นายกฯประกาศประเทศไทยมีพระเจ้าอยู่หัวพระองค์ใหม่แล้ว

เมื่อเวลา 22.15 น.วันเดียวกัน(1ธ.ค.)พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคสช. แถลงผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทยว่า พี่น้องประชาชนชาวไทยที่เคารพ รัฐบาลขอประกาศให้ประชาชนชาวไทยทั้งที่อยู่ในราชอาณาจักรและในต่างประเทศทั่วโลกทราบทั่วกันว่า บัดนี้ประเทศไทยมีสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระองค์ใหม่แล้วตามคำกราบบังคมทูลอัญเชิญขึ้นครองราชย์ของประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ทำหน้าที่ประธานรัฐสภา ณ พระที่นั่งอัมพรสถานพระราชวังดุสิต โดยมีผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ นายกรัฐมนตรี ประธานศาลฎีกา ร่วมเป็นสักขีในพิธีประวัติศาสตร์นี้ และทรงรับคำกราบบังคมทูลอัญเชิญ ดังที่ต่อมาได้มีประกาศสภานิติบัญญัติแห่งชาติเพื่อแจ้งประชาชนแล้ว การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย กฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบสันติตวงศ์ และโบราณราชประเพณีทุกประการ ทั้งสนองพระราชดำริสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามกุราชกุมารที่พระราชทานไว้ตั้งแต่แรกว่า ในระหว่างที่พระองค์เอง และประชาชนกำลังทุกข์โศกอย่างใหญ่หลวงจากการเสด็จสวรรคตของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมรพระบรมโกศ ยังไม่ควรดำเนินการเรื่องการสืบราชสมบัติทันทีในขณะนั้น หากแต่ควรรอจนการบำเพ็ญพระราชกุศลและการเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าถวายบังคมพระบรมศพผ่านพ้นไปสักระยะหนึ่ง ซึ่งบัดนี้ถึงเวลาการบำเพ็ญพระราชกุศลปัญญาสมวาร คือครบ 50 วัน และประชาชนได้มีโอกาสเข้าถวายบังคมพระบรมศพแล้วนับล้านคน จึงขอพระราชทานพระราชานุญาต ดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมายต่อไป

อนึ่ง เพื่อให้เป็นไปตามโบราณราชประเพณีโดยไม่ขัดต่อกฎหมาย ทั้งยังสอดคล้องกับคตินิยมในนานาประเทศที่ว่า ราชอาณาจักรย่อมไม่ว่างเว้นขาดตอนจากการมีพระมหากษัตริย์ ดังนั้นการเริ่มรัชกาลใหม่ จึงมีผลต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 13 ต.ค.2559 เป็นต้นไป ณ บัดนี้สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ์ สยามกุฏราชกุมาร ที่ทรงสถิตอยู่ในพระราชฐานะองค์พระรัชทายาท มาตั้งแต่พ.ศ 2515นับเป็นเวลาถึง 44 จึงทรงเป็นสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระมหากษัตริย์ รัชกาลที่ 10 ราชวงศ์พระจักรีวงศ์ และทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจตามรัฐธรรนูญทุกประการ ส่วนการจะดำเนินการต่อไปเพื่อให้เป็นไปตามโบราณราชขัตติยประเพณีที่เรียกว่า พระราชพิธีบรมราชาภิเษกนั้นย่อมขึ้นอยู่กับพระราชวินิจฉัยซึ่งมีพระราชดำริแล้วว่า ควรดำเนินการเสร็จสิ้นพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศแล้ว

พี่น้องประชาชนทั้งหลาย ด้วยศาสตร์พระราชาเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนหรือแนวทางที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัฐกาลที่ 9 ผู้ทรงเป็นสมเด็จพระบรมชนกนาถได้ทรงวางไว้แล้วตลอดเวลา 70 ปี เป็นรากฐานอันแข็งแกร่ง เมื่อประกอบเข้ากับความศรัทธาเชื่อมั่น และสัตยาธิษฐานที่มหาชนชาวสยามทุกรูปทุกนามพร้อมใจกันเปร่งวาจามาตั้งแต่วันที่ 13 ตุลาคม 2559 และมากล่าวย้ำพร้อมกันอย่างเป็นทางการอีกครั้งเมื่อเช้าวันที่ 22 พฤศจิกายนนี้ว่า จะทำดีเพื่อพ่อ จะจดจำคำของพ่อ และขอเป็นข้ารองพระบาททุกชาติไป จะสืบสานพระบรมราชปณิธาน คิดดีพูดดีทำดีซื่อสัตย์สุจริต รู้รักสามัคคี และจะอยู่อย่างพอเพียง รัฐบาลเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้ จะเป็นดุจปราการอันมั่นคงบนพื้นฐานอันแข็งแกร่ง ประการสำคัญคือด้วยพระบรมเดชานุภาพของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระองค์ใหม่ ทุกอย่างจะดำเนินไปได้ด้วยดี ท่ามกลางความเพียรอันบริสุทธิ์ของเราทั้งหลาย สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระองค์ใหม่ ทรงเป็นรัชทายาทที่ได้รับความไว้วางใจพระราชหฤทัยจากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมสถาปนา และมีโอกาสเสด็จพระราชดำเนินไปทรงงานในที่ต่างๆมากกว่า 44 ปี บัดนี้ทรงเป็นพระประมุข เป็นศูนย์รวมใจไทยทั้งชาติ สืบสนองพระองค์สมเด็จพระบรมชนกนาถ ทรงเจริญรอยพระยุคลบาทของพระบรมราชบุพการีทั้งสอง คือพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ที่ได้ทรงบำเพ็ญกระทำมาแล้วยังบริสุทธิ์บริบูรณ์


ดังนั้น แม้เรารู้ว่าการพลัดพรากจากสิ่งที่เคารพรักย่อมเป็นทุกข์ แม้ความสูญเสียการวิปโยคจะเป็นวิกฤต ซึ่งไม่อาจปฏิเสธได้ แต่เราทั้งหลายควรใช้วิกฤตนี้ให้เป็นโอกาส แปลงความทุกข์โศกให้เป็นพลังของแผ่นดิน แม้จะไม่มีพระผู้เป็นพลังของแผ่นดินทางพระรูปกายอยู่คุ้มเกล้าคุ้มเกล้าหม่อม แต่พลังของแผ่นดินยังจะมีอยู่ต่อไป ด้วยพลังแห่งความศรัทธา เชื่อมั่นในพระบรมราชปณิธานและศาสตร์พระราชาของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยมีสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระองค์ใหม่ เป็นผู้นำแทนพระองค์

พี่น้องประชาชนชาวไทยทั้งหลาย ขอให้เราทุกคนร่วมกันตั้งจิตอธิษฐาน ขอพระบรมเดชานุภาพแห่งสมเด็จพระบูรพพระมหากษัตริยาธิราชเจ้า มีพระบาทสมเด็จพระประมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระปิยะมหากษัตริย์นักพัฒนาเป็นอาทิ ได้โปรดอภิบาลรักษาสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระองค์ใหม่ให้ทรงพระเจริญสถิตย์เป็นมิ่งขวัญปกเกล้าปกกระหม่อมอานาราษฎรชาวไทย และประเทศไทย ให้สามารถพัฒนาจนประสบความสำเร็จ บังเกิดความเจริญ รุ่งเรืองมีสันติสุข และความสามัคคีปรองดอง สมดังพระราชปณิธานปรารถนา ภายใต้การปกครองแบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตราบกาลนานเทอญ

บทความก่อนหน้านี้อุทัยธานีเปล่งเสียง “ทรงพระเจริญ” กึกก้อง ลั่นฆ้อง กลอง ระฆังถวายในหลวงรัชกาลที่ 10
บทความถัดไปผู้ว่าฯนำชาวปากน้ำโพร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี พระสงฆ์เจริญชัยมงคลคาถาลั่นฆ้องถวายรัชกาลที่ 10