พปชร.ผุด ‘บัญชี 3’ แก้เกมการเมือง

อุตตม สาวนายน ,ประยุทธ์ จันทร์โอชา และสมคิด จาตุศรีพิทักษ์

ค่อยๆ แพล็มชื่อออกมา แต่ก็ไม่นอกเหนือความคาดหมาย สำหรับแคนดิเดตรายชื่อนายกรัฐมนตรีในบัญชีพรรคพลังประชารัฐ หรือ พปชร.

แม้ทาง “อุตตม สาวนายน” หัวหน้าพรรค จะออกหนังสือชวนเชิญเปิดโอกาสให้สมาชิกของพรรคเสนอชื่อบุคคลที่เหมาะสมเป็นนายกฯภายในวันที่ 28 มกราคม เพื่อให้กรรมการบริหารพรรคให้ความเห็นชอบ

แต่ล่าสุดมีการออกข่าวใหญ่โตว่าขณะนี้มีรายชื่อบุคคลที่พรรคจะใช้สิทธิเสนอชื่อนายกฯตามจำนวนที่กฎหมายกำหนด 3 คน มีชื่อของ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. ถูกจัดวางในลำดับที่ 1 สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี อยู่ในลำดับที่ 2 และลำดับที่ 3 คือ อุตตม สาวนายน

ทั้งนี้ การมีชื่อ “สมคิด” นั้นเพื่อทำหน้าที่เป็นตัวประสานระหว่างนายกฯกับพรรค อีกทั้งจะเป็นสัญลักษณ์สร้างความมั่นใจในนโยบายเศรษฐกิจของพรรคและเป็นมือเศรษฐกิจให้กับ พล.อ.ประยุทธ์อีกด้วย

ท่ามกลางเสียงเรียกร้องก่อนหน้าที่ให้ 4 รัฐมนตรีลาออก คือ อุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรค สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรค สุวิทย์ เมษินทรีย์ รองหัวหน้าพรรค และกอบศักดิ์ ภูตระกูล โฆษกพรรค เพื่อไม่ไห้เกิดการได้เปรียบเสียเปรียบทางการเมือง

ล่าสุด มีชื่อ “บิ๊กตู่” และ “สมคิด” เข้าไปมีเอี่ยวด้วย การเรียกร้องให้ “บิ๊กตู่” ลาออกจากนายกฯด้วยจึงเป็นไปไม่ได้เช่นกัน

ขณะที่ “วิษณุ เครืองาม” รองนายกรัฐมนตรี กุนซือด้านกฎหมาย อธิบายชี้ช่องโต้ข้อกล่าวหาว่า เมื่อใดมีการกล่าวหาก็ต้องทำให้เกิดความชัดเจน รัฐบาลเป็นคู่กรณี ก็คงไม่ใช่ฝ่ายที่ต้องหาความชัดเจน เพราะรัฐบาลชัดเจนแล้วว่าทำได้ อย่างน้อยคือการจัดงานพระราชพิธี และการเตรียมการเป็นประธานอาเซียน เป็นเรื่องที่ต้องทำ เช่นเดียวกับการแก้ไขปัญหาและโครงการต่างๆ ซึ่งเป็นเรื่องการพัฒนาประเทศ ใครที่บอกว่ามีปัญหาและทำไม่ได้ กรุณาไปดูว่ากฎหมายมาตราใดที่ห้าม

“ท่านอาจเป็นรัฐมนตรีหรือนักการเมืองในสมัยที่รัฐบาลยุบสภา หรือรัฐบาลครบวาระ หรือคณะรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่งจากการที่นายกรัฐมนตรีลาออก ท่านจึงเคยเผชิญกับการต้องพิจารณาว่าอะไรทำได้หรือไม่ได้ ซึ่งก็ถูกต้อง เพราะรัฐธรรมนูญเขียนไว้ชัด แต่เวลานี้รัฐธรรมนูญไม่ได้เขียนอย่างนั้น ไม่ได้มีข้อห้าม ดังนั้น จึงเป็นคนละกรณี คนที่พูดกำลังบอกว่าให้แฟร์หน่อย ช่วยทำให้เหมือนเก่าหน่อย อันนี้ก็ขอให้รัฐบาลพิจารณาเมื่อแต่ละปัญหามาถึง”

ยิ่งไปจับคำให้สัมภาษณ์ของ “สนธิรัตน์” ระบุว่า ปาร์ตี้ลิสต์ 150 รายชื่อนั้นอยู่ระหว่างการพิจารณา เพราะทุกคนอยากได้ลำดับต้นๆ แต่ยืนยันว่าพวกผมไม่ได้ทั้ง 4 คน ไม่ได้สมัครเพราะไม่ได้ลาออกตอน 90 วันก่อนรัฐธรรรมนูญจะประกาศใช้ โดยรายชื่อที่ออกมาต้องมีการถ่วงน้ำหนัก คนที่น่าสนใจเรามีอยู่ระดับหนึ่ง และขณะเดียวกันบุคลากร อดีตรัฐมนตรีและผู้อาวุโสทางการเมือง จึงต้องผสมผสาน

หากจับคำพูดของ “สนธิรัตน์” แสดงว่า รัฐมนตรีทั้ง 4 คนก็จะไม่มีรายชื่อในส่วนของ ส.ส.เขต หรือ แม้แต่ปาร์ตี้ลิสต์ของพรรค แสดงว่าบทบาทของ 4 คนจะไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องในด้านนิติบัญญัติโดยตรง

ทั้งนี้ พปชร.ต้องการแก้เกมเปิดแนวทำงานการเมืองแบบใหม่ ผสมผสานระหว่างการเมืองและบริหาร จึงผุดบัญชีแบบที่ 3 คือ บัญชีรายชื่อฝ่ายบริหาร ซึ่งเป็นบัญชีเฉพาะของพรรคขึ้นมา เพื่อรวบรวมอดีตรัฐมนตรี นักธุรกิจ และแกนนำของกลุ่มต่างๆ ซึ่งรายชื่อเหล่านี้จะสามารถจิ้มใครก็ได้เข้ามาเป็นแคนดิเดตรัฐมนตรีในสัดส่วนของพรรคหากมีการตั้งรัฐบาลขึ้นมา

ใครที่คิดหรือพยายามทวงถามให้ 4 รัฐมนตรีจะลาออกนั้นเลิกคิดได้ เพราะฟังจากคำพูดในเชิงกฎหมายของอาจารย์วิษณุที่ชี้ช่องให้ทำงานต่อ และเกมที่ พปชร.วางไว้

ดังนั้น 4 รัฐมนตรีจะทำงานกันไปอีกยาวจนหมดวาระพร้อมๆ กับ “บิ๊กตู่” จนกว่าจะได้รัฐบาลใหม่เข้ามานั่นเอง

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon