ครม.ทุ่มงบ 877 ล้าน ให้ “กรมราชทัณฑ์” ปรับปรุงห้องขัง ลดความแออัดเรือนจำทั่วประเทศ

ครม.ทุ่มงบ 877 ล้าน ให้ “กรมราชทัณฑ์” ปรับปรุงห้องขัง ลดความแออัดเรือนจำทั่วประเทศ

เมื่อวันที่ 28 มกราคม ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีแถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ครม.รับทราบสถานการณ์และแนวทางการลดความแออัดของผู้ต้องขังในเรือนจำตามที่กระทรวงยุติธรรม (ยธ.) เสนอ เนื่องจากปัจจุบันสถานการณ์จำนวนผู้ต้องขังในเรือนจำเป็นปัญหาสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตผู้ต้องขัง จากสถานการณ์และแนวทางการลดความแออัดของผู้ต้องขังในเรือนจำ พบว่า สถานการณ์ผู้ต้องขังในเรือนจำทั่วประเทศ มีจำนวนทั้งสิ้น 374,052 คน (ข้อมูล ณ วันที่ 1 ตุลาคม 2562) ประกอบด้วย 1. ผู้ต้องราชทัณฑ์ จำนวน 364,488 คน แบ่งออกเป็นนักโทษเด็ดขาด 301,914 คน ผู้ต้องขังระหว่างอุทธรณ์-ฎีกา ไต่สวนพิจาณา 59,699 คน และอื่นๆเช่น เยาวชนฝากขัง ผู้ต้องกักขัง ฯลฯ 2,875 คน 2)ผู้รอการตรวจพิสูจน์ตาม พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 จำนวน 9,564 คน

น.ส.รัชดา กล่าวว่า นอกจากนี้ ยังมีผู้ต้องขังต่างชาติ จำนวน 14,275 คน รวม 103 สัญชาติ (ข้อมูล ณ วันที่ 7 ตุลาคม 2562) แบ่งเป็นเพศชาย 11,705 คน เพศหญิง 2,570 คน หากแบ่งตามสัญชาติของผู้ต้องขังที่มีจำนวนสูงสุด 5 อันดับ ได้แก่ เมียนมา 5,212 คน รองลงมา คือ ลาว 3,160 คน กัมพูชา 2,107 ไนจีเรีย 402 คน และมาเลเซีย 401 คน ซึ่งไทยได้ทำสนธิสัญญาโอนตัวนักโทษกับประเทศต่างๆ จำนวน 38 ประเทศ เช่น ลาว กัมพูชา ไนจีเรีย จีน เวียดนาม อิหร่าน อินเดีย เป็นต้น ฐานความผิดที่มีผู้ต้องขังมากที่สุด 3 อันดับ ได้แก่ 1.พ.ร.บ.ยาเสพติด/สารระเหย จำนวน 288,648 คน 2.ความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ 28,516 คน และความผิดต่อชีวิต 19,647 คน

น.ส.รัชดา กล่าวถึงสถานการณ์ความแออัดของผู้ต้องขังในเรือนจำ ประเทศไทยมีเรือนจำทั้งหมด 143 แห่ง โดยมีพื้นที่เรือนนอนของผู้ต้องขัง จำนวน 305,312.42 ตารางเมตร สามารถรองรับผู้ต้องขัง จำนวน 254,302 คน แต่ในปัจจุบันมีผู้ต้องขังจำนวน 374,052 คน ซึ่งเกินอัตราความจุผู้ต้องขังที่จะรองรับได้ตามมาตรฐานของเรือนจำที่กำหนดไว้คือ ผู้ต้องขังชาย 1.2 ตารางเมตรต่อคน ผู้ต้องขังหญิง 1.1 ตารางเมตรต่อคน ทำให้เกิดความแออัดในเรือนจำและส่งผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของผู้ต้องขัง สำหรับกรอบแนวทางการลดความแออัดของผู้ต้องขังในเรือนจำ ซึ่งประกอบด้วย 5 กรอบดำเนินงาน ดังนี้ 1.กฎหมาย จัดทำกฎหมายการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท กฎหมายการโอนตัวนักโทษต่างประเทศ กฎหมายลำดับรองตามพ.ร.บ.ราชทัณฑ์ (ปรับชั้นโทษ/ติดเครื่องติดตามตัวอิเล็กทรอนิกส์ EM) ร่างประมวลกฎหมายยาเสพติด (พืชกระท่อม) ร่างพ.ร.บ.แก้ไข ป.อ. เพิ่มโทษระดับกลาง (ม.18/1) ร่างพ.ร.บ.ประวัติอาชญากรรม และร่าง พ.ร.ฎ มาตรการทางภาษีสำหรับนายจ้างและผู้ประกอบการที่จ้างงานผู้พ้นโทษ 2. พักโทษ ลดโทษ และการใช้เครื่องติดตามตัวอิเล็กทรอนิกส์ (EM) 1)ใช้EM ในการปล่อยตัวชั่วคราว(ผู้ต้องขังระหว่าง) การคุมประพฤติ(รอการลงโทษหรือรอการกำหนดโทษ) และพักการลงโทษทั้งแบบปกติและแบบเหตุพิเศษ 2) เพิ่มเงื่อนไขหรือกลุ่มเป้าหมาย เช่น ผู้ต้องขังที่รับโทษ 1-3 ปี หรือ 1-5 ปี คดียาเสพติด รอการตรวจพิสูจน์ฯ ผู้หญิง คนป่วย ผู้สูงอายุ ฯลฯ

Advertisement

น.ส.รัชดา กล่าวว่า 3. อาชีพและการสร้างเรือนจำรูปแบบใหม่ 1)สร้างงานที่เหมาะสม เช่นเกษตรกรรม ปศุสัตว์ อุตสาหกรรม บริการ ฯลฯ 2) เรือนจำโครงสร้างเบา/เรือนจำเฉพาะทาง/การสร้างศูนย์ฝึกอาชีพครบวงจร 4. การบำบัดฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติด 1)การบำบัดรักษาผู้ติดยาเสพติด 3 ระบบคือสมัครใจ บังคับ และต้องโทษ 2)ปรับกระบวนการเพื่อปรับทัศนคติ “ติดคุกดีกว่าบำบัด”3)ปรับระยะเวลาการตรวจพิสูจน์ จากเดิม 45 วัน เป็น 30 วัน 4)เพิ่มโอกาสแก่ผู้เสพในการเข้าสู่กระบวนการบำบัด 5)พัฒนาหลักสูตรบำบัดฟื้นฟู และ 5. การป้องกันยาเสพติด ขับเคลื่อนผ่านกองทุนแม่ของแผ่นดิน โรงเรียนสีขาว และหมู่บ้านป้องกันยาเสพติด (กองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด) นำร่องในกลุ่มจังหวัดภาคเหนือ นอกจากนี้ ยังมีมาตรการเร่งด่วนที่สามารถดำเนินการได้ทันที คือ 1) การปรับปรุงพื้นที่นอนในห้องขังให้เป็น 2 ชั้น จำนวน 94 แห่ง รวม 1,906 ห้อง งบประมาณ 207.463 ล้านบาท คิดเป็นพื้นที่ปรับปรุง 103,731.50 ตารางเมตร รองรับผู้ต้องขังได้ 86,442 คน และ 2) จัดหาเครื่องติดตามตัวอิเล็กทรอนิกส์ (EM) จำนวน 30,000 เครื่อง วงเงิน 877.264 ล้านบาท

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image