สภาเด็กฯยื่น ‘ครูหยุย’ ปรับร่าง กม.พืชกระท่อม ปกป้องกลุ่มเปราะบาง ชงห้ามขายอายุต่ำกว่า 20 ปี

สภาเด็กฯยื่น ‘ครูหยุย’ ปรับร่าง กม.พืชกระท่อม ปกป้องเด็ก เยาวชน กลุ่มเปราะบาง ชงห้ามขายเด็กต่ำกว่า 20 ปี-คุมการโฆษณา หวั่นอาจเกิดสูตรใหม่ที่กฎหมายเอื้อมไม่ถึง

เมื่อวันที่ 13 กันยายน ที่รัฐสภา (ฝั่ง ส.ว.) นายณัฐพงศ์ สำเภาแก้ว ผู้ประสานงานเครือข่ายเยาวชนลดปัจจัยเสี่ยง นายโยธิน ทองพะวา ประธานสภาเด็กและเยาวชนแห่งประเทศไทย นายรวิศุทธ์ คณิตกุลเศรษฐ์ รองเลขาธิการสถาบันยุวทัศน์แห่งประเทศไทย ตัวแทนมูลนิธิเด็กเยาวชนและครอบครัว เครือข่ายสร้างเสริมสุขภาพเยาวชน และภาคีด้านเด็กและเยาวชน ยื่นหนังสือถึงนายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ ส.ว. ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาสังคม และกิจการเด็ก เยาวชนสตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้ด้อยโอกาส วุฒิสภา เพื่อขอให้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) พืชกระท่อม พ.ศ. …. ในประเด็นปกป้องเด็ก เยาวชนและสังคมอย่างรอบด้าน

นายโยธินกล่าวว่า จากกรณีที่สภาผู้แทนราษฎรได้มีมติเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.พืชกระท่อม พ.ศ….. แล้วนั้น ซึ่งโดยหลักการ เหตุผล และสาระสำคัญของร่างกฎหมายดังกล่าวเป็นการส่งเสริมและให้มีการพัฒนาเป็นพืชทางเศรษฐกิจ โดยร่างกำหนดมาตรการดูแลเฉพาะการนำเข้าและการส่งออกเท่านั้นที่ต้องขอรับใบอนุญาตก่อน ส่วนการเพาะ การปลูก และการขายใบพืชกระท่อม นอกเหนือจากที่ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้กำหนดไว้ ให้ทำได้ ประชาชนสามารถครอบครอง บริโภค และใช้ประโยชน์จากพืชกระท่อมได้ ทั้งนี้ แม้จะมีมาตรการคุ้มครองสุขภาพของผู้บริโภคที่เป็นกลุ่มเปราะบาง ด้วยการห้ามขายให้ผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี สตรีมีครรภ์ สตรีให้นมบุตร และการห้ามโฆษณาใช้พืชกระท่อมเป็นส่วนผสมของยาเสพติด 4X100 แต่ยังขาดความรอบด้านในมิติการปกป้องเด็ก เยาวชน และกลุ่มเปราะบาง

“เราจึงมีความห่วงใยว่าในอนาคตน้ำกระท่อมจะไม่ใช่มีแค่ 4×100 แต่จะมีพัฒนาการไปมากกว่านั้นแน่นนอน ซึ่งอาจเป็นส่วนผสมที่ไม่ใช่สิ่งผิดกฎหมาย แต่ส่งผลให้เกิดอาการมึนเมา เสพติดได้ ซึ่งมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ยืนยันว่าพืชกระท่อมยังสามารถเสพติดและมีผลกระทบได้ ถ้าใช้ไม่เหมาะสม จึงควรมีมาตรการควบคุม โดยเฉพาะธุรกิจที่มุ่งหาผลประโยชน์ โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบต่อเยาวชน และสังคมที่จะตามมา” นายโยธินกล่าว

ขณะที่นายณัฐพงศ์กล่าวว่า ร่าง พ.ร.บ.พืชกระท่อมมุ่งการส่งเสริมและพัฒนาให้เป็นพืชทางเศรษฐกิจ แต่ยังขาดความรอบด้านในมิติการปกป้องเด็ก เยาวชน และกลุ่มเปราะบาง จึงขอให้วุฒิสภาพิจารณา ดังนี้ 1.ควรกำหนดห้ามขายให้ผู้ที่อายุต่ำกว่า 20 ปี เพื่อลดโอกาสการเข้าถึง เช่นเดียวกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ที่แม้จะไม่ใช่สินค้าที่ผิดกฎหมาย แต่มีโอกาสที่เกิดผลกระทบต่อตัวผู้บริโภคและสังคมส่วนรวม 2.ควรกำหนดให้สถานศึกษาเป็นสถานที่ห้ามบริโภคน้ำต้มใบกระท่อม รวมถึงกิจกรรมหรือโครงการต่างๆ ที่สถานศึกษาอนุญาตให้จัด เช่น กิจกรรมรับน้อง กิจกรรมค่าย กิจกรรมทัศนศึกษา กิจกรรมกีฬาสี หรือกิจกรรมอื่นที่เกี่ยวข้องกับนักเรียน นักศึกษา

นายณัฐพงศ์กล่าวต่อว่า 3.ควรเปิดช่องให้สามารถออกอนุบัญญัติใหม่ๆ เพื่อควบคุมการขาย/การบริโภคที่อาจมีพัฒนาการส่งผลกระทบต่อเด็ก เยาวชน และประชาชนมากขึ้นในอนาคต และ 4.ควรควบคุมการโฆษณา หรือการทำการสื่อสารการตลาดใบกระท่อม หรือน้ำต้มใบกระท่อม หรือผลิตภัณฑ์อื่นใดไม่ให้มุ่งเป้าไปที่กลุ่มเด็กและเยาวชน

“ขอให้ภาครัฐเร่งสื่อสารให้เด็กและเยาวชนเข้าใจถึงผลกระทบในทางสุขภาพ หากใช้อย่างไม่เหมาะสมถูกต้อง และความผิดที่คงอยู่ตามกฎหมาย เนื่องจากยังพบว่าเยาวชนจำนวนมากเข้าใจผิดว่าน้ำต้มใบกระท่อมผสมสูตรต่างๆ สามารถทำได้ไม่ผิดกฎหมาย จึงบริโภคกันแพร่หลายทั้งๆ ที่ในข้อเท็จจริงยังผิดกฎหมายอยู่หากมีส่วนผสมของสิ่งเสพติดหรือยา วัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท

“และที่น่าห่วงคือการไปคิดค้นสูตรใหม่ๆ มาต้มผสมเพื่อไปบริโภค ซึ่งน่ากังวลว่าอาจจะนำไปสู่สูตรที่กฎหมายเอื้อมไม่ถึง ดังนั้น ในข้อกฎหมายวุฒิสภาพิจารณาประเด็นนี้ด้วย” นายณัฐพงศ์กล่าว

ด้านนายวัลลภกล่าวขอบคุณเครือข่ายเยาวชนฯ ภายหลังรับหนังสือว่า ต้องขอบคุณที่ห่วงใยต่อปัญหาดังกล่าว จากนี้จะนำเข้าหารือในที่ประชุม กมธ.ต่อไป

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้เปิดรายชื่อ ส.ว.ตรวจสอบประวัติ ว่าที่ 7 อรหันต์ กสทช.
บทความถัดไปNTT DATA มั่นใจศักยภาพอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย แนะปรับกระบวนการทำงานสู่ดิจิทัล เร่งสร้างโอกาสเสริมจุดแข็ง