วิโรจน์ ชี้ ปัญหารับบริจาคโมเดอร์นารพ.ธรรมศาสตร์ฯ สะท้อนการเลือกปฏิบัติจากภาครัฐ

เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล เขียนข้อความแสดงความเห็นปัญหาการรับบริจาคโมเดอร์นาจากโปแลนด์ ระบุว่า

การรับบริจาคโมเดอร์นาจากโปแลนด์ ที่เต็มไปด้วยเงื่อนไข และขั้นตอนต่างๆ เต็มไปหมด สะท้อนปัญหารัฐราชการโบราณ และการเลือกปฏิบัติจากภาครัฐ

ต่อกรณีที่ รพ.ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ จะมีการนำเข้าวัคซีนโมเดอร์นาบริจาคจากโปแลนด์ผ่านการบริจาคของ องค์กร RZADOWA AGENCIA REZERW STRATEGICZNYCH หรือ RARS ประเทศโปแลนด์ ตามอำนาจตามข้อบังคับที่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีอำนาจในการตกลงความร่วมมือกับหน่วยงานของรัฐหรือเอกชน ทั้งในและต่างประเทศในการจัดหา หรือนำเข้า วัคซีนและเวชภัณฑ์ ที่ได้ประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 26 ส.ค. ที่ผ่านมา

จากหนังสือตอบกลับจากกระทรวงการต่างประเทศ ที่ระบุข้อจำกัดต่างๆ ในการนำเข้าวัคซีน ไม่ว่าจะเป็น
1. การบริจาค ยังไม่ได้อยู่ในรูปแบบ “รัฐต่อรัฐ” ซึ่งจำเป็นต้องมีงานธุรกรรมทางการทูต ต่างๆ อีกหลายขั้นตอน
2. การขออนุญาตไปยังบริษัทผู้ผลิตวัคซีน
3. การประสานงานกับกรมควบคุมโรคในการนำเข้า การตรวจสอบคุณภาพ การรับประกัน และเงื่อนไขการชดเชยต่างๆ

ผมมีความเห็นต่อกรณีนี้ว่า ก็เข้าใจดีว่าการนำเข้าวัคซีนต้องมีกระบวนการทำธุรกรรมต่างๆอยู่หลายขั้นตอนแต่จากการตอบกลับของกระทรวงการต่างประเทศ ที่เน้นแต่การบอกถึงข้อจำกัด และเงื่อนไขติดขัดต่างๆ และใช้ให้ รพ.ธรรมศาสตร์ฯ ต้องไปติดต่อหน่วยงานนั้น ติดต่อหน่วยงานนี้ แทนที่จะขันอาสาในการช่วยดำเนินการ หรือช่วยเร่งรัดการดำเนินการ ในส่วนของกระทรวงการต่างประเทศ ให้ ตลาดต้นรัฐบาล และกระทรวงสาธารณสุขเอง ก็ไม่ได้แสดงท่าทีกระวีกระวาดที่จะทบทวนกฎระเบียบหรือช่วยดำเนินการใดๆ ที่จะทำให้การนำเข้าวัคซีน ที่มีความจำเป็นต่อชีวิตของประชาชนมีความรวดเร็วเพิ่มขึ้น รัฐบาลยังคงปล่อยให้ทุกสิ่งทุกอย่างดำเนินไปตามรูปแบบของรัฐราชการโบราณ ที่ผลักความรับผิดชอบกันไปกันมา และมีงานธุรกรรมเวิ่นเว้อหลายขั้นตอนโดยที่ไม่คำนึงถึงความเร่งด่วนของสถานการณ์ และประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นกับประชาชน

ทั้งทั้งที่ขาดสามารถเร่งรัดกระบวนการต่างๆได้ รพ.ธรรมศาสตร์ฯ มีความเป็นไปได้ ที่จะนำเข้าวัคซีนโมเดอร์นา ได้ถึง 1.5 ล้านโดส ภายในวันที่ 31 ต.ค. นี้

เมื่อเทียบเคียงกรณีของ รพ.ธรรมศาสตร์ฯ กับกรณีของราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ฯ แม้ว่ารูปแบบในการนำเข้าวัคซีนจะแตกต่างกัน แต่ประชาชนสามารถสังเกตได้ถึงความกระตือรือร้นที่จะอำนวยความสะดวกของรัฐที่แตกต่างกัน ซึ่งสะท้อนว่า นอกจากรัฐราชการรวมศูนย์โบราณที่อุ้ยอ้ายคร่ำครึ ที่ทำให้ประชาชนประสบกับความทุกข์ยาก อย่างแสนสาหัสแล้ว ระบบอุปถัมภ์ และการเลือกปฏิบัติของภาครัฐ ก็น่าจะมีส่วนสำคัญ ที่ทำให้เกิดปัญหาความเหลื่อมล้ำ ซ้ำเติมความเดือดร้อนของประชาชนเข้าไปอีก

ผมจึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนกฎระเบียบต่างๆในการนำเข้าวัคซีนยาและเวชภัณฑ์ต่างๆที่จำเป็นต้องใช้ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยมุ่งเน้นไปที่การตรวจสอบคุณภาพ และการประกันคุณภาพต่อประชาชนเท่านั้น และลดขั้นตอนทางธุรการ และงานเอกสารลงให้เหลือน้อยที่สุด ทั้งกรณี รพ.ธรรมศาสตร์ฯ และกรณีอื่นๆ หลังจากนี้

เพื่อให้การสูญเสียชีวิตของประชาชน และความสูญเสียทางเศรษฐกิจ ลดลงกว่าที่เป็นอยู่นี้

พล.อ.ประยุทธ์ มักอ้างเสมอว่า ทุกประเทศในโลก เจอโควิดเหมือนกัน แต่อยากให้ พล.อ.ประยุทธ์ เข้าใจไว้ด้วยว่า แต่ละประเทศได้รับผลกระทบที่แตกต่างกัน มีอัตราการตายต่อประชากรที่แตกต่างกัน และฟื้นตัวได้เร็วช้าต่างกัน ประเทศที่มีการเตรียมการได้ดี พ่อจะได้รับผลกระทบในวันที่สำคัญกว่าและฟื้นตัวได้เร็วกว่า ประเทศที่มีความล้มเหลวในการเตรียมการ ก็จะได้รับผลกระทบที่หนักกว่า และการฟื้นตัวที่ช้ากว่าประเทศอื่นๆ ในโลก จะทำให้ประชาชนต้องมาแบกรับกับภาวะราคาสินค้าที่แพงขึ้นจากภาวะเงินเฟ้อที่เกิดจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ในขณะเดียวกัน ก็ยังต้องมัวพะวงกับสถานการณ์โรคระบาด ที่รัฐบาลยังไม่สามารถควบคุมได้อย่างเบ็ดเสร็จ สิ่งเหล่านี้จะทำให้ขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศถดถอย และทำให้เวลาชีวิตของประชาชนมีแต่ความสูญเปล่า

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon