ไฟต์บังคับ ‘พท.’ แก้เกมแตกแบงก์พัน เมื่อ ‘ไทยรักษาชาติ’ เจอแอคซิเดน

เหตุการณ์เมื่อค่ำวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา จากกรณีแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ของ พรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.) จากเกือบจะเป็นบิ๊กเซอร์ไพรส์ แต่กลับกลายจะเป็นเกมโอเวอร์ทางการเมือง

เหตุการณ์ดังกล่าวยังส่งผลสะเทือนถึงยุทธศาสตร์แตกแบงก์พันเป็นแบงก์ร้อยของ พรรคเพื่อไทย (พท.) แบบเต็มๆ ชนิดที่แกนนำพรรค พท.ต้องเปิดตำราแก้เกมกันด่วน

เนื่องจากวันที่ 8 กุมภาพันธ์ เป็นวันสุดท้ายของการปิดรับสมัครเลือกตั้ง ส.ส. โดยพรรค พท.และพรรค ทษช.ส่งผู้สมัคร ส.ส.แบบยุทธศาสตร์ คือพรรค พท.ส่ง 250 เขต จากทั้งหมด 350 เขต เพื่อหวังเก็บแต้ม ส.ส.แบบแบ่งเขต

ส่วนพรรค ทษช.ส่งชิง ส.ส.เบ็ดเสร็จ 175 เขต กับเป้าหมายมาเก็บเสียง ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อให้กับพรรค พท. จากแผนเดิมที่แกนนำพรรคประเมินตัวเลขเก้าอี้ ส.ส.หลังเลือกตั้งของทั้ง 2 พรรค ตัวเลขกลมๆ จะอยู่ที่ บวกลบ 250 เสียง

แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดกับพรรค ทษช.ที่ยังต้องลุ้นการยุบพรรคจากศาลรัฐธรรมนูญ ชนิดที่เหลือความหวังว่าจะรอดด้วยเปอร์เซ็นต์ที่น้อยนิด

แกนนำพรรค พท.จึงมีทางเดียว คือการปรับยุทธศาสตร์การหาเสียงเฉพาะหน้าใหม่ โดยต้องลงพื้นที่ให้หนักขึ้น

พร้อมกับปล่อยนโยบายแคมเปญหาเสียงในเฟส 2 ในห้วงสัปดาห์หน้า ก่อนเข้าสู่โค้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง เพื่อดึงคะแนนที่คาดว่าจะเทให้กับพรรค ทษช.กลับมายังพรรค พท.และพรรคพันธมิตรในแนวร่วมฝั่งประชาธิปไตย อาทิ พรรคประชาชาติ (ปช.) พรรคอนาคตใหม่ (อนค.) พรรคเพื่อชาติ (พ.พ.ช.)

ซึ่งจากการวิเคราะห์ ของ “รศ.ดร.สิริพรรณ นกสวน สวัสดี” หัวหน้าภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองว่า “การแก้เกมของพรรค พท.เกี่ยวกับเหตุการณ์ของพรรค ทษช. จะต้องลุยหาเสียงอย่างเต็มที่ แม้ผลลัพธ์อาจจะช่วยไม่ได้มาก เพราะตอนนี้ยุทธศาสตร์การแตกพรรคก็กลับตัวไม่ทันแล้ว แต่ก็เป็นวิธีที่จะเพิ่มคะแนนให้เกิน 70,000 คะแนน ให้มากที่สุด ซึ่งจากตัวเลขผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งล่าสุดที่มีประมาณ 51 ล้านคน ตัวเลขการคำนวณสัดส่วนของ ส.ส.1 คน น่าจะเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 75,000 คะแนน ต่อ ส.ส. 1 คน

พูดง่ายๆ คือชนะอย่างเดียวไม่พอ ต้องชนะอย่างถล่มทลาย เพิ่มคะแนน ส.ส.เขตของ พรรค พท.ที่ชนะแล้วให้มากที่สุด เพื่อไปคำนวณเป็น ส.ส.แบบปาร์ตี้ลิสต์ จากการตรวจสอบพบว่า พท.ไม่ส่งผู้สมัครใน 99 เขต ในจำนวนเหล่านี้คิดเป็นคะแนนของ พท.ในอดีตเมื่อครั้งการเลือกตั้ง 2554 จำนวน 2.3 ล้านเสียง คิดเป็นเสียง ส.ส.ประมาณ 30 ที่นั่ง”

ซึ่งสัดส่วนเก้าอี้ ส.ส.30-40 ที่นั่ง ที่อาจจะพลาดไป หากเหตุแอคซิเดนกับพรรค ทษช. จะเป็นงานยากให้กับพรรค พท.และพรรคแนวร่วมพันธมิตรฝ่ายประชาธิปไตยขึ้นไปอีกในการรวมเสียงตั้งรัฐบาล

ยิ่งหากคะแนนบางส่วนดันไหลสะวิงข้ามไปเลือกพรรคคู่แข่ง อย่าง พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ที่พร้อมรอเก็บแต้มของพวกที่ไม่เอาด้วยกับเกมแรงทางเมืองของผู้มีบารมีนอกพรรค พท.ที่เล่นเกมนี้ อาจสุ่มเสี่ยงให้ถึงแพ้ได้

ส่วนพรรค พท.จะแก้เกมยุทธศาสตร์แตกแบงก์พันของตัวเองได้เสียงกลับมาแค่ไหน วันที่ 24 มีนาคมจะได้รู้กัน

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้เรื่องต้องรู้! แพทย์ผิวหนัง แนะ ดูแลผิวหลังเผชิญฝุ่น PM 2.5
บทความถัดไปสรรพสามิตยันเดินหน้าปรับโครงสร้างภาษี 1 ต.ค. บุหรี่ซองละ 60 บาท หมดไปจากตลาด