‘สุดารัตน์’ ขอบคุณประชาชนกว่า 7 แสนเสียง ลงชื่อร่วมฟ้อง ‘ประยุทธ์’ แก้โควิดพลาด เจอกันพรุ่งนี้ที่ศาล

‘สุดารัตน์’ ขอบคุณประชาชนกว่า 7 แสนเสียง ลงชื่อร่วมฟ้อง ‘ประยุทธ์’ แก้โควิดพลาด เจอกันพรุ่งนี้ที่ศาล

จากกรณีนายนรินท์พงศ์ จินาภักดิ์ นายกสมาคมทนายความแห่งประเทศไทย ได้ออกเเถลงการณ์ ซึ่งระบุว่า สมาคมทนายความเเห่งประเทศไทย และพรรคไทยสร้างไทย โดยนายโภคิน พลกุล ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนประเทศ นายวัฒนา เมืองสุข ประธานคณะกรรมการกฎหมายและการเมือง พร้อมด้วยผู้เสียหาย ร่วมกันแถลงข่าวความคืบหน้า สืบเนื่องจากกรณีที่มีประชาชนผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการบริหารทางสาธารณสุขผิดพลาดจากรัฐบาลกว่า 700,000 คน ลงชื่อในแคมเปญของพรรคไทยสร้างไทย ในการร่วมฟ้องร้องดำเนินคดีอาญากับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และในฐานะผู้อำนวยการ ศบค. จากประเด็นและสาเหตุรวม 4 ข้อนั้น

ล่าสุด วันนี้ (12 สิงหาคม) คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานพรรคไทยสร้างไทย เปิดเผยว่า ขอรายงานความคืบหน้าการฟ้องรัฐบาล ฟ้องประยุทธ์ ให้ทุกท่านทราบว่าเราจะไปยื่นฟ้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบในวันศุกร์ที่ 13 สิงหาคม 2564 เวลาประมาณ 10.30 นาฬิกา พร้อมขอขอบคุณทุกท่านเกือบ 700,000 รายชื่อที่ร่วมลงชื่อสนับสนุนให้พรรคไทยสร้างไทยยื่นฟ้องรัฐบาลที่บริหารผิดพลาดบกพร่องในการแก้ไขปัญหาโควิด

คุณหญิงสุดารัตน์กล่าวว่า เมื่อวานนี้นายโภคิน พลกุล นายวัฒนา เมืองสุข กลุ่มคนรุ่นใหม่ของพรรคไทยสร้างไทย และผู้เสียหายจากการบริหารสถานการณ์โควิด-19 ได้ไปประชุมกับนายกสมาคมทนายความแห่งประเทศไทย (นายนรินท์พงศ์ จินาภักดิ์) เพื่อดำเนินคดีกับนายกรัฐมนตรี และผู้ที่เกี่ยวข้อง ผลการประชุมมีข้อสรุป ดังนี้

(1) เมื่อเกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งเป็นโรคติดต่ออันตราย ประชาชนย่อมมีสิทธิได้รับการป้องกันและขจัดโรคติดต่อจากรัฐโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ส่วนรัฐมีหน้าที่ต้องควบคุมและป้องกันโรค รักษาพยาบาล และการฟื้นฟูสุขภาพ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 47 และ 55 ตามลำดับ

(2) สถานการณ์ของโควิด-19 ณ วันที่ 7 สิงหาคม 2564 ตามรายงานของกระทรวงสาธารณสุขปรากฏว่า มีผู้ติดเชื้อสะสมถึง 707,659 ราย เสียชีวิต 6,066 คน เป็นผู้ป่วยที่กำลังรักษาตัวจำนวน 213,444 คน รักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล 78,733 คน ทำให้ผู้ป่วยล้นเกินจากระบบสาธารณสุขปกติถึง 134,671 คน ต้องรักษาตัวนอกระบบสาธารณสุขปกติ ได้แก่ รักษาตัวโรงพยาบาลสนาม 70,281 คน รักษาตัวด้วยการกักตัวในบ้านหรือในชุมชน (Home/Community Isolation) 55,177 คน รักษาตัวอยู่ในที่อื่นที่ไม่สามารถระบุได้อีก 9,213 คน

(3) สาเหตุของความล้มเหลวของการบริหารสถานการณ์โควิด-19 เกิดจากความบกพร่องอย่างร้ายแรงของนายกรัฐมนตรีที่ปล่อยปละละเลยจนเกิดการแพร่ระบาดถึง 4 ระลอก รวมทั้งบริหารจัดการวัคซีนผิดพลาดบกพร่องอย่างร้ายแรงทำให้จํานวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนระบบสาธารณสุขปกติไม่สามารถรองรับผู้ป่วยจํานวนมากดังกล่าวได้ ทำให้ผู้ป่วยบางรายไม่ได้รับสิทธิในการรักษาพยาบาลเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตในที่สาธารณะหรือบ้านพักตนเอง

(4) การที่นายกรัฐมนตรีได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักรเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 ตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม 2563 และขยายเวลาจนถึงวันที่ 30 กันยายน 2564 โดยรวมอำนาจรักษาการตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องทุกฉบับไว้ที่ตนเองแต่เพียงผู้เดียว แต่กลับปล่อยปละละเลยจนเกิดความเสียหายดังกล่าวอันเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต หรือจงใจปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย

“ที่ประชุมจึงเห็นควรฟ้องนายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้าคณะรัฐมนตรี ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบตามประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเพียงผู้เดียว ส่วนผู้เสียหายหากมีเพิ่มเติมก็อาจจะเพิ่มด้วยการขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้อง หรือโดยวิธีร้องสอดแล้วแต่กรณี ทั้งนี้ นายกสมาคมฯได้ร่างฟ้องเสร็จสิ้นสมบูรณ์แล้วและจะนำไปยื่นฟ้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบในวันศุกร์ที่ 13 สิงหาคม 2564 เวลาประมาณ 10.30 นาฬิกา”

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon