‘ประเสริฐ’ปลุกศก.ดิจิทัล เครื่องยนต์ตัวที่5ปั๊มจีดีพี

เรื่องเศรษฐกิจดิจิทัลเป็นเรื่องสำคัญ เพราะเป็นสิ่งที่ท้าทายในอนาคตอย่างยิ่ง หากมองเศรษฐกิจธรรมดาจะโตได้อย่างเก่ง จากการคาดการณ์ 2.5-3% หรือไม่เกิน 5% แต่เศรษฐกิจดิจิทัลจะสามารถขยายตัวให้เศรษฐกิจโตขึ้นไม่น้อยกว่า 5% และอาจจะก้าวไปถึง 30% จากภาพรวมที่นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ระบุถึงการเพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย และขยายโอกาส ซึ่งรัฐบาลให้ความสำคัญกับกระทรวงดีอี และในฐานะที่เป็น รมว.ดีอี เชื่อมั่นจะเป็นกระทรวงที่เปลี่ยนแปลงประเทศ หากนับจากอดีตเมื่อ 3 ปีที่ผ่านมา ช่วงวิกฤตโควิดประชาชนได้รับความลำบากจากเศรษฐกิจหยุดชะงัก แต่สิ่งที่ทำให้เคลื่อนไหวได้คือเทคโนโลยีดิจิทัล เช่น มีการประชุมผ่านซูม การโอนเงินออนไลน์ ซึ่งเศรษฐกิจดิจิทัลช่วยให้หลายคนผ่านวิกฤตไปได้

วันนี้เศรษฐกิจดิจิทัลทำความเจริญให้กับประเทศได้ไม่น้อยกว่า 15% และก้าวกระโดดไปถึง 30% ได้ ดังนั้น เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญที่รัฐบาลนี้ให้ความตั้งใจ เพื่อมุ่งไปสู่เศรษฐกิจดิจิทัล ซึ่งท่านนายกฯกล่าวถึงการลดขั้นตอนยุ่งยากให้ธุรกิจ ไม่ว่านักลงทุนไทย นักลงทุนต่างประเทศมาลงทุนในประเทศง่ายขึ้น โดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาช่วย หรือเรียกว่าวันสต๊อปเซอร์วิส เพื่อลดขั้นตอนต่างๆ

กระทรวงเห็นความสำคัญ และแปลงเป็นนโยบายเครื่องยนต์เครื่องที่ 5 ของประเทศที่เป็นเครื่องยนต์ดิจิทัล ใช้การทำนโยบายที่เรียกว่า The Growth Engine of Thailand คือเครื่องยนต์เครื่องใหม่ของประเทศไทย จากอดีตที่ไทยมี 4 เครื่องยนต์ คือ การบริโภค การลงทุน การส่งออก และการท่องเที่ยว วันนี้ดิจิทัลเข้ามาซัพพอร์ตทุกกระทรวง และเป็นกระทรวงที่เปลี่ยนแปลงประเทศ

หลักการสำคัญของดิจิทัล 1.เปลี่ยนจากการบริหารปัจจุบันก้าวไปสู่รัฐบาลดิจิทัล 2.ลดช่องว่างให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลของรัฐบาลได้ 3.สร้างคนให้ทันกับการเปลี่ยนแปลง ด้านคอนเซ็ปต์ The Growth Engine of Thailand มี 3 เครื่องยนต์สำคัญ 1.เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน สร้างข้อได้เปรียบของประเทศ โดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัล วางโครงสร้างดิจิทัล ด้านซอฟต์แวร์อินฟราสตรัคเจอร์ ซึ่งรัฐบาลมีคลาวด์เฟิร์สต์โพลิซี ที่กระทรวงต่างๆ ใช้คลาวด์เก็บข้อมูล แต่อาจกระจัดกระจาย ถ้าเอามารวมไว้ที่เดียวจะลดความซ้ำซ้อนและค่าใช้จ่ายภาครัฐ จากการคำนวณคลาวด์ที่กระจายในกระทรวงต่างๆ มีไม่น้อยกว่า 15,000 ล้านบาท ถ้าเอาคลาวด์รวมกันในคลาวด์แบงก์ อาจอยู่ที่ DGA หรือสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) สพร. หรือดีอี จะลดรายจ่ายไม่น้อยกว่า 30%

Advertisement

2.เรื่องเซฟตี้และซีเคียวริตี้ วันนี้นักลงทุนที่มาลงทุนในประเทศ ถ้าไม่มีความมั่นคงเรื่องข้อมูลเขาไม่กล้ามา เรามีกฎหมาย PDPA แพลตฟอร์มการลงทุน การสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและคนไทยด้วยกันว่าข้อมูลมีความมั่นคงและปลอดภัย จะกล้ามาลงทุนในประเทศ วันนี้แก๊งคอลเซ็นเตอร์ เป็นปัญหาอย่างยิ่งด้านความมั่นคง กระทรวงมีศูนย์ AOC หรือศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ (สายด่วน 1441) ประชาชนโทรมาสายเดียวปิดบัญชีม้า ซิมม้าใน 15 นาที 3.การพัฒนาคนด้านดิจิทัล วันนี้ในภาครัฐ บุคลากรด้านดิจิทัลมี 0.5% ไม่เพียงพอ หลังได้คุยกับบริษัทชั้นนำของโลก เช่น กูเกิล หัวเว่ย ไมโครซอฟท์ หรือบริษัทต่างๆ เพื่อมาพัฒนาการเสริมสร้างทักษะความรู้ให้กับเยาวชนคนไทย นักศึกษา และพี่น้องประชาชน

เรื่องเศรษฐกิจดิจิทัลเอามาใช้อะไรได้บ้าง ที่ผ่านมากระทรวงดีอีมีโครงการชุมชนโดรนใจ แต่โดรนคือเครื่องมืออุปกรณ์โดรนที่บินขึ้นไปแล้วพ่นยาฆ่าแมลงลงมา พ่นน้ำให้น้ำแก่พืช หว่านปุ๋ย จากเดิมเกษตรกรใช้เวลา 1 ไร่ ร่วม 20 นาทีในการพ่นยาฆ่าแมลง แต่โดรนใช้ไม่ถึง 5 นาทีต่อ 1 ไร่ และสามารถทำโปรแกรมได้ ไม่ว่าที่ดินจะเป็นรูปร่างอย่างไร โดรนเขียนโปรแกรมและจำกัดเฉพาะพื้นที่ทำการเกษตรได้ ยังลดค่าใช้จ่าย

ขณะที่ Health Link หรือเชื่อมโยงข้อมูลผู้ป่วยระหว่างโรงพยาบาล ดีอีร่วมกับกระทรวงสาธารณสุขใช้เทคโนโลยี 5G โดยบริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (เอ็นที) สามารถช่วยเหลือประชาชนได้ทันท่วงทีและให้สิทธิเข้ารับบริการที่ไหนก็ได้ ต้องยอมรับเทคโนโลยี 5G ของประเทศไทยมีความเสถียรและดีกว่าหลายประเทศ รวมถึงการท่องเที่ยวเรามีหน่วยงานที่เรียกว่าบิ๊กดาต้า ซึ่งเก็บข้อมูลทั้งหมด เรื่องของ Travel Link ไปเก็บข้อมูลที่ภูเก็ต นครราชสีมา และเชียงใหม่ เพื่อดูพฤติกรรมนักท่องเที่ยวเพื่อมาใช้เงินในประเทศเท่าไหร่ ใช้วิถีชีวิตอย่างไร

ข้อมูลเหล่านี้รวบรวมและใช้เอไอวิเคราะห์พฤติกรรมบุคคลเหล่านั้น เพื่อให้ผู้บริหารประเทศตัดสินใจ ดิจิทัลเป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของทุกคน มีส่วนขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจ ส่วนเรื่องอีคอมเมิร์ซขนาดใหญ่ที่คนไทยใช้แต่ไม่มีแพลตฟอร์มเป็นของคนไทย ไม่มีแนวโน้มจะเกิดเป็นของคนไทยด้วย น่าเป็นห่วง เพราะอีคอมเมิร์ซเป็นเรื่องต้องส่งเสริม ควรมีแพลตฟอร์มที่เป็นของคนไทย วันนี้ไทยมีแพลตฟอร์มไม่ใช่ไม่มี แต่ไม่ใช่แพลตฟอร์มเป็นที่นิยม

ปี 2567 วางนโยบายไว้ คือ เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน ให้ความสำคัญสตาร์ตอัพ สมาร์ทซิตี้ แต่จะเดินต่อไม่ได้ ถ้าขาดโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลที่สำคัญ ซึ่งเรื่องคลาวด์เฟิร์สต์โพลิซีที่จะเป็นคลาวด์แบงก์ใหญ่รวมทุกอย่างในที่เดียวกัน และลิงก์กันได้หมด ส่วนเรื่องไอดีการ์ดมีหลายหน่วยงานที่ทำดิจิทัลไอดี ซึ่งกระทรวงมหาดไทย โดยกรมการปกครองมีแอพพ์ ThaID มีคนเข้าไป 12 ล้านคน แอพพ์ทางรัฐของ สพร. มีผู้ใช้งาน 3 แสนคน หมอพร้อมมี 30 ล้านคน เป๋าตังมีกว่า 30 ล้านคน แต่ยังไม่มีแอพพ์ที่ของคนไทยที่มีคนไทยเข้าไปมากสุดเหมือนสิงคโปร์มี SingPass เมืองจีนมี WeChat และมีออลเซอร์วิสภาครัฐอยู่ในนั้นทั้งหมด

สิ่งที่กระทรวงดีอีอยากเห็น ฟันธงแอพพลิเคชั่นที่เป็นของคนไทย มีคนไทยอยู่ในนั้น และมี national id อยู่ในนั้น คนไทย 66 ล้านคนต้องมีอยู่ในนั้นไม่น้อยกว่า 55 ล้านคน ซึ่งคิดว่าเป็นเรื่องสำคัญ ต้องสร้างให้เกิดขึ้นในยุคนี้ให้ได้ เรื่องวันไอดี (ไทยแลนด์ซุปเปอร์แอพพ์) เมื่อเกิดแล้ว นโยบายภาครัฐต่างๆ รวมถึงดิจิทัลวอลเล็ตเข้าได้ บริการต่างๆ ที่ประชาชนมีความจำเป็น จ่ายค่าน้ำ ค่าไฟ เรื่องประกันสังคม การศึกษา สาธารณสุข การท่องเที่ยวอยู่ในนั้นหมด นี่คือแอพพ์จะสร้างศักยภาพให้กับพี่น้องคนไทย เป็นสิ่งที่อยากทำและจะได้เห็นทิศทางไปแอพพ์ไหนในปีนี้

ทั้งนี้ หน่วยงานภายใต้ดีอี มีเอ็นที ที่เป็นการรวมตัวของบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือ CAT และบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ซึ่ง CAT มีความรู้ความสามารถเรื่องดาวเทียม การโทรระหว่างประเทศ ทีโอทีจะเป็นเรื่องโทรศัพท์และอินเตอร์เน็ต เมื่อ 2 หน่วยงานรวมกันแล้วทำให้เป็นธุรกิจมีศักยภาพ มีเสาสัญญาณโทรศัพท์ไม่น้อยกว่า 25,000 ต้น มีเคเบิลใต้น้ำ เทคโนโลยี 5G มีอะไรหลายอย่างๆ เพื่อยืนยันวันนี้โครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมของไทยไม่แพ้ใคร

ที่สำคัญประเทศไทยถูกจัดอันดับขีดความสามารถด้านดิจิทัลจากปีก่อน อันดับ 40 ปี 2566 อันดับ 35 ตั้งเป้าปี 2568 จะอยู่อันดับ 30 และต้องเป็นศูนย์กลางอาเซียนดิจิทัลฮับในภูมิภาคอาเซียน ขณะนี้เราเป็นเบอร์ 3 รองจากมาเลเซีย สิงคโปร์ อยากเห็นไทยเป็นเบอร์ 1 ด้วยโครงสร้างที่อยู่ในมือและพยายามให้เศรษฐกิจดิจิทัลขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยและสังคมให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นต่อไป

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image