาดหน้ารถของตนที่ขี่อยู่เลนที่สอง จนเกือบจะชน ด้วยความตกใจ น้องสาวจึงได้บีบแตรเตือน 2 ครั้ง แต่ไม่คิดว่า คนขับรถกระบะคันนั้น จะเกิดความไม่พอใจ โดยปล่อยให้รถของตนขับขี่แซงไปก่อนที่จะไล่จี้ตามหลัง บีบแตรใส่อีกหลายครั้ง จนรู้สึกทนไม่ไหว จึงได้ให้ตะโกนให้ของลับไป และสุดท้าย ก็ต้องจอดรถทั้งสองฝ่าย มามีปากเสียงทะเลาะกันตามที่ปรากฏในคลิป ซึ่งตนไม่คาดคิดว่า การแค่บีบแตรเพราะโดนปาดหน้า เพื่อเตือน ไม่ได้หวังจะเอาเรื่องอะไร แต่ทำไมทำให้เกิดเรื่องถึงเพียงนี้ได้ ตนจึงตัดสินใจนำคลิปที่บันทึกไว้มาโพสต์ลงบนเฟซบุ๊กเพื่อหวังเตือนไปยังคนอื่นๆ ให้ขับรถอย่างระมัดระวัง อย่าใจร้อน หากเกิดเหตุในแบบตน ควรให้อภัยกันดีกว่า

ล่าสุดวันนี้ พ.ต.ท.บุญเชิด จันทร์มณี รอง ผกก. (สอบสวน) ได้เชิญตัวผู้ที่ปรากฏอยู่ในคลิปและผู้ถ่ายคลิปมาสอบปากคำ เบื้องต้นทราบชื่อผู้ถ่ายคลิป คือ น.ส.ปทุมวรรณ หรือมด มณีกุล อายุ 31 ปี และอีกฝ่าย คือ พ.ต.สิรภพ มธุรส หน.งานธุรการ โรงงานวัตถุระเบิดทหาร ในพื้นที่ ต.ย่านมัทรี อ.พยุหะคีรี จ.นครสวรรค์ แต่การนัดหมายปรากฏว่า มี พ.ต.สิรภพ มาเข้าพบเพื่อให้ปากคำเพียงรายเดียวเท่านั้น เนื่องจาก น.ส.ปทุมวรรณ ผู้ถ่ายคลิป ได้บอกกับตำรวจ อ้างว่า ติดธุระอยู่ที่ต่างจังหวัด ไม่สามารถเดินทางมาให้ปากคำได้


จากการสอบถามเรื่องที่เกิดขึ้นกับ พ.ต.สิรภพ ได้รับการเปิดเผยว่า เมื่อวานเวลา 11.00 น. ได้ขับรถกระบะพาภรรยาและบุตรสาวอีก 2 คน เดินทางไปซื้อของที่ห้างสรรพสินค้าชื่อดังแห่งหนึ่งในตัวเมืองนครสวรรค์ โดยในขณะกำลังขับรถลงสะพานเดชาติวงศ์ ปรากฏว่ารถข้างหน้ามีการชะลอตัว เพราะติดไฟแดงสี่แยก จึงทำให้ตัดสินใจเปลี่ยนเลนไปทางซ้าย แล้วก็ถูกรถจักรยานยนต์ของคู่กรณีตามหลังมาบีบแตรใส่ พร้อมขี่มาประกบให้ของลับ อีกทั้ง ยังมีการท้าทายให้ขับตามไป ตนรู้สึกโมโห จึงได้ขับไล่ตามไป จนกระทั่ง จอดรถแล้วไปมีปากเสียงทะเลาะกันอย่างดุเดือดตามที่ปรากฏอยู่ในคลิปดังกล่าว

“ตนยอมรับว่า รู้สึกโมโหมาก ที่ถูกคู่กรณีให้ของลับ และระหว่างที่จอดรถลงมาทะเลาะกัน ฝ่ายของคู่กรณีก็ใช้วาจายั่วยุต่อปากต่อคำอยู่ตลอด พร้อมกับมาถามว่าเป็นใคร จึงทำให้ตนตัดสินใจบอกว่าเป็นผู้พัน โดยหวังให้อีกฝ่ายเกรงใจ จะได้หยุดทะเลาะกันเพียงเท่านั้น ไม่ได้ต้องการเอาสถาบันมาเกี่ยวข้องด้วย แต่สุดท้าย ตนก็รู้สึกผิด ที่ไม่ยอมระงับอารมณ์ หากไม่สนใจกับการถูกยั่วยุ เรื่องก็คงไม่เกิดขึ้นเช่นนี้ ตนจึงฝากขอโทษสังคมกับพฤติกรรมที่ดูไม่เหมาะสม รวมถึงฝากขอโทษคู่กรณีที่ใช้กิริยาวาจาไม่สุภาพด้วย” พ.ต.สิรภพ กล่าว

ด้าน พ.ต.ท.บุญเชิด เปิดเผยว่า เกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้น ทางเจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อกล่าวหา ฐานทะเลาะวิวาทกันในที่สาธารณะกับทั้ง 2 ฝ่าย มีโทษปรับรายละ 500 บาท ส่วนการที่ น.ส.ปทุมวรรณ ยังไม่มาพบพนักงานสอบสวนตามนัด อ้างว่าติดธุระอยู่ต่างจังหวัดนั้น ทางเจ้าหน้าที่จะมีการนำหมายเรียกส่งไปถึงบ้าน เพื่อเชิญมาสอบปากคำก่อนแจ้งข้อกล่าวหาต่อไป