อดีตปธ.สภาร่างฯ รับเลิกหวังพึ่งรธน. ย้อนฉบับ’40 หวังให้มันดี สุดท้ายถอยหลัง แนะทำใหม่ ใส่ 3 เรื่องพอ

อุทัย พิมพ์ใจชน อดีตปธ.สภาร่างฯ รับเลิกหวังพึ่งรธน. ย้อนฉบับ’40 หวังให้มันดี สุดท้ายถอยหลัง แนะอย่าไว้ใจองค์กรอิสระ ทำใหม่ ใส่ 3 เรื่องใหญ่ๆพอ

เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2567 นายอุทัย พิมพ์ใจชน อดีตประธานรัฐสภา อดีตประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับปี 2540 ได้ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ มองอนาคตจากอดีต : ใบตองแห้ง ทาง มติชนทีวี ถึงแนวทางแก้ไขรัฐธรรมนูญ รวมถึงเสียงวิจารณ์ถึงองค์กรอิสระที่มีอำนาจมาก ว่า องค์กรอิสระเกิดในรัฐธรรมนูญปี 2540 สมัยที่ผมร่าง ซึ่งภายหลังวางมือการเมือง หลังปี 2540 มาจนถึงวันนี้ ผมรู้เสียเวลาไป 20 กว่าปี ผมเห็นว่า การเมืองมันถอยหลัง แล้วเลวร้ายมากกว่าเก่า ทั้งๆที่การมีรัฐธรรมนูญ 2540 ก็หวังให้มันดีกว่าเดิม แต่มันกลายเป็นเลวกว่าทุกยุค แสดงความว่า รัฐธรรมนูญช่วยอะไรไม่ได้แล้ว แล้วเรายังไปหวังพึ่งรัฐธรรมนูญอยู่

ถามว่าแล้วจะแก้กันยังไง ? นายอุทัย กล่าวว่า ถ้าให้ผมแก้ ผมถึงจุดที่คิดเลิกพึ่งรัฐธรรมนูญแล้ว คิดดูง่ายๆ ย้อนหลังไปรัฐธรรมนูญเคยช่วยอะไรไหม พอมีปัญหามากๆ ทหารก็ฉีกทิ้ง ทั้งๆที่ปัญหาที่เกิดขึ้นก็เกิดขึ้นจากรัฐธรรมนูญทั้งนั้น พออ้างว่า รัฐธรรมนูญไม่เหมาะสม เขาจึงฉีกกันได้ง่ายๆ แล้วยังจะยึดอยู่เพื่ออะไร

“ผมคิดว่า พวกเราไปบ้ารัฐธรรมนูญกัน ทั้งๆที่ไม่มีรัฐธรรมนูญก็อยู่ได้ ไม่เห็นเวลาเขาประกาศยึดอำนาจหรือ ไม่ร่างรัฐธรรมนูญตั้ง 10 ปี ทำไมเราอยู่กันได้ละ ดังนั้น อย่าเอาอนาคตของชาติไปฝากไว้กับรัฐธรรมนูญเลย เรามาสร้างคนกันดีกว่า

Advertisement

“ผมคิดว่า ชีวิตความเป็นอยู่ของราษฎร มันถูกดูแลโดยกฎหมายปกติของบ้านเมืองตั้งแต่ปลายเล็บ ยันปลายผมอยู่แล้ว เราไม่ได้อยู่ด้วยรัฐธรรมนูญเลย แต่เราอยู่ด้วยกฎหมายปกติที่มีอยู่กองต่างหาก ถ้ามีปัญหาก็แก้ที่กฎหมายที่มีอยู่นั้นแหละ แล้วมันก็แก้ง่ายด้วย ทุกวันนี้พอเอารัฐธรรมนูญเป็นใหญ่ก็แก้ยากมาก เป็นปัญหาซับซ้อนแล้วซ้อนอีก” นายอุทัย กล่าว

นายอุทัย กล่าวว่า ผมคิดว่ารัฐธรรมนูญ ผมให้ไอเดียเลยก็ได้ว่า เอาเรื่องสำคัญๆที่เกี่ยวกับความมั่นคงเกี่ยวกับชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ก็พอ 1.ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักร แบ่งแยกไม่ได้ 2.เป็นประชาธิปไตยมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข การสืบราชสืบสันตติวงศ์ให้เป็นไปตามกฎมณเฑียรบาล

แล้วก็ 3. เขียนย่อหน้าไปว่า หากมีปัญหาเกี่ยวกับความเป็นประชาธิปไตย ให้ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาวินิจฉัยให้ถือเป็นที่สุดอย่ามีศาลรัฐธรรมนูญ ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา มีร้อยกว่าคน ในนั้นมีคนถนัดหลากหลาย เมื่อมีปัญหาก็ตั้งองค์คณะเฉพาะมาทำหน้าที่ต่างๆได้ ทุกวันนี้เราไว้ใจองค์กรอิสระไม่ได้ ผมใช้คำนี้

Advertisement

ถามว่า การเมืองไทยจะพัฒนาไปยังไง ใหม่กับเก่าแบบดั้งเดิม บ้านใหญ่ ดูจะขัดแย้งรุนแรงมากขึ้น ? นายอุทัย กล่าวว่า พูดก็พูดเถอะ มันต้องไปแบบใหม่ มันจะไม่อยู่แบบเก่าหรอก ยอมรับเถอะ วันนี้การกระจายอำนาจมันเห็นชัดแล้วว่า ให้ประโยชน์กับราษฎรมาก เขาเริ่มรู้ว่า เมื่อประชาชนปกครองตัวเอง บ้านเมืองเราเปลี่ยน เรื่องนี้ ยอมรับกันมากขึ้น ระหว่างเก่ากับใหม่ มันไปทางใหม่ เราอย่างรุ่นเรา ทำใจเถอะ อย่าไปติดยึด

นายอุทัย กล่าวว่า “ผมมีอุทาหรณ์ให้เป็นข้อคิด จากการเข้าเมืองประเทศอื่น เขาให้กรอก ข้อความว่า นับถือศาสนาอะไร ไอ้เราก็พุทธ ข้างๆเราขีดทิ้ง ไม่มีศาสนากันนั้นเลย มันก็เข้าเมืองเหมือนเราได้ แล้วมันก็ไม่มีเรื่อง ใช้ชีวิตได้โดยไม่มีศาสนา โดยอยู่ร่วมกันได้

“เรื่องนี้ทำให้ผมได้ข้อคิดว่า เราจะรักอะไร นับถืออะไรก็ ทำไปเถอะ แต่อย่าไปบังคับให้เขารักอย่างเรา อย่าไปบังคับให้เขานับถือแบบเรา ต่างคนต่างอยู่ในเรื่องเหล่านี้ อย่าไปละเมิดกัน อย่าไปเดือดร้อน ทุกวันนี้เราไปเดือดร้อนที่เขาไม่นับถือเหมือนเรา แล้วจะเอากันให้ตายด้วย กำลังจะถึงจุดนั้นแล้วนะ

“ขอร้องได้ไหม เขาจะรักใครไม่รักใคร ปล่อยเขาเถอะ แล้วใครไม่รักอย่างเราก็ปล่อยเขาเถอะ แต่ถ้าเขามาระรานเรา กฏหมายตั้งแต่ปลายเล็บ ยันปลายผมมีอยู่แล้ว เลือกใช้เอาก็แล้วกัน มันก็แค่นั้น ยังไงเก่ากับใหม่ก็ต้องอยู่ด้วยกัน ถ้าคิดกันอย่างที่ผมบอก มันก็อยู่กันได้” นายอุทัย กล่าว

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image