สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย ยื่นหนังสือ รบ.ชงแก้ด่วน 5 ข้อ ‘หมอมิ้ง’ ย้ำเร่งกระตุ้น ศก.จังหวะที่มีโอกาส

นพ.พรหมินทร์ รับหนังสือแทนนายกฯ-สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย ชงแก้ด่วน 5 ข้อ

เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน ที่ตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาล นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย และคณะ เข้าพบ นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เลขาธิการนายกรัฐมนตรี เพื่อยื่นหนังสือนำเสนอประเด็นเร่งด่วนในการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมต่อนายกรัฐมนตรีและรัฐบาล เพื่อเป็นส่วนร่วมสนับสนุนข้อคิดเห็นที่จะเป็นประโยชน์ในการออกแบบนโยบาย มาตรการของรัฐบาลและภาครัฐในการขับเคลื่อนแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม และขับเคลื่อนให้เกิดแนวทางแก้ปัญหาและพัฒนาเอสเอ็มอีไทยอย่างยั่งยืน

เลขาธิการนายกฯเปิดเผยภายหลังการรับหนังสือว่า สาระสำคัญคือการชี้วัดว่าเป็นเรื่องของความเดือดร้อนในกลุ่มของเอสเอ็มอี โดยเฉพาะเอสเอ็มอีขนาดเล็กซึ่งมีอยู่จำนวนมาก และสิ่งเหล่านี้สอดคล้องกับที่สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย โดย นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ทำหนังสือกราบเรียนนายกรัฐมนตรีมาเช่นกัน ซึ่งจากการประชุมสภาหอการค้าและตัวแทนของหอการค้าในต่างจังหวัดต่างบอกถึงสภาพเศรษฐกิจที่ลำบาก มีภาวะการค้าขายที่ลดลง โดยเรื่องนี้ยังสอดคล้องกับการรายงานสถานะเศรษฐกิจทั้งของสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา หรือของธนาคารแห่งประเทศไทย ที่มีการลดเป้าความเติบโตอย่างต่อเนื่อง และการรายงานของศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจธนาคารไทยพาณิชย์ ที่มีการรายงานเกี่ยวกับเรื่องเศรษฐกิจที่มีปัญหา

นพ.พรหมินทร์กล่าวว่า วันนี้เศรษฐกิจของเราอยู่ในภาวะ Critical หรือวิกฤต โดยเมื่อวานนี้ธนาคารโลกได้ส่งตัวแทนมาคุยกับรัฐบาล และชี้ให้เห็นว่าเศรษฐกิจของประเทศไทยหลังโควิดตกต่ำและฟื้นตัวช้า เป็นอันดับที่ถือว่าฟื้นช้าที่สุดในภูมิภาค ต่างจากทั่วไปถึง 7-10% ของ GDP ซึ่งรัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจกับภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้ โดยรัฐบาลดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในหลายเรื่อง ทั้งการลดราคาพลังงาน การลดภาระหนี้สินเกษตรกรและเอสเอ็มอีที่อยู่ในภาวะติดปัญหาโควิด

Advertisement

ขณะเดียวกันก็ต้องเร่งรัดเรื่องการสร้างรายได้ผ่านการส่งเสริมการท่องเที่ยว ซึ่งรัฐบาลดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง โดยในระยะกลางพยายามที่จะฟื้นความมั่นใจ เจรจากับต่างประเทศ นักธุรกิจต่างประเทศ ซึ่งได้รับข่าวดีมาเป็นระยะว่าเขาเห็นความสำคัญและมีแนวโน้มที่จะมาลงทุนในประเทศไทยเป็นจำนวนหลายราย และสิ่งที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือการที่โครงสร้างเศรษฐกิจของไทยพึ่งพิงการค้าจากต่างประเทศอย่างมาก ขณะที่เศรษฐกิจภายในประเทศเน้นการเติบโตไม่ได้มากอย่างที่คิด ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นข้อวิจารณ์ของสถาบันการวิจัย

ตลอดจนธนาคารโลกที่มีความเห็นคล้ายกันว่าเราต้องปรับโครงสร้าง ซึ่งมาตรการต่างๆ รวมถึงดิจิทัลวอลเล็ตที่รัฐบาลออกมา คือการปรับโครงสร้างให้เกื้อหนุนการเติบโตของเศรษฐกิจภายในประเทศ โดยต้องไม่ลืมว่านอกเหนือจากการท่องเที่ยวแล้วเรายังมีซอฟต์เพาเวอร์ คือการที่จะให้ประชาชนเป็นกลไกสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยเน้นเศรษฐกิจภายในประเทศ

“การกระตุ้นเศรษฐกิจ เราคงไม่ต้องรอให้ถึงเศรษฐกิจติดลบ เปรียบเหมือนกับว่าเราเห็นหลังคารั่วแล้ว และตอนนี้แดดยังมีอยู่ คงไม่ต้องรอให้ฝนตกมาเปียกซึ่งจะแก้ไม่ทัน เพราะฉะนั้นเราต้องเร่งกระตุ้นในจังหวะที่มีโอกาส” เลขาธิการนายกรัฐมนตรีกล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับประเด็นเร่งด่วนในการแก้ไขปัญหา SME ของสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทยที่นำเสนอต่อรัฐบาล รวม 5 มาตรการ ได้แก่

1.มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและการกระจายรายได้สู่ท้องถิ่นอย่างเร่งด่วน เช่น การส่งเสริมมาตรการเพิ่มสัดส่วน GDP SME มาตรการ SME Wallet และ Workforce Wallet เพื่อกระตุ้นการสร้างงาน สร้างอาชีพ Creative economy หรือ Soft Power ชุมชนและจัดระบบ Credit scoring เข้าถึงกลไกการพัฒนากำลังคนของหน่วยงานภาครัฐ การเข้าสินเชื่อต้นทุนต่ำ เป็นต้น

2.มาตรการแก้ไขปัญหาต้นทุนเอสเอ็มอีและค่าครองชีพประชาชน เช่น มาตรการปรับปรุงโครงสร้างต้นทุนพลังงาน และแสวงหาแหล่งวัตถุดิบพลังงานต้นทุนต่ำ รวมทั้งให้ความเป็นธรรมด้านราคาพลังงานแก่ภาคประชาชนและผู้ประกอบการ มาตรการพลังงานสีเขียวเพื่อการกระจายอำนาจการเข้าถึงพลังงานสีเขียวและลดต้นทุนพลังงานให้แก่ภาคประชาชนและเอสเอ็มอี มาตรการสินค้าราคาถูกเพื่อผู้ประกันตน มาตรา 33 39 และ 40 รวมจำนวนกว่า 24 ล้านราย เพื่อจูงใจแรงงานนอกระบบเข้าระบบ มาตรการส่งเสริมผู้ประกอบการไทยลงทุนในประเทศ (TDI) เพื่อลดการนำเข้าสินค้าและบริการจากต่างประเทศที่สำคัญ เน้นการพึ่งพาภายในประเทศ เป็นต้น

3.มาตรการเข้าถึงแหล่งทุนต้นทุนต่ำเอสเอ็มอีและการแก้ไขปัญหาหนี้ NPLs เช่น มาตรการยกระดับคุณภาพหนี้ครัวเรือน ลดหนี้เสีย แก้หนี้นอกระบบเอสเอ็มอี โดยใช้กองทุน สสว. มาตรการดอกเบี้ยเป็นธรรมเพื่อเอสเอ็มอี มาตรการบ่มเพาะเอสเอ็มอีก่อนเข้าขอสินเชื่อในแต่ละแคมเปญ เป็นต้น

4.มาตรการยกระดับขีดความสามารถเอสเอ็มอีและภาคแรงงาน เช่น บ่มเพาะแรงงานให้มีการพัฒนามาตรฐานฝีมือแรงงาน มาตรฐานคุณวุฒิวิชาชีพที่จำเป็นต่อการประกอบอาชีพในปัจจุบันและอนาคต Thailand Workforce Up skills and Matching Platform ช่วยในการให้บัณฑิตจบใหม่ นักเรียนอาชีวศึกษาจบใหม่ แรงงานที่มีทั้งในและนอกระบบ เป็นต้น

5.มาตรการแก้ไขปัญหากฎหมาย กฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคของเอสเอ็มอี เช่น มาตรการแก้ไขกฎ ระเบียบ ประกาศ กฎหมายที่เป็นอุปสรรคในการประกอบอาชีพต่าง ๆ มาตรการ Digital block chain platform ในการ Lean ระบบการขออนุญาตต่าง ๆ ของหน่วยงานราชการ

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image