‘จาตุรนต์’โพสต์ อย่าใช้คำว่า’บิดเบือน’ปิดปากคนเห็นต่าง-ปิดตาประชาชน

แฟ้มภาพ

นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรองนายกรัฐมนตรี แกนนำพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว กรณีนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ.วิจารร์คนบิดเบือนร่างรัฐธรรมนูญ และเตรียมฟ้องร้องรัฐบาลให้ดำเนินการเอาผิด ว่า

รับลูกกันเป็นทอดๆ ประธาน กรธ.บอกว่าจะขอความช่วยเหลือจากรัฐบาลกรณีคนบิดเบือนร่างรัฐธรรมนูญทางโซเชียลมีเดีย รัฐบาลก็ขานรับทันทีว่าจะหาทางดำเนินการให้
แล้วบุคคลสำคัญของ คสช.กับรัฐบาลก็ออกมาทั้งปรามทั้งขู่คนที่ไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญเป็นระยะ ถึงขั้นอาจเรียกไปปรับทัศนคติรายวัน

ล่าสุด บอกว่าอาจเอาผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ และคสช.ยังให้คนออกมาบอกว่าคนที่บิดเบือนรายละเอียดร่างฯอาจถูกเรียกไปปรับทัศนคติ เรียกว่าขู่กันเต็มที่
มีคำถามว่าคำว่า “บิดเบือน” แปลว่าอะไร บิดเบือนของพวกนี้แปลว่า “เห็นต่าง” หรือเปล่า

ถ้าใครบอกว่าร่างนี้มีแค่ 50 มาตรา จึงมีเนื้อหาน้อยไป หรือบอกว่าไม่ชอบเพราะกำหนดให้นายกฯมาจากการเลือกตั้ง อย่างนี้น่าจะเรียกได้ว่า “บิดเบือน”
แต่ถามหน่อยว่าความเห็นต่อไปนี้เรียกว่าบิดเบือนหรือไม่

Advertisement

(1) ร่างนี้ไม่ดีเพราะทำให้อำนาจอธิปไตยไม่เป็นของปวงชนชาวไทย (2) เปิดช่องให้นายกฯมาจากคนนอก (3) ส.ว.มาจากกลุ่มอาชีพไม่อาจถือว่าเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย จึงไม่เป็นประชาธิปไตย (4) องค์กรอิสระและโดยเฉพาะศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจมากเกินไป (5) ระบบเลือกตั้งจะทำให้ไม่มีพรรคใดได้เสียงข้างมากและเป็นประโยชน์ต่อพรรคขนาดกลางให้โทษต่อพรรคเล็กๆ (6) จะทำให้รัฐบาลอ่อนแอ ไม่มีนโยบายตอบสนองประชาชน (8) ไม่ให้ความสำคัญกับสิทธิเสรีภาพและสิทธิมนุษยชน (9) ร่างนี้จะนำสังคมไทยสู่วิกฤตที่หนักหน่วงยิ่งขึ้น (10) ปิดทางแก้เหมือนร่างไว้ให้ฉีกเท่านั้น

10 ข้อที่ยกมาเป็นตัวอย่างนี้ถือว่าบิดเบือนหรือไม่ ถ้าถือว่าบิดเบือน คนที่จะถูกเอาผิดหรือเรียกไปปรับทัศนคติคงมีมากจนนับไม่ถ้วน
ที่ยกมานั้นความจริงเป็นความเห็น ไม่ใช่เรื่องบิดเบือนหรือไม่บิดเบือน แต่ คสช.กับรัฐบาลกำลังบิดเบือนความหมายของคำว่า “บิดเบือน” เสียมากกว่า
อ้างคำว่า “บิดเบือน” เพื่อปิดปากคนที่เห็นต่าง เพื่อไม่ให้ประชาชนได้รับข้อมูลความเห็นจากผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญ ปิดหูปิดตาประชาชน
จนต้องกลับมาตั้งคำถามที่หลายคนเคยถามไปแล้วว่า แล้วจะมีประชามติไปให้สิ้นเปลืองทำไม ไม่ต้องทำประชามติ ทำเสร็จก็ประกาศใช้เลยไม่ดีกว่าหรือ
ฝ่ายที่คอยพูดสนับสนุนร่างฯดูจะน้อยลงเรื่อยๆ และไม่มีมุมจะอธิบาย จะชี้แจงอะไรก็ฟังไม่ค่อยขึ้น คนค้านก็ยิ่งมากขึ้นๆ ใกล้จะเข้าตาจนเต็มทีแล้ว
ก่อนนี้บอกว่าพวกที่ค้านไม่มีข้อมูลเพราะร่างยังไม่เสร็จ ต่อมาก็บอกว่ายังไม่ได้อ่าน หรือบอกว่าอยากฟังพวกมีเหตุผล แปลว่าที่ค้านนี่ไม่มีเหตุผล
นักวิชาการวิจารณ์ก็ถามว่าเป็นศาสตราจารย์มาได้ยังไง จนคนออกมาค้านกันเต็มบ้านเต็มเมือง จึงงัดเอาคำว่า “บิดเบือน” ขึ้นมา เรียกว่าอับจนปัญญาเต็มที
การทำให้ผ่านประชามติของ คสช. รัฐบาลและ กรธ.จึงมีเพียงการชี้แจงฝ่ายเดียวแบบไม่มีเหตุมีผล ลดความน่าเชื่อถือของผู้เห็นต่างและข่มขู่เพื่อปิดปาก
อย่างนี้แหละที่เรียกว่า “ประชาธิปไตยแบบไทยๆ” ไงครับ

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image