น.ศ.คาใจชนวนเหตุ ‘14 ตุลาฯ’ แบบเรียนเล่าแค่ 2 ย่อหน้า-ฟังบรรยายแล้วตกใจ ความโหดร้าย

น.ศ.คาใจชนวนเหตุ ‘14 ตุลาฯ’ แบบเรียนเล่าแค่ 2 ย่อหน้า – ฟังบรรยายแล้วตกใจ ความโหดร้าย

เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม ที่ฮอลล์ 5-7 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เขตคลองเตย กรุงเทพฯ สมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย (PUBAT) และพันธมิตร ร่วมจัดงานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 28 ระหว่างวันที่ 12-23 ตุลาคมนี้

ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการจัดงานวันที่ 2 ยังคงเป็นไปอย่างคึกคัก มีนักอ่านเดินทางมาเลือกซื้อหนังสือ เต็มพื้นที่จัดงานทั้ง 3 ฮอลล์ตั้งแต่ช่วงเช้า สำหรับปีนี้ สำนักพิมพ์มติชน ประจำการที่บูธ J47
มาในธีม มติชน(ด)รามา จัดเต็มกิจกรรมอัดแน่น
แจกลายเซ็นนักเขียน เวทีเสวนา พร้อมโปรโมชั่นของพรีเมียมที่ออกแบบโดยศิลปินชื่อดัง รางวัลศิลปาธร “ตะวัน วัตยุยา” ไปจนถึงส่วนลดสูงสุดถึง 20%

ทั้งนี้ ภายในงานยังมีกิจกรรมพิเศษที่ได้รับความสนใจจากคนรุ่นใหม่อย่างมาก คือการนำชมนิทรรศการ “50 ปี 14 ตุลา เจ้าฝันถึงโลกสีใด” ซึ่งตั้งอยู่บริเวณประตูทางเข้าฮอลล์

โดย รศ.ดร.บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ อาจารย์อาจารย์ประจำภาควิชาการปกครอง และรองคณะบดีคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้เขียน ‘ข้างหลังภาพ 14 ตุลาฯ จากระบอบปฏิวัติของเผด็จการสู่การปฏิวัติของประชาชน’ เป็นผู้นำชมนิทรรการรอบแรกช่วงค่ำวานนี้ บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก มีประชาชน นักศึกษา มาร่วมฟังการบรรยาย เพื่อเปิดอีกหนึ่งมุมมองที่มีต่อเหตุการณ์ประวัติศาสตร์การเมืองอย่างใกล้ชิด

Advertisement

นายธนฉัตร บุญละเอียด นิสิตชั้นปีที่ 1 คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า ส่วนตัวไม่ได้เป็นลูกศิษย์ รศ.ดร.บัณฑิต แต่ติดตามผลงานของอาจารย์อยู่บ้าง เห็นว่านิทรรศการน่าสนใจจึงเข้ามาดู

ธนศักดิ์ บุญละเอียด

“ผมไม่ได้รู้เบื้องลึกของ 14 ตุลาคม เคยอ่านแค่ในหนังสือประวัติศาสตร์ที่เรียนตอนมัธยมต้น มัธยมปลาย ซึ่งผมก็มีคำถามสงสัยบางส่วน ว่ามีอะไรที่เป็นปัจจัยกระตุ้นให้ประชาชนออกมาชุมนุม
เพราะหนังสือพูดแค่คร่าวๆ ว่ามีใคร ไปทำอะไร เป็นเหตุการณ์ต่อสู้ของประชาชน แต่ไม่ได้บอกว่าตรงส่วนไหนที่เป็นส่วนประกอบเล็กๆ ที่อาจจะเป็นแรงผลัก ซึ่งสื่อ หนังสือ หรือวรรณกรรมที่อาจารย์บัณฑิตอธิบาย มีอิทธิพลทำให้นักศึกษาฉุกคิด ทำให้ประชาชนสนใจประชาธิปไตยมากขึ้น

คือมันไม่ได้มีแค่สิ่งที่หนังสือประวัติศาสตร์สอนเรามา หรือบอกเราไว้” นายธนฉัตรกล่าว

เมื่อถามว่าหลังจากได้ฟังข้อมูลอีกด้าน การรับรู้เกี่ยวกับ 14 ตุลาฯ เป็นอย่างไรในตอนนี้ ?

นายธนฉัตรกล่าวว่า 14 ตุลาคม 2516 ทำให้การรับรู้ประชาธิปไตยของประชาชนตื่นขึ้น ส่วนตัวรู้สึกว่าก่อน 14 ตุลาคมจากที่เราอ่านตั้งแต่ยุค 2475 มาเรื่อยๆ ประชาธิปไตยเป็นเรื่องที่เข้าถึงยากสำหรับนิสิตนักศึกษาอย่างมาก เช่น มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมือง ก็มีช่วงหนึ่งที่ถูกสั่งให้เป็นมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เฉยๆ ตัดคำว่าการเมืองออกไป จึงรู้สึกว่าการเมืองเป็นเรื่องที่ไกลตัวนิสิตนักศึกษาอย่างเรา รวมถึงประชาชนด้วย

“14 ตุลาฯ ถึงแม้จะเป็นเหตุการณ์ที่เศร้า แต่อย่างน้อยก็ทำให้เกิดต้นกล้าเล็กๆ ของประชาธิปไตย มีการตื่นรู้และเข้าใจของประชาชนมากขึ้นในหลักของประชาธิปไตย เสรีภาพ และการเรียกร้องประชาธิปไตย” นายธนฉัตรกล่าว

เมื่อถามต่อว่า ในมุมของนักวิชาการผู้นำชม มองว่ารัฐธรรมนูญเป็นฉันทานุมัติของสังคม และเป็นชนวนสำคัญของเหตุการณ์ ส่วนตัวมองว่าในปัจจุบัน ฉันทานุมัติของสังคมยังเป็นเรื่องรัฐธรรมนูญอยู่หรือไม่ ?

นายธนฉัตรกล่าวว่า ตนมองว่ารัฐธรรมนูญสำคัญมาก เพราะเป็นกฎหมายสูงสุด

“ถ้ากฎหมายสูงสุดบังคับใช้กับคนทั้งประเทศ นั่นหมายถึงคนในประเทศควรจะมีส่วนได้รับรู้ มีส่วนในการพัฒนาหรือต่อยอด หรือก่อร่างรัฐธรรมนูญนั้นขึ้นมา เพราะถ้าได้รับรู้ และสร้างมันขึ้นมาเอง ประชาชนก็จะสามารถยอมรับมันได้

รัฐธรรมนูญปัจจุบันมันแปลกๆ อาจจะไม่ถูกต้องหรือเปล่า อาจจะสร้างมาจากแนวคิดเผด็จการ หรือของคนบางกลุ่ม ชื่อคนบางกลุ่มไม่สามารถเป็นตัวแทนของประชาชนทั้งหมดได้ ถ้าให้คนบาบกลุ่มมากำหนดกฎที่จะต้องอยู่ร่วมกันในสังคม บางทีมันไม่ถูก ผมว่า รัฐรัฐธรรมนูญจาก ส.ส.ร.น่าจะทางออกที่ดีที่สุดในความคิดของผม” นายธนฉัตรกล่าว

เมื่อสอบถาม นายฟีนิกซ์ ปาลาเร่ นักศึกษาชั้นปีที่ 1 คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ว่ารายชื่อหนังสือในนิทรรศการ ที่อาจารย์บัณฑิต พานำชมมีเรื่องไหนที่เคยอ่าน หรือเคยเห็นผ่านตาบ้าง ?

นายฟีนิกซ์กล่าวว่า พูดจริงๆ ไม่เคยเห็น ส่วนใหญ่จะเป็นหนังสือหายาก

เมื่อถามว่า ส่วนตัวมีความรับรู้เรื่องเหตุการณ์ 14 ตุลาคมอย่างไรบ้าง?

นายฟีนิกซ์เผยว่า เคยเปิดเห็นในหนังสือเรียนตั้งแต่ มัธยมต้น

“14 ตุลาคม 2516 ที่ผมเห็นมา มันเป็นบล็อกเล็กๆ ไม่ถึงครึ่งหน้า แทบไม่พูดถึงว่ามันคือเหตุการณ์ที่สืบเนื่องจากอะไร 14 ตุลาคม 2516 กับ 6 ตุลาคม 2519 เขารวมกันประมาณ 12 บรรทัด 2 ย่อหน้าหนังสือ ว่าเป็นการต่อสู้ของประชาชน แต่เขาไม่ได้บอกว่าต่อสู้กับอะไร ต่อสู้ไปเพื่ออะไร เขาแค่บอกว่ามีการกวาดล้างประชาชน แต่ไม่ได้บอกว่าใคร เล่าคร่าวๆ แทบไม่ได้ลงดีเทล” นายฟีนิกซ์เผย

เมื่อได้มาฟังการบรรยายในนิทรรศการนี้ มีเรื่องราวไหนที่ไม่เคยได้ยินมาก่อนบ้าง ?

นายฟีนิกซ์กล่าวว่า ตนตกใจตั้งแต่ที่อาจารย์บอกว่า มีการเข้าไปยิงนักศึกษาถึงในมหาวิทยาลัย โดยกลุ่มกระทิงแดง

“ผมก็ตกใจว่าสมัยนั้น มันโหดร้ายขนาดที่ว่าเข้าไปในมหาวิทยาลัย ไปปิดล้อมยิงนักศึกษาได้เลย” นายฟีนิกซ์ชี้

นายฟีนิกซ์ ปาลาเร่

มองเรื่องความปลอดภัย จนถึงตอนนี้ คิดว่ายังมีโอกาสเกิดเหตุการณ์แบบนั้นขึ้นได้อีกหรือไม่?

นายฟีนิกซ์กล่าวว่า ตนคิดว่าสมัยนี้อาจจะทำแบบนั้นไม่ได้แล้ว เพราะโลกข้อมูลข่าวสารมันถึงกันหมด อาจจะไม่ได้เกิดเหตุการณ์รุนแรงขนาดนั้น แต่ความรุนแรงอาจจะมาในรูปแบบอื่นแทน

มองว่า 14 ตุลาคมให้บทเรียนอะไรกับประชาชนบ้าง ?

นายฟีนิกซ์กล่าวว่า ตนคิดว่าเป็นต้นกล้าแรกที่เพาะประชาธิปไตยในประเทศไทย ทำให้คนได้จินตนาการภาพออก ว่าประชาธิปไตยจริงๆ ที่ไม่ใช่ประชาธิปไตยของชนชั้นนำหรือประชาธิปไตยของเผด็จการวางไว้ หน้าตาเป็นอย่างไร

“ทำให้คนได้เห็นถึงแนวคิดฝ่ายซ้ายมากขึ้น ว่าจริงๆ แล้วเป็นอย่างไร เพราะก่อนหน้านี้ถูกปิดกั้นข้อมูล ควบคุมความคิดโดยฝ่ายขวามาตั้งแต่ 2475 จนถึง 14 ตุลาคม 2516 ไม่มีประชาชนอยู่ในสมการก่อนหน้านั้น เพิ่งจะมีหลัง 14 ตุลาคม” นายฟีนิกซ์กล่าว

เมื่อถามว่า ส่วนตัววาดฝันสังคมไทย อยากให้เป็นแบบไหน ถ้ากำหนดลงไปในรัฐธรรมนูญได้ จะเขียนอะไร?

นายฟีนิกซ์กล่าวว่า ตนคิดว่าปัญหาหลักของสังคมไทยคือ ‘ความขัดแย้ง’ แต่ความขัดแย้งก็เป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นในทุกประเทศ

“แต่ปัญหาหลักของเราคือ การเอาทหารเข้ามาในความขัดแย้ง พอทหารเข้ามาปัญหาก็ไม่จบ กลายเป็นความรุนแรง เกิดเป็นปัญหาซ้ำๆ สุดท้ายจบที่รัฐประหาร

ผมว่าอย่างแรกให้ประชาชนเรียนรู้ความขัดแย้ง เรียนรู้ว่าจะจัดการความขัดแย้งออย่างสันติอย่างไร เพื่อที่เราจะนำความขัดแย้งนั้นมาพัฒนาประเทศต่อไปได้ ส่วนตัวคิดว่าความขัดแย้งเป็นเรื่องดี เพราะเราจะได้เห็นมุมมองของหลายฝ่าย เมื่อมารวมกัน สุดท้ายประเทศก็จะได้ประโยชน์จากความขัดแย้งนี้” นายฟีนิกซ์กล่าว และว่า

ในเมื่อเราหยุดความขัดแย้งไม่ได้ แต่เรียนรู้ที่จะหาวิธีในการบริหารความขัดแย้งเพื่ออยู่ร่วมกันได้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับผู้ที่พลาดกิจกรรม EXHIBITION Talk นำชมนิทรรศการ ’50 ปี 14 ตุลา เจ้าฝันถึงโลกสีใด’ รอบแรก ยังมีโอกาสอีก 2 รอบ รับจำนวนจำกัด เข้าร่วมฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย

โดยรอบที่ 2 วันพรุ่งนี้ 14 ตุลาคม มีเสวนา ’50 ปี 14 ตุลา เจ้าฝันถึงโลกสีใด’ ในเวลา 16.00 – 17.00 น. โดยศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.สุรชาติ บำรุงสุข, รศ.ดร.บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ

ก่อนนำชมนิทรรศการ ’50 ปี 14 ตุลา เจ้าฝันถึงโลกสีใด’ เวลา 17.00 – 18.00 น.

รอบที่ 3 วันเสาร์ที่ 21 ตุลาคม เวลา 16.00 – 17.00 น. นำชมโดย รศ.ดร.ประจักษ์ ก้องกีรติ

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image