‘อุเชนทร์’ ชวน ร่วมเปลี่ยน ‘วัฒนธรรมเสื่อมทราม’ แนะ ‘ปฏิเสธความชอบธรรมผู้ก่อการ”

‘อุเชนทร์’ ชวน ร่วมเปลี่ยน ‘วัฒนธรรมเสื่อมทราม’ แนะ ‘ปฏิเสธความชอบธรรมผู้ก่อการ’

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 19 กันยายน ที่ห้องประชุม 14 ตุลา อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา สี่แยกคอกวัว ถนนราชดำเนินกลาง กรุงเทพฯ สโมสรนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดเสวนาสาธารณะในหัวข้อ “รัฐประหารและการต่อต้านขัดขืน”

นายอุเชนทร์ เชียงแสน สำนักวิชารัฐศาสตร์และนิติศาตร์ ม.วลัยลักษณ์ ผู้เขียนหนังสือ “การเมืองภาคประชาชน” โดย สำนักพิมพ์มติชน กล่าวว่า สำหรับผมไม่น่ากลัว เพราะสถานการณ์ปัจจุบันเปลี่ยนไปจาก 14 ปีที่แล้ว นอกจากรัฐบาลประยุทธ์ รัฐธรรมนูญ 60 ประชาชนไม่ได้เสียอะไร เสาหลักจะถูกท้าทายอย่างรุนแรง อย่างไม่เคยมีมาก่อน จึงไม่น่ากลัวนัก

เมื่อถามว่า การรัฐประหาร มีกระบวนการสำคัญอย่างไร

นายอุเชนทร์กล่าวว่า ผู้สนับสนุนรัฐประหารมักอ้างว่าเกิดจากรัฐบาล ทุจจริตคอร์รัปชั่น โดยลืมว่า ไม่ได้มีเหตุที่มีความสัมพันธ์ส่งผลต่อเนื่อง การรัฐประหารเกิดจากกองทัพ ที่มีอาวุธ และกำลังจากภาษีประชาชน มีคำตัดสินใจล้มล้างหมู่มวลประชาชน เพื่ออะไรบางอย่าง พร้อมข้ออ้างชุดหนึ่ง

สิ่งที่เราได้ฟังส่วนใหญ่ คือ 1.ข้ออ้างรัฐประหาร
22 พฤษภาคม 2557 ต่างจากครั้งอื่น เพราะมีมวลชนเป็นส่วนร่วม ครั้งแรก พันธมิตร และเอ็นจีโอ โดย คณะกรรมการรณรงค์ประชาธิปไตย
ครั้งที่สอง กปปส. ภายใต้แกนนำของปรปักษ์
ช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมา ไม่มีกระบวนการไหนที่ต่ำกว่ากระบวนการ กปปส. ซึ่งคุณแก้วสรรมีบทบาท

2.ทำให้เป็นเรื่องขาว-ดำ ริดลอนสิทธิเสรีภาพ ขวางการเลือกตั้ง 3.สร้างวิกฤตทางการเมือง ปฏิเสธการยุบสภา เลือกตั้งใหม่ ซึ่งถ้าได้คุยกับคนที่เคยร่วมชุมนุม มักบอกว่า ไม่ได้ตั้งใจให้มีรัฐประหาร แค่มาชุมนุม แต่ถ้าพูดครั้งที่สอง ก็ไม่รู้จะเรียกคนเหล่านี้ว่าอย่างไร คือ หุ้นส่วนของการรัฐประหาร

ซึ่งต่อมามีกระบวนการรับรอง โดย 1.ประมุขของรัฐ 2.การรับรองจากภาคประชาชน ด้วยกลไกคณะรัฐประหารตั้งขึ้น 3.การรับรองรัฐประหารโดยกระบวนการยุติธรรม เช่น อาศัยเทคนิคกฎหมาย เช่น การไม่รับฟ้อง และคณะรัฐประหารเอาคำตัดสินนั้น มาใช้ประกาศจับ

“การรัฐประหาร 19 กันยา คือจุดเปลี่ยนความขัดแย้ง จากการต่อสู้ในกระบวนการปกติ เช่น ในและนอกสภา มาเป็นการใช้กำลังอาวุธ และความรุนแรง  ทำให้สังคมไทยเจ็บป่วยเรื้อรังเยียวยายากมาจนถึงทุกวันนี้ เหตุเพราะหลงว่าต้องมีผู้นำทางการเมืองและจริยธรรมเพียงหนึ่งเดียว” นายอุเชนทร์กล่าว

เมื่อถามว่า หากเกิดรัฐประหารขึ้นอีก จะมีวิธีการ ขัดขืน ต่อต้านอย่างไร

นายอุเชนทร์กล่าวว่า เป็นเรื่องที่เราคิดง่ายแต่ทำยาก กลับไปดูแนวคิดของ ‘ยีน ชาร์ป’ บทความต้านรัฐประหาร กล่าวว่า ทันทีที่เกิดรัฐประหาร ผู้ก่อการย่อมต้องการการยอมรับความชอบธรรม ดังนั้น หลักการข้อแรก คือ ปฏิเสธความชอบธรรมของผู้ก่อการ โดยกลับไปดูกระบวนการยอมรับความชอบธรรมมีอะไรบ้าง ไล่ไปตามสเตป 14 ปีมีอะไรเปลี่ยนไปอย่างมีนัยยะสำคัญ โดยภาพรวม ผลพวงรัฐประหารหยั่งรากในสังคมไทย และลึกลงไปเรื่อยๆ

2.คนจำนวนไม่น้อย เลิกกลัวผีทักษิณ มีสติขึ้นได้บทเรียนจากเผด็จการทหาร กล่าวอย่างง่าย เลิกอายเด็ก การเป็นพันธมิตร และ กปปส. ไม่ใช่สิ่งที่น่าภูมิใจอีกต่อไป

3.เรามีกองหน้าที่กล้าหาญ เปิดขอบฟ้า มีจินตนาการใหม่ กาีปกป้องตัวเองด้วยคำว่าสมจริง การเปลี่ยนแปลงจะไม่เกิด ปัจจุบันคนหนุ่งสาวทะลุขอบนี้แล้ว เปิดขอบฟ้ากว้างอย่างกล้าหาญ

“การที่เรามีพรรคการเมืองใหม่เข้ามา เชื่อว่าจะเปลี่ยนแปลงการเมืองใหม่ในสภา จากที่เป็นลักษณะอนุรักษนิยม

“ความสำเร็จของรัฐประหาร เพราะเราต่อต้านไม่สำเร็จ อย่างเป็รูปธรรมและตรงเป้ามีผลสะเทือนอย่างแน่นอน ควรได้รับการสนับสนุน ต่อต้านการรัฐประหารทุกรูปแบบ คือ 1.เรียกร้องโดยทันทีให้ประมุขของรัฐไม่รับรองการรัฐประหาร 2.ที่ควรเกิดขึ้นพร้อมกัน คือ การเคลื่อนไหวของ ส.ส.ที่จะค้องยืนยันว่า อำนาจอธิปไตยไม่ได้กลับไปที่ทฤษฏีอภินิหารสโมสรสมมติ เพราะว่า เป็นสิ่งสมมุติ ต้องยืนยันว่า สิทธินี้ติดตัวเรามาแต่กำเนิด และถูกพรากโดยคนที่สถาปนาตัเองขึ้นมาปกครอง ทวงสิ่งที่เป็นของเราคืนมา

หากเกิดรัฐประหาร รัฐถูกฆ่า เหมือนกลับไปในสภาวะธรรมชาติ อำนาจกลับไปที่ประชาชน ผู้แทนที่ชอบธรรมต้องการใช้อำนาจนั้นด้วยตัวเอง ที่เป็นรูปธรรมคือ ส.ส.เพื่อไทย ก้าวไกล ชุมนุมแห่งหนึ่งอาจจะที่รัฐสภา พร้อมกับประชาชน” นายอุเชนทร์กล่าว และว่า

เราอาจยอมรับว่าคนหนุ่มสาวเป็นกองหน้าตัวจริง แต่ไม่ควรเป็นข้ออ้างผลักภาระให้เยาวชนจนเกินไป เพราะคือหน้าที่ของประชาชน ร่วมกันเคียงบ่าเคียงไหล่ ไม่ใช่รอรับดอกผลจากการลงทุนลงแรงจากลูกหลานของเรา

“เราถูกสอนให้เชื่อผู้ใหญ่ แต่เด็กไม่เชื่อผู้ใหญ่ ภายใต้ 4-5 ปีมานี้ ในหมู่เด็กมัธยมมีการเปลี่ยนแปลงด้านความคิดความเชื่ออย่างมาก เป็นการปฏิวัติวัฒนธรรมที่เสื่อมทราม คนรุ่นเราถ้าอยากเห็นการเปลี่ยนแปลง อะไรก็ได้ สนับสนุนเขา เป็นภารกิจ ไม่ใช่โยนภาระทางประวัติศาสตร์ไว้ที่พวกเขา อะไรช่วยได้ ทำให้หมด”

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้นักวิชาการ ฉะ ‘รัฐประหาร’ สุดล้าหลัง ชวนแสดงออกเชิงรุก ‘สร้างคลื่นใต้น้ำ-สังคมยุคใหม่’
บทความถัดไปแฟนท่าเรือฝ่า ‘โนอึล’ แห่ซื้อตั๋วบิ๊กแมตช์ปะทะ ‘บีจี’ ค่ำวันนี้