เวิลด์คัพกับบทสรุป ‘เมสซี่’ VS ‘โรนัลโด้’?

แทบทุกครั้งที่มีการแข่งขันฟุตบอลรายการใหญ่ๆ ไม่ว่าจะระดับทีมชาติหรือระดับสโมสร หนึ่งในประเด็นที่ถูกหยิบยกมาถกเถียงอย่างสม่ำเสมอสำหรับวงการฟุตบอลยุคปัจจุบัน คือการหาคำตอบว่าใครที่ยอดนักเตะที่เก่งที่สุดของยุคนี้ ระหว่าง ลิโอเนล เมสซี่ แข้งเทพชาวอาร์เจนไตน์ของสโมสรบาร์เซโลน่า กับ  คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ซุป’ตาร์ทีมชาติโปรตุเกสของรีล มาดริด

ในระดับสโมสรรวมถึงรางวัลส่วนบุคคลนั้น ทั้งคู่ต่างทำผลงานสูสีกัน โดยเป็นเจ้าของรางวัลนักเตะยอดเยี่ยม “บัลลงดอร์” คนละ 5 สมัย ส่วนแชมป์หลักๆ นั้น เมสซี่คว้าแชมป์ลาลีก้า ลีกสูงสุดของสเปน 9 ครั้งกับบาร์ซ่า และแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก อีก 4 สมัย

ด้านโรนัลโด้คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก อังกฤษ กับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 3 สมัย และแชมป์ลาลีก้า กับมาดริด 2 สมัย ส่วนถ้วยสโมสรยุโรปนั้น ทำได้ถึง 5 ครั้ง กับปีศาจแดง 1 ครั้ง และที่เหลือกับราชันชุดขาว

ขณะที่ประเด็นเรื่องฝีเท้าเป็นที่ถกเถียงกันไม่จบไม่สิ้น ว่าใครเหนือกว่าใคร ใครมีบทบาทกับทีมมากกว่ากัน อีกคุณสมบัติที่แยกทั้ง 2 คนออกจากกันอย่างชัดเจน คือ “คาแรกเตอร์” ที่สื่อและแฟนๆ ส่วนใหญ่วาดภาพแทนตัวของทั้งคู่

เมสซี่ในมุมมองของคนส่วนใหญ่ คือนักเตะอัจฉริยะ สุภาพ ถ่อมตน จริงใจ และทุ่มเทเพื่อทีม ส่วนโรนัลโด้นั้น เรื่องฝีเท้าไม่มีใครเถียง แต่ (คนส่วนใหญ่มองว่า) มีนิสัยเห็นแก่ตัว อีโก้สูง และชอบทำตัวเป็นจุดสนใจเหมือนโลกต้องหมุนรอบตัวเอง

สำหรับผลงานในระดับทีมชาติ ความที่ต่างฝ่ายต่างไปไม่ถึงดวงดาวเหมือนๆ กัน จึงมักไม่ค่อยถูกนำมาเปรียบเทียบกันนัก กระทั่งถึงเมื่อ 2 ปีที่แล้ว เมื่อโรนัลโด้มีบทบาทสำคัญในการพาทีมชาติโปรตุเกสคว้าแชมป์  ยูโร 2016  อย่างพลิกความคาดหมาย นักวิจารณ์และแฟนบอลหลายคนบอกว่า ข้อถกเถียงเรื่องใครเหนือกว่าใครอาจได้ข้อสรุปแล้ว

แม้บางคนจะบอกให้รอพิสูจน์กันอีกครั้งใน  ฟุตบอลโลก 2018  ซึ่งกำลังแข่งขันที่รัสเซียอยู่ในขณะนี้ เพราะน่าจะเป็นการทิ้งทวนเวิลด์คัพครั้งสุดท้ายของทั้งคู่ หลังจากผ่านไป 2 นัดก็ดูเหมือนว่าข้อสันนิษฐานนี้อาจชัดเจนมากขึ้น!?!

โรนัลโด้สวมปลอกแขนทีมชาติโปรตุเกส มีบทบาทสำคัญให้ทีมมีลุ้นเข้ารอบต่อไป หลังทำแฮตทริกในนัดเสมอหนึ่งในทีมเต็งอย่างสเปน 3-3 ก่อนจะมาโหม่งประตูชัยในนัดชนะโมร็อกโก 1-0

ส่วนเมสซี่ที่เป็นกัปตันทีมชาติอาร์เจนตินา ลงสนาม 2 นัด เสมอกับไอซ์แลนด์ 1-1 และมาแพ้ให้โครเอเชียย่อยยับ 0-3 จนมีสิทธิร่วงรอบแรก และยังยิงประตูไม่ได้เลย

อันที่จริงหากวัดกันที่ฟอร์ม เมสซี่ไม่ได้เล่นแย่เสียทีเดียว แต่ความที่เป็นคนดัง อีกทั้งการประสานงานกับเพื่อนร่วมทีมยังดูขาดๆ เกินๆ ไม่ค่อยมีบทบาทในเกมนัก จึงทำให้เขาตกเป็นเป้าโจมตีจากแฟนๆ และสื่อค่อนข้างมาก

พร้อมๆ กับการตั้งคำถามว่าทำไมเมสซี่ถึงเล่นไม่ได้ดีเท่าโรนัลโด้ในเกมระดับทีมชาติ?

เรื่องนี้ มีเสียงวิจารณ์จาก  ดีเอโก้ ซิเมโอเน่  อดีตกัปตันทีมฟ้า-ขาวซึ่งปัจจุบันคุมทีมแอตเลติโก้ มาดริด ในลาลีก้า เป็นคลิปเสียงหลุดขณะสนทนากับผู้ช่วยโค้ชแอตฯมาดริดว่า เมสซี่เล่นได้เทพ (ในทีมบาร์ซ่า) เพราะแวดล้อมด้วยนักเตะชั้นเลิศมากมาย แต่ถ้าต้องเลือกระหว่างเมสซี่กับโรนัลโด้ไปเล่นในทีมกลางๆ ดาดๆ คงไม่ต้องบอกว่าจะเลือกใคร

คาแรกเตอร์ที่แตกต่างของทั้ง 2 คน เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่หลายคนเชื่อว่ามีผลกับฟอร์มการเล่นอยู่มาก

เวลาทีมเล่นแย่ เรามักจะเห็นเมสซี่อยู่ในอาการคอตก เอามือปิดหน้า กุมหัว ท่าทางหงอยๆ ไม่ค่อยวิ่งเหมือนช่วงต้นเกม ซึ่งใครได้เห็นภาษากายแบบนั้นก็อดไม่ได้ที่จะหมดอาลัยตายอยากตามไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนร่วมทีมหรือแฟนบอลก็ตาม

ผิดกับโรนัลโด้ คนที่หลายคนมองว่า “อีโก้สูง” หรือ “เห็นแก่ตัว” เพราะความหยิ่งทะนงในตัวเอง ความกระหายในชัยชนะของเขานี่แหละที่ช่วยพลิกเกมได้ในเวลาสำคัญๆ

ถ้าทีมเล่นแย่ แฟนๆ จะไม่ค่อยเห็นโรนัลโด้คอตกหรือถอดใจ บ่อยครั้งที่ตะโกนกระตุ้นเพื่อนร่วมทีม วิ่งวุ่นไปทั่วสนาม ช่วยสร้างความฮึกเหิมได้ดี และบางครั้งต่อให้ในเกมไม่ค่อยมีบทบาทนัก โรนัลโด้ก็มักจะหาจังหวะทำประตูสำคัญให้ทีมผ่านพ้นวิกฤติไปได้

แน่นอนว่าทั้งคู่อาจจะโดนคาดหวังให้ “แบกทีม” พอๆ กัน แต่ถ้าวัดเฉพาะความเป็นผู้นำและการรับมือกับแรงกดดัน ถือว่าโรนัลโด้เหนือกว่ามาก มีคาแรกเตอร์ของผู้ชนะ ให้ความรู้สึกแบบเดียวกับ ดีเอโก้ มาราโดน่า ตำนานฟ้า-ขาวผู้พาทีมก้าวไปคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกปี 1986 แบบแทบจะวันแมนโชว์ ซึ่งเป็นสิ่งที่เมสซี่ยังขาดไป

ปัญหาของอาร์เจนตินาไม่ได้อยู่ที่ตัวเมสซี่อย่างเดียว กุนซือ   ฮอร์เก้ ซัมเปาลี ก็มีส่วนอยู่มากเช่นกัน ทั้งการจัดตัวผู้เล่นและการวางแท็กติกที่น่ากังขา เช่นการเจอกับทีมที่เป็นรองอย่างไอซ์แลนด์ กลับเลือกใช้กองหลัง 4 คน ไม่เน้นเกมบุกเท่าที่ควรจนทำได้แค่เสมอ แต่พอมาเจอกับทีมที่มาตรฐานฝีเท้าเหนือกว่าไอซ์แลนด์อย่างโครเอเชียในนัดต่อมา กลับเลือกใช้แผนกองหลัง 3 ตัว จนโดนลงโทษอย่างเจ็บปวด

ทั้งที่อาร์เจนตินามีนักเตะมากความสามารถและชื่อเสียงโด่งดังในทีมมากมาย เทียบมาตรฐานกับโปรตุเกสแล้วน่าจะถือว่ามาตรฐานโดยรวมเหนือกว่า (ราคาประเมินนักเตะฟ้าขาวทั้งทีมในตลาดซื้อขายอยู่ที่ 629.10 ล้านปอนด์ ขณะที่ของโปรตุเกสทั้งทีมอยู่ที่ 445.05 ล้านปอนด์) แต่ถ้าคนวางแผนไม่ได้ และคาดหวังกับนักเตะคนใดคนหนึ่งมากเกินไป ย่อมกลายเป็นปัญหาใหญ่

ยิ่งถ้านักเตะคนนั้นเล่นไม่ออกหรือถอดใจไปตั้งแต่เกมยังไม่จบ ยิ่งไม่เป็นผลดีกับทีมด้วยประการทั้งปวง

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้ชวนแสดงความคิดเห็นกรณี ป.ป.ช.ไม่รื้อคดี99ศพ
บทความถัดไปกลุ่มอนุรักษ์จี้สอบ ขายชิ้นส่วนกระเบนท้องน้ำ ในร้านของที่ระลึกสุสานหอย 75 ล้านปี